×

ทำไมรัฐอ่าวอาหรับ ‘อดทนอดกลั้นอย่างมาก’ ไม่โจมตีตอบโต้อิหร่าน แม้ตกเป็นเป้าโจมตี

31.03.2026
  • LOADING...
ภาพประกอบแสดงความตึงเครียดระหว่าง รัฐอ่าวอาหรับ และ อิหร่าน ในสถานการณ์ตะวันออกกลาง

สงครามสหรัฐอเมริกา-อิสราเอลกับอิหร่านที่ยืดเยื้อมานานกว่า 1 เดือนได้สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วตะวันออกกลาง แต่สิ่งที่น่าจับตามองอย่างยิ่งคือ ท่าทีของกลุ่มประเทศรัฐอ่าวอาหรับ (GCC) ที่กลับแสดง ‘ความอดทนอดกลั้นอย่างมาก’ โดยทำมากที่สุดเพียงแค่ประณามและเลือกตั้งรับ ‘มากกว่า’ การใช้กำลังทหารตอบโต้อิหร่านโดยตรง หลังพื้นที่บางส่วนของตนตกเป็นเป้าโจมตี

 

 
 

THE STANDARD พูดคุยกับ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. อาทิตย์ ทองอินทร์ อาจารย์ประจำแขนงวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ สาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ถึงจุดยืนของบรรดารัฐอ่าวอาหรับ รวมถึงแนวโน้มในอนาคตของสงครามครั้งนี้

 

ทำไมรัฐอ่าวอาหรับ ‘อดทนอดกลั้นสูง’ ไม่โจมตีตอบโต้อิหร่านโดยตรง

 

ผศ.ดร. อาทิตย์ระบุว่า ชาติอาหรับตกอยู่ในภาวะ ‘กลืนไม่เข้าคายไม่ออก’ ในทางหนึ่งระบบความมั่นคงและการป้องกันประเทศต้องพึ่งพาสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลอย่างสูง ขณะเดียวกันก็เคยมองอิหร่านเป็น ‘ภัยคุกคาม’ จนต้องตั้งกลุ่ม GCC ขึ้นมา แต่ในช่วงหลัง ก่อนเกิดเหตุการณ์ที่ฉนวนกาซาในปี 2023 ชาติอาหรับพยายามปรับความสัมพันธ์กับอิหร่านโดยมีจีนเป็นตัวกลาง เมื่อสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากทำสงครามกับอิหร่าน เมื่อ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ชาติอาหรับจึง ‘ไม่สามารถเลือกข้างได้’ อย่างเต็มที่ จะไปประณามสหรัฐฯ ก็ไม่ได้ หรือจะสนับสนุนการโจมตีอิหร่านแบบ 100% ก็ทำไม่ได้ จึงทำได้เพียงอนุญาตให้สหรัฐฯ ใช้ฐานทัพทหาร เพื่อแลกกับความคุ้มครอง

 

อาจารย์อาทิตย์ยังอธิบายว่า ลึกๆ แล้วกลุ่มชาติอาหรับ เช่น ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ได้ประโยชน์หากสหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีอิหร่านจนอ่อนแอลง เพราะจะทำให้ภูมิภาคอาหรับมีเสถียรภาพและปลอดจากภัยคุกคามมากยิ่งขึ้น แต่ก็ไม่อยากออกหน้าเข้าร่วมอย่างเต็มตัวได้ จนทำให้โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เริ่มกดดันให้จ่ายเงินสนับสนุนปฏิบัติการทางทหาร

 

นอกจากนี้ รัฐอาหรับที่เป็นระบอบกษัตริย์จะ ‘หลีกเลี่ยง’ การกระทำที่สุ่มเสี่ยงต่อการลุกฮือของมวลชนในประเทศ เนื่องจากมีกระแสการเคลื่อนไหวของกลุ่มมุสลิมฐานรากที่ ‘ต่อต้านอิทธิพลตะวันตก’ อยู่ หากผู้นำอาหรับสนับสนุนสหรัฐฯ อย่างเต็มที่ ก็จะโดนกระแสต่อต้านจากประชาชนทันที อีกทั้งรัฐอ่าวอาหรับบางประเทศก็มีผลประโยชน์ยึดโยงอยู่กับอิหร่านด้วยเช่นกัน เช่น กาตาร์ รวมถึงไม่ต้องการให้สงครามครั้งนี้ขยายเป็น ‘สงครามภูมิภาคเต็มรูปแบบ’

 

สำรวจจุดยืนของสมาชิก GCC ต่อสงครามอิหร่าน

 

อาจารย์อาทิตย์ชี้ว่า กลุ่มชาติอาหรับมีมุมมองที่แตกต่างกัน บ้างก็เกิดการ ‘เสียงแตก’ แม้กระทั่งในกลุ่มชนชั้นนำด้วยกันเองภายในประเทศ โดย UAE มีความเป็นไปได้สูงที่จะอยู่ฝั่งสหรัฐฯ-อิสราเอล เพราะ UAE ต้องการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสู่ยุค 4.0 ซึ่งต้องพึ่งพาเทคโนโลยีและการข่าวจากอิสราเอล รวมถึงยังมีข้อพิพาทเรื่องการอ้างกรรมสิทธิ์เหนือดินแดนหมู่เกาะกับอิหร่านอีกด้วย

 

ขณะที่ ซาอุดีอาระเบีย ประเทศที่วางตัวเป็น ‘พี่ใหญ่ของโลกอาหรับและมุสลิม’ แม้ลึกๆ จะต้องการให้อิหร่านพินาศย่อยยับ และไม่เป็นภัยคุกคามต่อภูมิภาคอีกต่อไป แต่ก็ไม่สามารถออกหน้ากระโจนเข้าสู่สงครามได้โดยตรง หากไปรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับอิสราเอล ซาอุฯ จะสูญเสียอำนาจ Soft Power ในฐานะผู้ครองสองนครศักดิ์สิทธิ์ และสร้างข้อกังขาต่อความชอบธรรมของตนเองทันที

 

ส่วน กาตาร์และโอมาน นั้น อาจารย์อธิบายว่า 2 ประเทศนี้ มักจะทำหน้าที่เป็น ‘กาวใจ’ หรือ ‘ผู้สร้างสมดุล’ (Balancer) ในความขัดแย้งของภูมิภาคมาอย่างยาวนาน จนกลายเป็นลักษณะเด่นทางการทูตของพวกเขา เช่นเดียวกับตอนที่เกิดเหตุการณ์จับตัวประกันโดยกลุ่มฮามาส กาตาร์ก็เป็นตัวกลางสำคัญ และสำนักงานใหญ่ของฮามาสก็ตั้งอยู่ที่กรุงโดฮา เมืองหลวงของกาตาร์

 

ทางด้าน คูเวต ก็เป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีแนวโน้มสูงที่จะอยู่ฝั่งสหรัฐฯ โดยอาจารย์อาทิตย์ให้เหตุผลว่า คูเวตมีผลประโยชน์ผูกพันกันมาตั้งแต่สงครามอ่าวครั้งที่ 1 (ปี 1991) ที่สหรัฐฯ ช่วยปลดแอกคูเวตจากอิรัก อีกทั้ง โครงสร้างทางเศรษฐกิจ และอุตสาหกรรมน้ำมันของคูเวตก็ผสานเข้ากับทุนตะวันตกไปเรียบร้อยแล้ว

 

ขณะที่ บาห์เรน อีกหนึ่งประเทศสมาชิก GCC อาจารย์มองว่า กำลังอยู่ใน ‘จุดที่ตัดสินใจยาก’ แม้จะเป็นที่ตั้งกองบัญชาการทหารเรือที่สำคัญในภูมิภาคของสหรัฐฯ แต่ผู้ปกครองประเทศเป็นมุสลิมสายซุนนี ในขณะที่ประชากรส่วนใหญ่เป็นมุสลิมสายชีอะห์ หากผู้ปกครองเข้าร่วมสงครามกับฝ่ายสหรัฐฯ อย่างเต็มที่ จะต้องเผชิญกับการต่อต้านอย่างรุนแรงจากประชาชนในประเทศ จนอาจเข้าใกล้ความเป็น ‘รัฐล้มเหลว’ เหมือนช่วงอาหรับสปริง

 

เส้นแดง (Red Line) ของรัฐอ่าวอาหรับคืออะไร

 

อาจารย์อาทิตย์ระบุว่า เส้นแดงของชาติอาหรับในตอนนี้คือ ตราบใดที่การโจมตียังเป็นเพียง ‘เชิงสัญลักษณ์’ หรือโจมตีโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจอย่างโรงกลั่นน้ำมัน หรือฐานทัพอเมริกาที่ไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อวิถีชีวิตผู้คน ชาติอาหรับก็น่าจะ ‘ยังพอทนได้และไม่เปิดหน้าตอบโต้’ แต่ล่าสุดอิหร่านเริ่มขู่ว่าจะโจมตีมหาวิทยาลัย และโรงแรมหรือที่พักที่เจ้าหน้าที่ทหารอเมริกันอาศัยอยู่ ซึ่งเป้าหมายเหล่านี้จะเริ่มส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตผู้คนมากขึ้น และอาจส่งผลให้บรรดารัฐอ่าวอาหรับต้องปรับเปลี่ยนจุดยืนและยุทธศาสตร์ต่อสงครามครั้งนี้

 

ความเป็นไปได้ของการบุกยึด ‘เกาะคาร์ก’ มีมากน้อยแค่ไหน

 

อาจารย์อาทิตย์ชี้ว่า สถานการณ์ ‘ยังคาดเดาได้ยาก’ เนื่องจากบุคลิกของโดนัลด์ ทรัมป์ที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ แต่ตรรกะเบื้องหลังการระดมกำลังพลนาวิกโยธินของสหรัฐฯ คือ ‘การยกระดับเพื่อข่มขู่’ หรือการสร้าง ‘ความน่าเชื่อถือในการป้องปราม’ (Deterrent Credibility) เพื่อกดดันไม่ให้อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ โดยยังไม่ได้ตั้งใจจะใช้กำลังจริง ขณะที่ฝั่งอิหร่านก็ตอบโต้ด้วยการประสานให้กลุ่มฮูตี (Houthi) ยิงขีปนาวุธส่งสัญญาณสัญลักษณ์กลับว่า หากสหรัฐฯ เปิดหน้ารบที่เกาะคาร์ก ฮูตีก็น่าจะตอบโต้ด้วยการพยายามควบคุมช่องแคบบับเอลมันเดบ ทั้งสองฝ่ายต่างใช้ตำราสงครามเดียวกัน แต่อิหร่านนั้นประเมินและคาดการณ์ตามตรรกะได้ง่ายกว่าสหรัฐฯ

 

สงครามครั้งนี้ ‘จะจบเร็ว’ ตามที่ทรัมป์คาดหวังหรือไม่

 

อาจารย์อธิบายว่า กรอบเจรจาจะไม่ทำให้ทั้งสองฝ่ายยุติความเป็นปรปักษ์ต่อกันได้ ข้อเรียกร้องหลายข้อที่เปิดเผยต่อสาธารณะนั้น ‘เป็นไปได้ยาก’ มีเป้าหมายเพื่อสื่อสารกับประชาคมโลกและสร้างความชอบธรรมให้ตนเองหากจำเป็นต้องยกระดับความขัดแย้ง ว่าตนได้พยายามหาทางลงแล้วแต่อีกฝ่ายไม่ยอม

 

การเจรจาต่อรองของจริงนั้นอยู่ ‘หลังฉาก’ ซึ่งสัญญาณที่หลุดออกมาเป็นระยะๆ หนึ่งในนั้นคือ อิหร่านต้องการให้สหรัฐฯ รับประกันว่าจะไม่มีสงครามโจมตีอิหร่านอีกในอนาคต เพื่อแลกกับการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ แต่สหรัฐฯ ติดขัดตรงที่กระทำฝ่ายเดียวไม่ได้ ต้องไปเจรจากับอิสราเอลด้วย

 

อาจารย์กล่าวทิ้งท้ายว่า สงครามนี้จะ ‘ไม่จบง่ายและยืดเยื้อแน่นอน’ ตอนนี้ทั้งอิหร่าน สหรัฐฯ และอิสราเอล พยายามขู่ว่าจะไต่บันไดความรุนแรงของสงครามขึ้นไปอีก แต่ในความเป็นจริงอาจารย์มองว่า ‘บันไดถึงขั้นบนสุดแล้ว’ ถ้าจะยกระดับไปมากกว่านี้ก็ต้องข้ามไปเป็น ‘สงครามเต็มรูปแบบ’ หรือ ‘สงครามนิวเคลียร์’ ซึ่งไม่มีฝ่ายใดต้องการไปถึงจุดนั้น ปัจจุบันจึงอยู่ในสภาวะหยั่งเชิงรอดูว่าใครจะยอมถอยก่อน โดยมีการทดสอบกัน เช่น สหรัฐฯ ทดสอบด้วยการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่านชั่วคราว อิหร่านจึงยอมลดราวาศอกด้วยการยอมเข้าร่วมการเจรจาที่ปากีสถาน และผ่อนคลายการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซลง

 

ส่วนมุมที่เกี่ยวข้องกับมหาอำนาจนั้น อาจารย์ระบุว่า ในภาพใหญ่ โลกกำลังอยู่ในยุคเปลี่ยนผ่านดุลอำนาจและการล่มสลายของระเบียบระหว่างประเทศ พฤติกรรมของ ‘รัฐมหาอำนาจภายนอก’ พยายามจะ ‘จำกัดวงสงคราม’ ครั้งนี้ให้เป็นเพียงเรื่องระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน เพื่อไม่ให้ขยายตัวเป็นสงครามระดับภูมิภาคหรือสงครามโลก

 

แฟ้มภาพ: Reuters

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising