สงครามสหรัฐอเมริกา-อิสราเอลกับอิหร่านที่ยืดเยื้อมานานกว่า 1 เดือนได้สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วตะวันออกกลาง แต่สิ่งที่น่าจับตามองอย่างยิ่งคือ ท่าทีของกลุ่มประเทศรัฐอ่าวอาหรับ (GCC) ที่กลับแสดง ‘ความอดทนอดกลั้นอย่างมาก’ โดยทำมากที่สุดเพียงแค่ประณามและเลือกตั้งรับ ‘มากกว่า’ การใช้กำลังทหารตอบโต้อิหร่านโดยตรง หลังพื้นที่บางส่วนของตนตกเป็นเป้าโจมตี
ประเด็นสำคัญ
THE STANDARD พูดคุยกับ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. อาทิตย์ ทองอินทร์ อาจารย์ประจำแขนงวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ สาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ถึงจุดยืนของบรรดารัฐอ่าวอาหรับ รวมถึงแนวโน้มในอนาคตของสงครามครั้งนี้
ทำไมรัฐอ่าวอาหรับ ‘อดทนอดกลั้นสูง’ ไม่โจมตีตอบโต้อิหร่านโดยตรง
ผศ.ดร. อาทิตย์ระบุว่า ชาติอาหรับตกอยู่ในภาวะ ‘กลืนไม่เข้าคายไม่ออก’ ในทางหนึ่งระบบความมั่นคงและการป้องกันประเทศต้องพึ่งพาสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลอย่างสูง ขณะเดียวกันก็เคยมองอิหร่านเป็น ‘ภัยคุกคาม’ จนต้องตั้งกลุ่ม GCC ขึ้นมา แต่ในช่วงหลัง ก่อนเกิดเหตุการณ์ที่ฉนวนกาซาในปี 2023 ชาติอาหรับพยายามปรับความสัมพันธ์กับอิหร่านโดยมีจีนเป็นตัวกลาง เมื่อสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากทำสงครามกับอิหร่าน เมื่อ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ชาติอาหรับจึง ‘ไม่สามารถเลือกข้างได้’ อย่างเต็มที่ จะไปประณามสหรัฐฯ ก็ไม่ได้ หรือจะสนับสนุนการโจมตีอิหร่านแบบ 100% ก็ทำไม่ได้ จึงทำได้เพียงอนุญาตให้สหรัฐฯ ใช้ฐานทัพทหาร เพื่อแลกกับความคุ้มครอง
อาจารย์อาทิตย์ยังอธิบายว่า ลึกๆ แล้วกลุ่มชาติอาหรับ เช่น ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ได้ประโยชน์หากสหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีอิหร่านจนอ่อนแอลง เพราะจะทำให้ภูมิภาคอาหรับมีเสถียรภาพและปลอดจากภัยคุกคามมากยิ่งขึ้น แต่ก็ไม่อยากออกหน้าเข้าร่วมอย่างเต็มตัวได้ จนทำให้โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เริ่มกดดันให้จ่ายเงินสนับสนุนปฏิบัติการทางทหาร
นอกจากนี้ รัฐอาหรับที่เป็นระบอบกษัตริย์จะ ‘หลีกเลี่ยง’ การกระทำที่สุ่มเสี่ยงต่อการลุกฮือของมวลชนในประเทศ เนื่องจากมีกระแสการเคลื่อนไหวของกลุ่มมุสลิมฐานรากที่ ‘ต่อต้านอิทธิพลตะวันตก’ อยู่ หากผู้นำอาหรับสนับสนุนสหรัฐฯ อย่างเต็มที่ ก็จะโดนกระแสต่อต้านจากประชาชนทันที อีกทั้งรัฐอ่าวอาหรับบางประเทศก็มีผลประโยชน์ยึดโยงอยู่กับอิหร่านด้วยเช่นกัน เช่น กาตาร์ รวมถึงไม่ต้องการให้สงครามครั้งนี้ขยายเป็น ‘สงครามภูมิภาคเต็มรูปแบบ’
สำรวจจุดยืนของสมาชิก GCC ต่อสงครามอิหร่าน
อาจารย์อาทิตย์ชี้ว่า กลุ่มชาติอาหรับมีมุมมองที่แตกต่างกัน บ้างก็เกิดการ ‘เสียงแตก’ แม้กระทั่งในกลุ่มชนชั้นนำด้วยกันเองภายในประเทศ โดย UAE มีความเป็นไปได้สูงที่จะอยู่ฝั่งสหรัฐฯ-อิสราเอล เพราะ UAE ต้องการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสู่ยุค 4.0 ซึ่งต้องพึ่งพาเทคโนโลยีและการข่าวจากอิสราเอล รวมถึงยังมีข้อพิพาทเรื่องการอ้างกรรมสิทธิ์เหนือดินแดนหมู่เกาะกับอิหร่านอีกด้วย
ขณะที่ ซาอุดีอาระเบีย ประเทศที่วางตัวเป็น ‘พี่ใหญ่ของโลกอาหรับและมุสลิม’ แม้ลึกๆ จะต้องการให้อิหร่านพินาศย่อยยับ และไม่เป็นภัยคุกคามต่อภูมิภาคอีกต่อไป แต่ก็ไม่สามารถออกหน้ากระโจนเข้าสู่สงครามได้โดยตรง หากไปรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับอิสราเอล ซาอุฯ จะสูญเสียอำนาจ Soft Power ในฐานะผู้ครองสองนครศักดิ์สิทธิ์ และสร้างข้อกังขาต่อความชอบธรรมของตนเองทันที
ส่วน กาตาร์และโอมาน นั้น อาจารย์อธิบายว่า 2 ประเทศนี้ มักจะทำหน้าที่เป็น ‘กาวใจ’ หรือ ‘ผู้สร้างสมดุล’ (Balancer) ในความขัดแย้งของภูมิภาคมาอย่างยาวนาน จนกลายเป็นลักษณะเด่นทางการทูตของพวกเขา เช่นเดียวกับตอนที่เกิดเหตุการณ์จับตัวประกันโดยกลุ่มฮามาส กาตาร์ก็เป็นตัวกลางสำคัญ และสำนักงานใหญ่ของฮามาสก็ตั้งอยู่ที่กรุงโดฮา เมืองหลวงของกาตาร์
ทางด้าน คูเวต ก็เป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีแนวโน้มสูงที่จะอยู่ฝั่งสหรัฐฯ โดยอาจารย์อาทิตย์ให้เหตุผลว่า คูเวตมีผลประโยชน์ผูกพันกันมาตั้งแต่สงครามอ่าวครั้งที่ 1 (ปี 1991) ที่สหรัฐฯ ช่วยปลดแอกคูเวตจากอิรัก อีกทั้ง โครงสร้างทางเศรษฐกิจ และอุตสาหกรรมน้ำมันของคูเวตก็ผสานเข้ากับทุนตะวันตกไปเรียบร้อยแล้ว
ขณะที่ บาห์เรน อีกหนึ่งประเทศสมาชิก GCC อาจารย์มองว่า กำลังอยู่ใน ‘จุดที่ตัดสินใจยาก’ แม้จะเป็นที่ตั้งกองบัญชาการทหารเรือที่สำคัญในภูมิภาคของสหรัฐฯ แต่ผู้ปกครองประเทศเป็นมุสลิมสายซุนนี ในขณะที่ประชากรส่วนใหญ่เป็นมุสลิมสายชีอะห์ หากผู้ปกครองเข้าร่วมสงครามกับฝ่ายสหรัฐฯ อย่างเต็มที่ จะต้องเผชิญกับการต่อต้านอย่างรุนแรงจากประชาชนในประเทศ จนอาจเข้าใกล้ความเป็น ‘รัฐล้มเหลว’ เหมือนช่วงอาหรับสปริง
เส้นแดง (Red Line) ของรัฐอ่าวอาหรับคืออะไร
อาจารย์อาทิตย์ระบุว่า เส้นแดงของชาติอาหรับในตอนนี้คือ ตราบใดที่การโจมตียังเป็นเพียง ‘เชิงสัญลักษณ์’ หรือโจมตีโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจอย่างโรงกลั่นน้ำมัน หรือฐานทัพอเมริกาที่ไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อวิถีชีวิตผู้คน ชาติอาหรับก็น่าจะ ‘ยังพอทนได้และไม่เปิดหน้าตอบโต้’ แต่ล่าสุดอิหร่านเริ่มขู่ว่าจะโจมตีมหาวิทยาลัย และโรงแรมหรือที่พักที่เจ้าหน้าที่ทหารอเมริกันอาศัยอยู่ ซึ่งเป้าหมายเหล่านี้จะเริ่มส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตผู้คนมากขึ้น และอาจส่งผลให้บรรดารัฐอ่าวอาหรับต้องปรับเปลี่ยนจุดยืนและยุทธศาสตร์ต่อสงครามครั้งนี้
ความเป็นไปได้ของการบุกยึด ‘เกาะคาร์ก’ มีมากน้อยแค่ไหน
อาจารย์อาทิตย์ชี้ว่า สถานการณ์ ‘ยังคาดเดาได้ยาก’ เนื่องจากบุคลิกของโดนัลด์ ทรัมป์ที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ แต่ตรรกะเบื้องหลังการระดมกำลังพลนาวิกโยธินของสหรัฐฯ คือ ‘การยกระดับเพื่อข่มขู่’ หรือการสร้าง ‘ความน่าเชื่อถือในการป้องปราม’ (Deterrent Credibility) เพื่อกดดันไม่ให้อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ โดยยังไม่ได้ตั้งใจจะใช้กำลังจริง ขณะที่ฝั่งอิหร่านก็ตอบโต้ด้วยการประสานให้กลุ่มฮูตี (Houthi) ยิงขีปนาวุธส่งสัญญาณสัญลักษณ์กลับว่า หากสหรัฐฯ เปิดหน้ารบที่เกาะคาร์ก ฮูตีก็น่าจะตอบโต้ด้วยการพยายามควบคุมช่องแคบบับเอลมันเดบ ทั้งสองฝ่ายต่างใช้ตำราสงครามเดียวกัน แต่อิหร่านนั้นประเมินและคาดการณ์ตามตรรกะได้ง่ายกว่าสหรัฐฯ
สงครามครั้งนี้ ‘จะจบเร็ว’ ตามที่ทรัมป์คาดหวังหรือไม่
อาจารย์อธิบายว่า กรอบเจรจาจะไม่ทำให้ทั้งสองฝ่ายยุติความเป็นปรปักษ์ต่อกันได้ ข้อเรียกร้องหลายข้อที่เปิดเผยต่อสาธารณะนั้น ‘เป็นไปได้ยาก’ มีเป้าหมายเพื่อสื่อสารกับประชาคมโลกและสร้างความชอบธรรมให้ตนเองหากจำเป็นต้องยกระดับความขัดแย้ง ว่าตนได้พยายามหาทางลงแล้วแต่อีกฝ่ายไม่ยอม
การเจรจาต่อรองของจริงนั้นอยู่ ‘หลังฉาก’ ซึ่งสัญญาณที่หลุดออกมาเป็นระยะๆ หนึ่งในนั้นคือ อิหร่านต้องการให้สหรัฐฯ รับประกันว่าจะไม่มีสงครามโจมตีอิหร่านอีกในอนาคต เพื่อแลกกับการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ แต่สหรัฐฯ ติดขัดตรงที่กระทำฝ่ายเดียวไม่ได้ ต้องไปเจรจากับอิสราเอลด้วย
อาจารย์กล่าวทิ้งท้ายว่า สงครามนี้จะ ‘ไม่จบง่ายและยืดเยื้อแน่นอน’ ตอนนี้ทั้งอิหร่าน สหรัฐฯ และอิสราเอล พยายามขู่ว่าจะไต่บันไดความรุนแรงของสงครามขึ้นไปอีก แต่ในความเป็นจริงอาจารย์มองว่า ‘บันไดถึงขั้นบนสุดแล้ว’ ถ้าจะยกระดับไปมากกว่านี้ก็ต้องข้ามไปเป็น ‘สงครามเต็มรูปแบบ’ หรือ ‘สงครามนิวเคลียร์’ ซึ่งไม่มีฝ่ายใดต้องการไปถึงจุดนั้น ปัจจุบันจึงอยู่ในสภาวะหยั่งเชิงรอดูว่าใครจะยอมถอยก่อน โดยมีการทดสอบกัน เช่น สหรัฐฯ ทดสอบด้วยการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่านชั่วคราว อิหร่านจึงยอมลดราวาศอกด้วยการยอมเข้าร่วมการเจรจาที่ปากีสถาน และผ่อนคลายการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซลง
ส่วนมุมที่เกี่ยวข้องกับมหาอำนาจนั้น อาจารย์ระบุว่า ในภาพใหญ่ โลกกำลังอยู่ในยุคเปลี่ยนผ่านดุลอำนาจและการล่มสลายของระเบียบระหว่างประเทศ พฤติกรรมของ ‘รัฐมหาอำนาจภายนอก’ พยายามจะ ‘จำกัดวงสงคราม’ ครั้งนี้ให้เป็นเพียงเรื่องระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน เพื่อไม่ให้ขยายตัวเป็นสงครามระดับภูมิภาคหรือสงครามโลก
แฟ้มภาพ: Reuters


