ในวันนี้ความวุ่นวายของรถเครนและเสียงเครื่องจักรที่เคยดังก้องได้จางหายไป เหลือเพียงความเงียบและร่องรอยของการพยายามสร้างอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินแห่งใหม่เท่านั้น
แม้ซากปรักหักพังส่วนใหญ่จะถูกรื้อถอนออกไป แต่ความไว้วางใจของประชาชนกลับยังไม่ถูกซ่อมแซมให้กลับมาเป็นดังเดิม พื้นที่ว่างเปล่าตรงนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงที่ดินผืนหนึ่ง แต่กำลังกลายเป็นเครื่องเตือนใจถึงโครงการที่ควรจะสง่างามในฐานะสัญลักษณ์ของการตรวจสอบ แต่กลับกลายเป็นเพียงบาดแผลใหญ่ของเมืองที่คอยเตือนว่า ตราบใดที่ความโปร่งใสนั้นยังไม่ปรากฏ เราก็ไม่อาจก้าวข้ามซากปรักหักพังในใจนี้ไปได้
ภาพชุดนี้นำมาแสดงเพื่อไม่ให้เราลืมที่จะตั้งคำถามและตรวจสอบ เพราะเหตุการณ์อาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่ถล่ม จนส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 93 ราย สูญหาย 3 ราย และบาดเจ็บอีก 8 รายนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะภัยธรรมชาติที่รุนแรงเกินต้านทาน แต่ส่วนหนึ่งเป็นเพราะโครงสร้างที่เกิดจากการก่อสร้างที่ไม่ตรงตามความเป็นจริงและการทุจริตในขั้นตอนการทำงาน ซึ่งความสูญเสียมหาศาลนี้ถูกแลกมาด้วยบทเรียนราคาแพง
ในรอบปีที่ผ่านมา แม้จะมีการสรุปยอดรวมเงินเยียวยาและช่วยเหลือเบื้องต้นไปแล้วกว่า 129,855,093 บาท โดยเป็นการประสานพลังจากทั้งบริษัทประกันภัยภายใต้การกำกับของ คปภ. เงินช่วยเหลือจากกระทรวงมหาดไทย กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ รวมถึงเงินบริจาคจากมูลนิธิช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมที่มอบให้ครอบครัวผู้เสียชีวิตรายละกว่า 1 ล้านบาท ตลอดจนน้ำใจจากเพื่อนพนักงานและผู้บริหาร สตง. ที่รวบรวมเงินส่วนตัวมาช่วยบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้น แต่เงินจำนวนมหาศาลเหล่านี้ก็เป็นเพียงการประคับประคองชีวิตที่ยังอยู่ ไม่ใช่อุปกรณ์ซ่อมแซมใจที่แตกสลายจากการจากไปของบุคคลอันเป็นที่รัก
โศกนาฏกรรมครั้งนี้นำมาสู่การตัดสินใจครั้งสำคัญของ สตง. ที่จะยุติโครงการก่อสร้างอาคารแห่งใหม่อย่างถาวร โดยไม่มีการหาพื้นที่อื่นทดแทน และเลือกที่จะปฏิบัติงาน ณ อาคารเดิมต่อไป เพราะพื้นที่ตรงนี้เปรียบเสมือนบาดแผลที่สร้างความรู้สึกเสียใจตลอดเวลาจนไม่มีใครอยากก้าวเท้าเข้าไปอยู่อาศัยอีก พร้อมทั้งดำเนินการยกเลิกสัญญาเช่าที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ให้ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อปิดฉากความฝันที่กลายเป็นฝันร้ายลงในเชิงโครงสร้าง
อย่างไรก็ตามขณะนี้ผู้ว่าการ สตง. กำลังเดินหน้าเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับสำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อสั่งฟ้องเอกชนและผู้เกี่ยวข้องทั้ง 23 ราย และพร้อมจะยื่นฟ้องคดีใหม่ทันทีหากผลสอบสวนชี้ชัดว่ามีการใช้เอกสารเท็จในการก่อสร้าง




























