×

สำรวจแนวทางชาติอาเซียน รับมือวิกฤตราคาน้ำมันพุ่งอย่างไร?

26.03.2026
  • LOADING...
ภาพประกอบแสดงหัวข้อการรับมือวิกฤตราคาน้ำมันพุ่งของกลุ่มประเทศอาเซียน

ราคาน้ำมันและก๊าซที่พุ่งสูงขึ้นกำลังสร้างความปั่นป่วนให้กับภาวะเศรษฐกิจของหลายประเทศอาเซียน รวมถึงไทยที่เผชิญผลกระทบล่าสุดจากการที่รัฐบาลปล่อยลอยตัวราคาน้ำมัน ส่งผลให้น้ำมันดีเซลและเบนซินพุ่งขึ้น 6 บาทต่อลิตรในช่วงข้ามคืน

 

 
 

ประเทศสมาชิกอาเซียนส่วนใหญ่เป็นผู้นำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ โดยสงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอลกับอิหร่าน ที่กำลังดำเนินอยู่ควบคู่ไปกับการปิดช่องแคบฮอร์มุซ กลายเป็นแรงกระตุ้นให้ราคาน้ำมันโลก ราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และตลาดพลังงานในภูมิภาคพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

 

รัฐบาลของหลายประเทศอาเซียนได้กำหนดมาตรการต่างๆ เพื่อช่วยประหยัดพลังงานเชื้อเพลิง อาทิ นโยบายทำงานจากที่บ้าน ลดเวลาทำงานเหลือสัปดาห์ละ 4 วัน จำกัดการใช้เครื่องปรับอากาศและยานพาหนะส่วนตัว นอกจากนี้ยังมีการพิจารณามาตรการอื่นๆ เช่น การอุดหนุนเชื้อเพลิง การจำกัดการส่งออก การกระจายแหล่งเชื้อเพลิงและผู้จัดหา เช่น รัสเซีย และการเพิ่มการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพที่ผลิตในประเทศ

 

และนี่คือสรุปมาตรการรับมือวิกฤตราคาเชื้อเพลิงล่าสุดของประเทศในอาเซียน

 
 

ฟิลิปปินส์

 

ในฐานะประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ ฟิลิปปินส์เป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากวิกฤตพลังงานในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีการนำเข้าน้ำมันดิบเกือบ 98% จากภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย

 

ขณะที่การนำเข้าก๊าซ LNG จำนวนมากก็มาจากเส้นทางเดียวกัน ทำให้ฟิลิปปินส์มีความเสี่ยงสูงอย่างมากต่อการหยุดชะงักในช่องแคบฮอร์มุซ

 

โดยนักเศรษฐศาสตร์เตือนว่า ฟิลิปปินส์เผชิญกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของภาวะเงินเฟ้อ การขาดแคลนพลังงาน และภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวเนื่องจากการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซอย่างหนัก

 

เพื่อรับมือกับความเสี่ยงดังกล่าว ประธานาธิบดี เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ตัดสินใจประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงานระดับชาติเมื่อวันอังคาร (24 มีนาคม) โดยอ้างถึง ‘อันตรายที่ใกล้เข้ามา’ ต่อการจัดหาพลังงาน ขณะที่ปริมาณสำรองเชื้อเพลิงลดลงเหลือประมาณ 45 วัน ในขณะที่ราคาก๊าซในประเทศเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าตั้งแต่เริ่มวิกฤต

 

ข้อมูลจาก LSEG, Kpler และ OilX เผยว่า ฟิลิปปินส์ยังเตรียมที่จะนำเข้าน้ำมันจากรัสเซียในสัปดาห์หน้าเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี

 

ขณะที่รัฐบาลฟิลิปปินส์ยังเดินหน้าเพิ่มการผลิตถ่านหิน และปราบปรามการกักตุนน้ำมัน ตลอดจนพิจารณามาตรการต่างๆ เช่น การระงับเที่ยวบินและการลดวันทำงานของลูกจากรัฐเป็น 4 วันต่อสัปดาห์

 

โดยสำนักข่าว Reuters รายงานว่า ตั้งแต่วันที่ 9 มีนาคม พนักงานรัฐบาลจะทำงานเพียง 4 วันต่อสัปดาห์เพื่อลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง แต่วันทำงานที่สั้นลงนี้เป็นเพียงชั่วคราวและไม่รวมถึงเจ้าหน้าที่บริการฉุกเฉินต่างๆ

 

นอกจากนี้ สำนักงานรัฐบาลทั่วประเทศยังได้รับคำสั่งให้ตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศไม่ต่ำกว่า 24 องศาเซลเซียส

 
 

สิงคโปร์

 

สิงคโปร์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการกลั่นและค้าขายน้ำมันระดับโลกที่สำคัญ พึ่งพาการนำเข้าพลังงานแบบ 100% โดยกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ของน้ำมันดิบที่สิงคโปร์นำเข้ามาจากอ่าวเปอร์เซีย ควบคู่ไปกับการนำเข้าน้ำมันดีเซลและก๊าซ LNG จำนวนมาก ซึ่งภาวะหยุดชะงักในห่วงโซ่อุปทานน้ำมันทั่วโลก ส่งผลกระทบอย่างชัดเจนต่ออัตรากำไรจากการกลั่น การค้า และกิจกรรมทางการเงินในประเทศ

 

การที่สิงคโปร์นำเข้าน้ำมันดิบทุกบาร์เรลที่ใช้ หมายความว่าสิงคโปร์ไม่มีเกราะป้องกันความผันผวนของราคาน้ำมันโลก

 

โดยราคาน้ำมันในสิงคโปร์ในแต่ละวันถูกกำหนดโดยผู้ประกอบการ ซึ่งนับตั้งแต่สงครามอิหร่านเปิดฉากเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ราคาน้ำมันหน้าปั๊มก็พุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยราคาน้ำมันเบนซิน 95 ซึ่งเป็นเกรดน้ำมันที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในสิงคโปร์ ปรับเพิ่มขึ้นแล้วกว่า 20%

 

แต่การที่สิงคโปร์ซึ่งเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการกลั่นน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย โดยมีกำลังการผลิตประมาณ 1.3 ถึง 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ทำให้ผลกระทบเรื่องการขาดแคลนน้ำมันของสิงคโปร์ดูเหมือนจะรุนแรงน้อยกว่าเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในเอเชีย

 

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลสิงคโปร์ก็ได้เริ่มวางแผนรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินแล้วเช่นกัน โดยเมื่อวันที่ 23 มีนาคมที่ผ่านมา ผู้นำสิงคโปร์และออสเตรเลียได้ลงนามในข้อตกลงเพื่อสร้างความมั่นใจว่าการค้าสินค้าสำคัญ รวมถึงน้ำมันดีเซลและก๊าซ LNG ระหว่างสองประเทศจะดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นความพยายามปกป้องซัพพลายน้ำมันและประสานงานกันเพื่อรับมือกับเหตุฉุกเฉินด้านพลังงาน

 

ส่วนผลกระทบต่อประชาชนนั้น ชาวสิงคโปร์จำนวนมากไม่มีรถยนต์ส่วนตัว แต่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นผ่านการใช้บริการเรียกรถแท็กซี่หรือบริการส่งอาหารถึงบ้าน ซึ่งแน่นอนว่าคนขับรถจะเป็นผู้รับภาระก่อนเป็นอันดับแรก ในขณะที่ผู้ใช้บริการก็ต้องเผชิญค่าโดยสารหรือค่าส่งอาหารที่สูงขึ้น

 

โดยหลายบริษัทที่เป็นเจ้าของแพลตฟอร์มเรียกรถและส่งอาหาร ก็มีการออกมาตรการต่างๆ เพื่อช่วยเหลือคนขับรถในการรับมือกับต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้น เช่น

 

  • Grab ให้ส่วนลดน้ำมันแก่คนขับรถผ่านความร่วมมือกับสถานีบริการน้ำมัน
  • แพลตฟอร์มเรียกรถแท็กซี่ ComfortDelGro กำหนดมาตรการช่วยเหลือคนขับรถ ด้วยการเรียกเก็บ ‘ค่าธรรมเนียมคนขับ’ เป็นการชั่วคราว สำหรับการจองผ่านแอปพลิเคชัน CDG Zig
  • แพลตฟอร์มเรียกรถแท็กซี่ Strides Premier ช่วยเหลือคนขับโดยกำหนดราคาน้ำมันในตู้บริการน้ำมันภายในบริษัทต่ำกว่าราคาตลาดถึง 35%

 
 

มาเลเซีย

 

แม้ว่ามาเลเซียจะเป็นผู้ผลิตน้ำมัน แต่จริงๆ แล้วมีการนำเข้าน้ำมันมากกว่าส่งออกโดยครึ่งหนึ่งของปริมาณน้ำมันดิบของมาเลเซีย นำเข้ามาจากอ่าวเปอร์เซียที่ขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

 

ผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางทำให้มาเลเซียมีการปรับเพิ่มราคาน้ำมันอย่างต่อเนื่องเช่นกัน แต่รัฐบาลมาเลเซียได้ดำเนินการช่วยเหลือด้วยการเพิ่มเงินอุดหนุนเพื่อให้ชาวมาเลเซียไม่ต้องแบกรับภาระทั้งหมดจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นในตลาดโลก

 

แต่มาตรการดังกล่าว ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายด้านการอุดหนุนเชื้อเพลิงของประเทศพุ่งสูงขึ้นในเวลาไม่ถึง 1 สัปดาห์ โดยเงินอุดหนุนน้ำมันเบนซิน 95 (RON95) และดีเซล รายเดือนเพิ่มขึ้นจาก 700 ล้านริงกิต (5.7 พันล้านบาท) เป็น 3.2 พันล้านริงกิต (2.6 หมื่นล้านบาท)

 

อย่างไรก็ตาม มาเลเซียกำลังมองหาประเทศอื่นๆ ที่สามารถจัดหาน้ำมันให้ได้ หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงดำเนินต่อไป โดยบริษัทพลังงานแห่งชาติ Petroliam Nasional Berhad (Petronas) มีแผนฉุกเฉินเพื่อรับประกันว่าการจัดหาพลังงานของประเทศจะยังคงมีเสถียรภาพแม้จะมีความขัดแย้ง โดยออสเตรเลียและประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่กำลังพิจารณา

 

นอกจากนี้ รัฐบาลมาเลเซียยังพยายามส่งเสริมการประหยัดน้ำมัน โดยกำลังพิจารณามาตรการทำงานจากที่บ้านสำหรับภาครัฐ ภายหลังสิ้นสุดเทศกาลฮารีรายอ (Hari Raya)

 
 

อินโดนีเซีย

 

อินโดนีเซีย ซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในอาเซียน ถือว่ามีความเสี่ยงน้อยกว่าหลายๆประเทศเพื่อนบ้าน เนื่องจากมีการผลิตก๊าซธรรมชาติภายในประเทศและมีแหล่งพลังงานที่หลากหลายกว่า

 

โดยแม้ว่าอินโดนีเซียจะเป็นผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ แต่การนำเข้าน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซีย มีสัดส่วนเพียงประมาณ 20% ทำให้มีความยืดหยุ่นในการรับมือกับสถานการณ์น้ำมันขาดแคลน

 

อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันโลกที่สูงขึ้นต่อเนื่อง ก็สร้างแรงกดดันต่อการเงินของรัฐบาลอินโดนีเซียเช่นเดียวกัน เพราะต้องมีการเพิ่มเงินอุดหนุนเชื้อเพลิงไม่ต่างจากประเทศอื่นๆ

 

ขณะที่รัฐบาลยังดำเนินนโยบายอื่นๆ เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบ เช่น การส่งเสริมน้ำมันไบโอดีเซล B50 หรือกำหนดมาตรการสนับสนุนการประหยัดเชื้อเพลิง เช่น กระทรวงกลาโหมอินโดนีเซียได้กำหนดให้ข้าราชการทำงานจากที่บ้าน 1 วันต่อสัปดาห์ โดยมีเป้าหมายเพื่อลดการเดินทางและลดการใช้เชื้อเพลิง

 
 

เวียดนาม

 

ตัวเลขที่เผยแพร่โดยกระทรวงการค้าของเวียดนาม พบว่าราคาน้ำมันดีเซลในประเทศเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่า นับตั้งแต่เกิดสงครามในตะวันออกกลาง

 

ขณะที่เวียดนามนำเข้าน้ำมันดิบประมาณ 88% จากอ่าวเปอร์เซีย และปัจจุบันมีปริมาณน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ไม่ถึง 20 วัน ซึ่งเป็นหนึ่งในปริมาณสำรองที่ต่ำที่สุดในภูมิภาค อีกทั้งยังพึ่งพาการนำเข้าก๊าซ LNG อย่างมาก โดยเกือบครึ่งหนึ่งมาจากอ่าวเปอร์เซีย

 

ผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน ทำให้รัฐบาลเวียดนามเปิดใช้งานกองทุนรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันเชื้อเพลิงและกำลังมองหาแหล่งน้ำมันดิบทางเลือกจากพันธมิตร เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ กาตาร์ คูเวต และแอลจีเรีย และเมื่อวันจันทร์ (23 มีนาคม) ที่ผ่านมา ก็มีการลงนามข้อตกลงกับรัสเซียเกี่ยวกับการผลิตน้ำมันและก๊าซในทั้งสองประเทศด้วย

 

นอกจากนี้ รัฐบาลเวียดนามยังกำหนดมาตรการอื่นๆ เพื่อลดการใช้น้ำมัน เช่นสนับสนุนให้ประชาชนทำงานจากที่บ้าน หรือใช้ระบบขนส่งสาธารณะให้มากขึ้น

 
 

สปป.ลาว

 

ลาวพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซอย่างสิ้นเชิง โดยส่วนใหญ่ขนส่งผ่านประเทศไทยและห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาคที่เชื่อมโยงกับอ่าวเปอร์เซีย

 

การพึ่งพานี้ทำให้ราคาน้ำมันในประเทศพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วภายหลังเกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้เกิดแรงกดดันต่อประชาชนและภาคธุรกิจที่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น

 

ขณะที่รัฐบาล สปป.ลาว ก็กำลังใช้มาตรการประหยัดพลังงานคล้ายกับประเทศอื่นๆ ในอาเซียนเพื่อควบคุมปริมาณการใช้น้ำมันและลดแรงกดดันต่อการนำเข้า

 
 

เมียนมา

 

เมียนมา นำเข้าเชื้อเพลิงส่วนใหญ่จากประเทศในอ่าวเปอร์เซียผ่านตัวกลางในภูมิภาค และมีสัดส่วนการผลิตเชื้อเพลิงในประเทศ เช่น ก๊าซธรรมชาติค่อนข้างจำกัด

 

ผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางทำให้เมียนมากำลังเผชิญกับปัญหาขาดแคลนเชื้อเพลิงเช่นกัน โดยสถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลง เนื่องจากความไม่มั่นคงทางการเมืองและความขัดแย้งจากการสู้รบในประเทศที่ยังไม่สงบ

 

ความลำบากในการจัดหาน้ำมัน ทำให้รัฐบาลทหารเมียนมาบังคับใช้มาตรการปันส่วนเชื้อเพลิงอย่างเข้มงวด โดยกำหนดกฎระเบียบการใช้รถยนต์แบบเลขคู่-เลขคี่ เพื่อลดการใช้น้ำมัน

 

ขณะที่ประชาชนเมียนมาจะได้รับอนุญาตให้ซื้อน้ำมันได้สัปดาห์ละ 1 หรือ 2 ครั้ง เพื่อป้องกันการขาดแคลน นอกจากนี้ยังมีการใช้ระบบบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดเพื่อกำหนดปริมาณน้ำมันที่สามารถซื้อได้ โดยจะพิจารณาจากขนาดเครื่องยนต์ของรถยนต์ด้วย

 
 

กัมพูชา

 

กัมพูชาพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันอย่างสิ้นเชิง และกำลังประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำมันอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในกรุงพนมเปญ ซึ่งรายงานจากสื่ออินเดีย WION เผยว่า คนขับรถตุ๊กตุ๊กในพนมเปญ ต้องต่อคิวเป็นชั่วโมงที่สถานีเติมน้ำมัน ขณะที่ราคาก๊าซ LPG ก็พุ่งสูงขึ้นกว่า 50% ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการดำรงชีวิต ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง และการสัญจรในเมือง

 

ขณะที่รัฐบาลกัมพูชาก็พยายามแก้ไขปัญหา โดยกำลังนำเข้าเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นจากผู้จำหน่ายทั้งในสิงคโปร์และมาเลเซีย เพื่อชดเชยปริมาณเชื้อเพลิงที่ขาดแคลนจากเวียดนามและจีน

 

ภาพ : REUTERS/Lisa Marie David

 

อ้างอิง:

 

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising