วันนี้ (25 มีนาคม) พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ยืนยันว่านายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้เร่งหาแนวทางบรรเทาผลกระทบ โดยเฉพาะการตรวจสอบการกักตุน ซึ่งจะใช้ระบบ GPS ติดตามรถน้ำมันทุกคันที่ออกจากโรงกลั่น เพื่อดูว่ามีการวิ่งออกนอกเส้นทางหรือไม่
“พวกเราไม่ได้นั่งเฉย พวกเราไม่ได้นิ่งนอนใจ รัฐบาลกำลังหาทางออกทุกวิถีทาง และกำลังลงในรายละเอียดทุกไอเทม น้ำมันทุกลิตรที่ออกจากโรงกลั่น เราจะใช้ระบบ GPS ติดตามรถน้ำมันทุกคัน เพื่อพิสูจน์ว่าที่บอกว่ามีการลักลอบหรือกักตุนนั้น จริงหรือไม่” พิพัฒน์กล่าว
ส่วนหากสถานการณ์สงครามยืดเยื้อ รัฐบาลได้เตรียมแผนรองรับทั้งด้านโครงสร้างภาษีและการขอความร่วมมือจากภาคประชาชนให้ช่วยกันประหยัดพลังงาน เช่น การปรับอุณหภูมิแอร์เพิ่มขึ้น 1-2 องศา หรือการใช้ระบบขนส่งมวลชนทดแทนรถส่วนตัว เพราะหากถึงจุดวิกฤตที่น้ำมันดิบขาดแคลน อาจจำเป็นต้องมีมาตรการจำกัดการใช้
สำหรับการวันนี้ในสภา ก็มีการอภิปรายโจมตีว่าไม่เห็นรัฐบาลแก้ไขปัญหาอะไรพิพัฒน์ระบุว่า “ที่บอกว่าไม่เห็นรัฐบาลทำอะไร ถามว่าวันนี้พวกเราพยายามแก้ทุกวิถีทางภายใต้อำนาจที่จำกัด พวกท่านที่วิจารณ์พวกเรามากมาย พวกท่านทำอะไรบ้าง เสนอแนะพวกเราได้ไหม ไม่ใช่สักแต่จะวิจารณ์อย่างเดียว”
พร้อมแจ้งข่าวดีว่าเจรจานำเข้าน้ำมันจากอิหร่านสำเร็จ และ ปตท. ได้เตรียมสำรองน้ำมันเต็มที่ การันตีว่าสงกรานต์นี้น้ำมันจะไม่ขาดมือแน่นอน เตรียมน้ำมันสำรองไว้ให้รถโดยสารและรถร่วม บขส. เติมให้เต็มถังทั้งไปและกลับ ส่วนสถานีบริการน้ำมันทั่วไปจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติภายในสิ้นเดือนนี้ ขอประชาชนอย่ากังวลว่าจะไม่มีน้ำมันเติมระหว่างเดินทางท่องเที่ยว
ขณะที่ ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวว่า ผู้ค้ามาตรา 7 ทุกรายยืนยันการจัดเตรียมสั่งน้ำมันเพิ่มเข้าคลัง และบางรายได้เตรียมคลังน้ำมันแบบโมบายไว้ให้บริการ เพื่อให้ประชาชนเดินทางไป-กลับช่วงสงกรานต์ได้อย่างสะดวกรวดเร็วและเต็มประสิทธิภาพ
แม้จะพบภาวะความต้องการสูงผิดปกติจนบางสถานีบริการน้ำมันหมดถังตั้งแต่ช่วงเช้า แต่หลังจากการผ่อนคลายมาตรการสำรองและการจัดสรรน้ำมันให้จ๊อบเบอร์เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 7 ล้านลิตรต่อวัน ทำให้การกระจายน้ำมันเข้าสู่ภาวะใกล้เคียงช่วงก่อนวิกฤต บูรณาการข้อมูลร่วมกับหลายกระทรวงเพื่อติดตามรถขนส่งน้ำมันอย่างใกล้ชิด
ขณะที่ สราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ได้ชี้แจงถึงการจัดทำแดชบอร์ดตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี เพื่อติดตามข้อมูลอย่างละเอียด โดยระบุว่าสัดส่วนน้ำมันดิบที่นำเข้ามากลั่นในไทย มาจากตะวันออกกลาง 53% ตะวันออกไกล 11% ผลิตในประเทศ 9% และอื่นๆ รวม 27%
ปัจจุบันประเทศไทยมีสต๊อกน้ำมันดีเซลพื้นฐานในโรงกลั่นรวมทั้งสิ้น 868 ล้านลิตร และเบนซินพื้นฐาน 408 ล้านลิตร ซึ่งจะถูกกระจายไปยัง 3 ส่วนหลัก ทั้งการจำหน่ายตรงไปยังสถานีบริการและอุตสาหกรรม การส่งไปยังคลังภูมิภาคและจ๊อบเบอร์ รวมถึงการนำไปผลิตเป็นน้ำมันไบโอดีเซลเพื่อรองรับความต้องการในประเทศ
ในด้านการปราบปราม กรมธุรกิจพลังงานได้ร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) บุกตรวจค้นคอกน้ำมันผิดกฎหมาย 3 แห่ง ในอำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี โดยสามารถยึดของกลางเป็นน้ำมันดีเซล แก๊สโซฮอล์ 95, 91 และ E20 รวมทั้งสิ้น 31,299 ลิตร ซึ่งทางอธิบดีฯ ยืนยันว่าจะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุดกับผู้กระทำความผิดฐานกักตุนและจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต


