ญัตติเร่งด่วนเกี่ยวกับปัญหาวิกฤตพลังงานถูกนำมาถกเถียงในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรทันทีตั้งแต่ครั้งแรก เมื่อบรรดาพรรคการเมืองทั้งพรรคร่วมรัฐบาลและฝ่ายค้าน ประกอบด้วย พรรคภูมิใจไทย พรรคประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทย พรรคกล้าธรรม และพรรคประชาชาติ ร่วมกันเสนอญัตติด่วนด้วยวาจา เพื่อหาทางรับมือวิกฤตพลังงานและน้ำมันขาดแคลนซึ่งเป็นผลพวงจากสถานการณ์สู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง
-
เอกนัฏฝากถึง ‘ว่าที่ รมว. พลังงาน’ กล้าหาญแก้ปัญหา
เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ชี้ให้เห็นว่าแม้รัฐบาลจะใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.แก้ไขภาวะขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 ระงับการส่งออกน้ำมันชั่วคราว ยกเว้นลาวและเมียนมาแล้วก็ตาม แต่ปัญหาการขาดแคลนในประเทศยังคงมีอยู่ จึงเรียกร้องให้ผู้ประกอบการเปิดเผยข้อมูลการกลั่นและการจัดเก็บอย่างโปร่งใส
เอกนัฏยังฝากถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานคนใหม่ให้มีความกล้าหาญทางการเมืองในการแก้ปัญหา
ด้านพรรคประชาชน วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส. แบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้เสนอ 3 แนวทางกู้วิกฤต เริ่มจากการเปลี่ยนการทำงานของ ศบก. จากระบบปิดที่เอื้อแต่รายใหญ่ ให้เป็นระบบเปิดที่รับฟังคนตัวเล็กตัวน้อยและเปิดเผยข้อมูลจริงจัง หลังพบว่าแอปพลิเคชัน Fuel Now ที่รับปากไว้ยังไร้ร่องรอย จนประชาชนต้องพึ่งพาเพจ pumpradar.com กันเอง ประการต่อมาคือการเลิกนโยบายตรึงราคาแบบตายตัวที่ก่อให้เกิดความตื่นตระหนก แล้วเปลี่ยนมาใช้วิธีอุดหนุนแบบขั้นบันไดพุ่งเป้าไปที่กลุ่มเปราะบาง
และประการสุดท้ายคือการแก้ปัญหาปุ๋ยเคมี โดยยกเลิกโครงการลดราคาแบบลูบหน้าปะจมูกอย่างปุ๋ยธงเขียว ที่ช่วยเกษตรกรได้เพียง 5 ล้านกิโลกรัม หรือ 0.1% จากความต้องการทั้งประเทศ 5.6 ล้านตันต่อปี เปลี่ยนมาตรการจัดการดูแลกำไรตลอดซัพพลายเชนและใช้ระบบคูปองปุ๋ยที่ยิงตรงถึงมือเกษตรกรแทน
-
ฝ่ายค้านเตือนหากรัฐบาลไม่เอาจริงจับ ‘ไอ้โม่ง’ จะถูกมองเป็นพวกเดียวกัน
สอดคล้องกับ กรณ์ จาติกวณิช สส. แบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่วิจารณ์อย่างหนักว่าไทยมีทุกอย่างครบถ้วน ทั้งปริมาณสำรอง 100 วัน โรงกลั่น 6 แห่ง (ที่รัฐถือหุ้นใหญ่ถึง 5 แห่ง) และส่งออกถึง 15% ทุกวัน แต่รัฐบาลกลับปล่อยให้ประชาชนเดือดร้อนและปล่อยให้โรงกลั่นฟันกำไรค่าการกลั่นสูงถึง 3 เท่า
กรณ์ย้ำว่าหากรัฐบาลเอาจริงกับการปราบปราม ‘ไอ้โม่ง’ ไม่ได้ ประชาชนจะมองว่ารัฐบาลเป็นพวกเดียวกับขบวนการกักตุน พร้อมเสนอทางออกเร่งด่วนด้วยการเก็บธรรมเนียมลาภลอยจากโรงกลั่นควบคู่กับการลดภาษีสรรพสามิต 6 บาท ซึ่งจะช่วยลดราคาน้ำมันหน้าปั๊มลงได้ถึงลิตรละ 9 บาททันที และเตือนให้จับตาการขึ้นค่าไฟฟ้าในวันที่ 1 พฤษภาคมนี้ที่เอื้อประโยชน์ต่อนายทุน
ขณะเดียวกัน จาตุรนต์ ฉายแสง สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ได้ฉายภาพวิกฤตเศรษฐกิจระดับมหภาค โดยเตือนว่าหากความขัดแย้งลุกลามจนปิดช่องแคบฮอร์มุซ จะส่งผลให้ราคาน้ำมันและแก๊สพุ่งขึ้น 50% ซึ่งกองทุน IMF ประเมินว่าหากพลังงานขึ้น 10% จะดันเงินเฟ้อโลกขึ้น 0.4% และฉุดผลผลิตโลกลง 0.1-0.2% ประเทศไทยที่พึ่งพาน้ำมันดิบตะวันออกกลางถึง 58% จะรับแรงกระแทกอย่างหนัก
โดยเฉพาะเมื่อกองทุนน้ำมันติดลบและฐานะทางการคลังย่ำแย่ จาตุรนต์จึงเสนอให้รัฐบาลเร่งกระจายแหล่งนำเข้า ผลักดันพลังงานสะอาด และส่งเสริมธุรกิจที่มีศักยภาพสูง เช่น เกษตรอาหารและการแพทย์เพื่อดึงเม็ดเงินจากต่างชาติมาเป็นทุนสำรองในการสู้วิกฤต
นอกจากข้อเสนอเชิงนโยบายแล้ว ประเด็นความรับผิดชอบของรัฐบาลยังถูกหยิบยกขึ้นมาทวงถามอย่างดุเดือดกลางสภา หลัง ณัฐวุฒิ บัวประทุม สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ปฏิเสธความเกี่ยวข้องกับคดีกักตุนน้ำมัน 300,000 ลิตรที่จังหวัดอ่างทอง ผนึก รังสิมันต์ โรม สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีลงมาชี้แจงข้อเท็จจริงในสภาด้วยตนเอง ไม่ใช่ตอบคำถามแค่ผ่านสื่อมวลชน
ต่อมา อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ลุกขึ้นสนับสนุนโดยอ้างอิงรัฐธรรมนูญมาตรา 164 ที่ระบุชัดเจนว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) แม้จะอยู่ในสถานะรักษาการ ก็ยังคงต้องรับผิดชอบต่อสภาผู้แทนราษฎร































