×

สัญญาณชัด ‘เลิกตรึงราคาน้ำมัน’ เอกนิติ เปิดแผนเยียวยา 6 กลุ่มที่โดนผลกระทบ สู้ราคาน้ำมันแพง ชี้วิกฤตแรง และยาวกว่ารัสเซีย-ยูเครน

25.03.2026
  • LOADING...
ภาพอินโฟกราฟิกแสดงข้อความ สัญญาณชัด ‘เลิกตรึงราคาน้ำมัน’ และจ่องัดแผนเยียวยา 6 กลุ่ม ที่โดนผลกระทบ

ท่ามกลางวิกฤตพลังงานครั้งใหญ่ของโลกที่ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อค่าครองชีพและต้นทุนการผลิต วันนี้ (25 มีนาคม) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์ในรายการ ‘เจาะลึกทั่ว ไทย Inside Thailand’ ได้ประเมินสถานการณ์ในครั้งนี้ว่า อาจมีความรุนแรงและยืดเยื้อยาวนานกว่าวิกฤตในช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ผ่านมา

 

ทั้งนี้ภาครัฐจึงต้องเตรียมความพร้อมรับมืออย่างรัดกุม โดยเน้นย้ำจุดยืนสำคัญว่า รัฐบาลจะไม่ใช้วิธีตรึงราคาน้ำมันเพื่อฝืนกลไกตลาด เนื่องจากบทเรียนที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นว่า การแทรกแซงราคาพลังงานทั้งระบบจะนำไปสู่ความบิดเบือนของตลาด ก่อให้เกิดปัญหาการกักตุนสินค้า และเป็นการสูญเสียทรัพยากรและงบประมาณไปในจุดที่ไม่จำเป็น

 

ด้วยเหตุนี้ นโยบายหลักที่จะนำมาใช้คือกลไกการอุดหนุนแบบพุ่งเป้า หรือ Targeted Subsidy เพื่อให้ความช่วยเหลือลงลึกถึงกลุ่มที่เดือดร้อนเฉพาะกลุ่ม, โดยกลไกต่างๆ ต้องใช้งบกลาง ซึ่งมีข้อจำกัดทางกฎหมายที่ต้องรอให้การจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่เสร็จสิ้นจึงจะสามารถอนุมัติงบประมาณมาดำเนินการได้

 

สำหรับการบูรณาการความช่วยเหลือ รัฐบาลจะเปลี่ยนการทำงานเป็นรูปแบบ คลัสเตอร์’ ที่ใช้โจทย์ของประเทศเป็นที่ตั้ง ข้ามข้อจำกัดการแบ่งแยกกระทรวง โดยแบ่งรายละเอียดการเยียวยาเจาะลึกใน 6 กลุ่มเป้าหมาย ดังนี้

 

  • กลุ่มเปราะบาง หรือผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เป้าหมายกลุ่มนี้คือผู้มีรายได้น้อยซึ่งภาครัฐมีฐานข้อมูลอยู่แล้วจำนวน 13.4 ล้านคน โดยกระทรวงการคลังกำลังพิจารณาข้อจำกัดทางงบประมาณเพื่อกำหนดตัวเลขเงินช่วยเหลือต่อเดือน รูปแบบจะเป็นการเติมเงินเข้าไปในช่องกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์เล็กๆ ที่มีอยู่ในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพ โดยอาจพิจารณานำหมวดความช่วยเหลือด้านน้ำมันไปรวมกับหมวดค่าไฟฟ้า ซึ่งจะพิจาณาแหล่งเงินที่ใช้นำมามาจากงบกลาง
  • กลุ่มภาคการขนส่ง กระทรวงคมนาคมจะเป็นแม่งานหลักในการจัดการฐานข้อมูลและแพ็กเกจช่วยเหลือ โดยอิงข้อมูลจากกรมการขนส่งทางบก ซึ่งครอบคลุมรถบรรทุกประมาณ 360,000 ราย รถโดยสารประจำทางสาธารณะเกือบ 30,000 ราย และยังขยายผลครอบคลุมไปถึงรถแท็กซี่ รถตู้ และวินมอเตอร์ไซค์

 

ด้วย มาตรการนี้จะไม่มีการให้สิทธิ์ซื้อน้ำมันราคาพิเศษ แต่จะเป็นการให้เงินช่วยเหลือในลักษณะของคูปองดิจิทัล (Fleet Card) หรือโอนเงินผ่านระบบพร้อมเพย์ (PromptPay) ความน่าสนใจคือ รัฐสามารถเลือกจ่ายตรงไปที่ผู้ประกอบการ หรือโอนตรงเข้ากระเป๋าของ ‘คนขับรถ’ เพื่อดูแลกลุ่มผู้ที่ขับรถรับจ้างอิสระหรือขับรถของตัวเองที่ไม่ได้สังกัดส่วนกลางให้ได้รับการเยียวยาอย่างทั่วถึง เพราะจะมีผลกระทบต่อค่าขนส่ง และราคาสินค้าต่างๆ

 

  • กลุ่มเกษตรกร ปัญหาหลักของกลุ่มนี้คือราคาปุ๋ยที่พุ่งสูงขึ้น ซึ่งเป็นผลกระทบทางอ้อมจากต้นทุนราคาน้ำมันและก๊าซ LNG ที่ปรับตัวสูงขึ้นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ กระทรวงพาณิชย์จึงเข้ามาเป็นแกนหลักในการจัดหา ปุ๋ยราคาถูกและปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อลดต้นทุนการเพาะปลูก โดยจะทำงานบูรณาการร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

 

นอกจากนี้ เกษตรกรจำนวนมากที่มีชื่อในฐานข้อมูลบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะได้รับความช่วยเหลือซ้อนแบบ 2 ต่อจากทั้งมาตรการกลุ่มเปราะบางและกลุ่มเกษตรกร

 

  • กลุ่มประมง กลุ่มนี้ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันอย่างหนัก กระทรวงคมนาคมและคุณพิพัฒน์ได้หารือกับกลุ่มประมง เพื่อผลักดันให้เรือประมงเปลี่ยนมาใช้ น้ำมัน B20 หรือ ดีเซลผสมน้ำมันปาล์ม 20% แทนการใช้น้ำมันเขียว

 

โดยกำหนดเป้าหมายให้ราคาถูกกว่าน้ำมันดีเซลบนบกประมาณ 5 บาทต่อลิตร กลยุทธ์ Targeted Subsidy ในจุดนี้ จะช่วยให้เม็ดเงินอุดหนุนตกอยู่กับเกษตรกรชาวสวนปาล์มในประเทศ ทั้งทางตรงและทางอ้อม ดีกว่าการนำงบประมาณไปอุดหนุนราคาน้ำมันนำเข้าจากต่างประเทศ 100%

 

อย่างไรก็ตาม เพื่อป้องกันปัญหา ‘งูกินหาง’ ที่ความต้องการ B20 อาจไปดึงให้ราคาน้ำมันปาล์มบริโภคปรับตัวสูงขึ้น รัฐบาลได้เตรียมแผนรับมือโดยอาจใช้มาตรการ หยุดการส่งออกน้ำมันปาล์มชั่วคราว ในลักษณะเดียวกับประเทศอินโดนีเซีย เพื่อรักษาสมดุลอุปทานในประเทศ ควบคู่ไปกับการให้กระทรวงพาณิชย์เข้ามาควบคุมราคาไม่ให้เกิดการเอาเปรียบประชาชน

 

  • กลุ่มผู้รับเหมาโครงการภาครัฐ จากปัญหาต้นทุนการก่อสร้างที่พุ่งสูงขึ้นจนเริ่มเห็นสัญญาณการชะลอการทำสัญญาของภาคเอกชน สำนักงบประมาณซึ่งเป็นหน่วยงานหลักดูแลคู่สัญญาภาครัฐ จะเข้ามาช่วยเหลือโดยการ ปรับเพิ่มค่า K (ดัชนีราคาที่ใช้คำนวณค่างานก่อสร้าง) เพื่อชดเชยส่วนต่างต้นทุนที่สูงกว่าวงเงินที่เคยกันไว้ในอดีต
  • ภาคอุตสาหกรรมและบริการ สำหรับกลุ่มธุรกิจ โรงงานอุตสาหกรรม และภาคบริการอื่นๆ รัฐบาลจะไม่มีการจัดหาน้ำมันราคาพิเศษให้ แต่กระทรวงการคลังจะเข้ามาดูแลเรื่องการเสริมสภาพคล่อง โดยการจัดเตรียม Soft Loan หรือ สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือเงินกู้เงื่อนไขผ่อนปรน เพื่อช่วยประคองให้ภาคธุรกิจสามารถฟันฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจในครั้งนี้ไปได้

 

ทั้งนี้ วันนี้ (25 มีนาคม) ในช่วงเวลา 14.00 น. มีรายงานข่าวว่า ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะมีการประชุมเพื่อหารือมาตรการเยียวยากลุ่มที่โดนผลกระทบจากราคาน้ำมันที่จะปรับเพิ่มขึ้น

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories