ฟินแลนด์ครองแชมป์ประเทศที่มีความสุขที่สุดในโลกต่อเนื่องเป็นปีที่ 9 จากรายงาน World Happiness Report 2026 โดยผลสำรวจชี้ว่าความสำเร็จดังกล่าวเกิดจากการ ‘ทำหลายอย่างได้ดี’ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และ คุณภาพชีวิตของประชากร
การจัดอันดับนี้มาจากการสำรวจของ Gallup World Poll ที่ไปถามคนใน 147 ประเทศ ประเทศละอย่างน้อย 1,000 คน ซึ่งได้ให้คะแนนชีวิตตัวเองตั้งแต่ 0 ระดับแย่มากถึง 10 ระดับดีที่สุด ซึ่งเป็นการวัดง่ายๆ ว่าแต่ละคนพอใจกับชีวิตตัวเองแค่ไหน
สำหรับ 10 ประเทศที่มีความสุขที่สุดในโลกปีนี้ อันดับ 1 คือ ฟินแลนด์ คะแนน 7.76, ไอซ์แลนด์ คะแนน 7.54, เดนมาร์ก คะแนน 7.53, คอสตาริกา คะแนน 7.43, สวีเดน คะแนน 7.25, นอร์เวย์ คะแนน 7.24, เนเธอร์แลนด์ คะแนน 7.22, อิสราเอล คะแนน 7.18, ลักเซมเบิร์ก คะแนน 7.06 และสวิตเซอร์แลนด์ คะแนน 7.01 ขณะที่สหรัฐอเมริกาอยู่อันดับที่ 23 ด้วยคะแนน 6.81
นักวิจัยรายงานว่าความแตกต่างของระดับความสุขระหว่างประเทศมาจาก 6 ปัจจัยหลัก ได้แก่ รายได้ต่อหัว, การสนับสนุนทางสังคม, อายุคาดเฉลี่ยที่มีสุขภาพดี, เสรีภาพในการเลือกใช้ชีวิต, ความมีน้ำใจหรือการให้, และการรับรู้ต่อคอร์รัปชัน
แจน-เอ็มมานูเอล เดอ เนฟ ผู้อำนวยการ Wellbeing Research Centre มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด กล่าวว่าประเทศฟินแลนด์มีจุดแข็งในหลายด้าน ทั้งความมั่งคั่งที่กระจายตัวได้ดี ตามด้วยระบบสวัสดิการที่เข้มแข็ง รวมถึงความเชื่อมั่นในภาครัฐ ตลอดจนระบบสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพ
ส่วนในเชิงนโยบาย ฟินแลนด์มีสิทธิ์ลาคลอดแบบได้รับค่าจ้างมากกว่า 5 เดือน พร้อมวันลาพิเศษให้กับผู้ตั้งครรภ์เพิ่มเติม 40 วัน อีกทั้งยังมีนโยบายสนับสนุนที่อยู่อาศัยและระบบสาธารณสุขถ้วนหน้า ซึ่งเป็นลักษณะร่วมของหลายประเทศในกลุ่มท็อป 10
นอกจากตัวเลขแล้วยังมีปัจจัยที่ส่งผลต่อความสุขของคนด้วย เช่น คนฟินแลนด์มีความใกล้ชิดกับธรรมชาติ และมีวัฒนธรรมการใช้ซาวน่า ซึ่งช่วยให้ผ่อนคลายและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
อีกเรื่องสำคัญคืออายุของประชากร โดยประเทศแถบนอร์ดิกมักมีคนอายุมากกว่า เช่น ฟินแลนด์มีอายุเฉลี่ยประมาณ 43 ปี ขณะที่สหรัฐฯ อยู่ที่ราว 38 ปี ซึ่งโดยทั่วไปคนที่อายุมากขึ้นจะรู้สึกพึงพอใจกับชีวิตมากกว่า ทำให้คะแนนความสุขโดยรวมของประเทศสูงขึ้น
ด้านข้อมูลจาก Sapien Labs ยังพบว่าคนอายุมากมีแนวโน้มมีความสัมพันธ์ในครอบครัวที่แน่นแฟ้น ใกล้ชิดกับครอบครัวมากกว่า มีความเชื่อทางจิตวิญญาณ ไม่เติบโตมากับสมาร์ตโฟน และบริโภคอาหารแปรรูปน้อยกว่า ปัจจัยเหล่านี้ล้วนมีส่วนสนับสนุนคุณภาพชีวิตและความสุขโดยรวมในระยะยาว
ด้านข้อมูลจาก Sapien Labs ยังชี้ว่าคนที่อายุมากจะมีชีวิตที่เรียบง่ายและมั่นคงกว่า เช่น มีความสัมพันธ์กับครอบครัวที่แน่นแฟ้น ใกล้ชิดกันมากขึ้น มีความเชื่อหรือที่ยึดเหนี่ยวทางใจ อีกทั้งไม่ได้โตมากับสมาร์ตโฟน และส่วนใหญ่จะเลือกกินอาหารแปรรูปน้อยกว่า และปัจจัยเหล่านี้ได้ช่วยให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น และทำให้รู้สึกมีความสุขในระยะยาวมากขึ้น
ภาพ:oneinchpunch/shutterstock
อ้างอิง:

