×

ทำไมการเปิด ช่องแคบฮอร์มุซ อีกครั้ง เพื่อแก้วิกฤตพลังงาน อาจเป็น ‘เรื่องยาก’ สำหรับทรัมป์

17.03.2026
  • LOADING...
ภาพ โดนัลด์ ทรัมป์ ซ้อนทับ เรือบรรทุกน้ำมัน ใน ช่องแคบฮอร์มุซ

วิกฤตการณ์ปิดช่องแคบฮอร์มุซโดยอิหร่าน ทำให้การขนส่งน้ำมันดิบกว่า 15 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือราว 15% ของอุปทานโลก ‘ถูกระงับ’ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเสี่ยงต่อการเกิดวิกฤตเศรษฐกิจและวิกฤตอาหารโลก

 

แม้ว่าสหรัฐฯ และหน่วยงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) จะพยายามใช้เครื่องมือต่างๆ เช่น การปล่อยน้ำมันสำรองฉุกเฉินครั้งประวัติศาสตร์ถึง 400 ล้านบาร์เรล แต่วอชิงตันก็กำลังจะหมดเครื่องมือในการรับมือกับผลกระทบนี้แล้ว ในขณะที่ทวีปเอเชียซึ่งพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางเป็นหลักกำลังได้รับผลกระทบอย่างหนัก จนหลายประเทศต้องเริ่มมาตรการลดการใช้พลังงาน

 

ทำไมทรัมป์อาจพบว่า การเปิด ‘ฮอร์มุซ’ อีกครั้ง เป็นเรื่องยาก?

 

นักวิเคราะห์จำนวนหนึ่งมองว่า ทรัมป์เผชิญกับอุปสรรคหลายประการที่ทำให้การเปิดช่องแคบฮอร์มุซเป็นไปได้ยากมาก ได้แก่

 

1. ข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์

 

เส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซมีความกว้างเพียง 2 ไมล์ทะเลเท่านั้น และเรือพาณิชย์จำเป็นต้องหักเลี้ยวบริเวณที่ตรงข้ามกับเกาะและแนวชายฝั่งภูเขาของอิหร่าน ซึ่งสภาพภูมิประเทศนี้เป็น ‘จุดกำบังชั้นดี’ ให้กับกองกำลังของอิหร่าน ทำให้ปฏิบัติการตอบโต้ในบริเวณดังกล่าว เป็นเรื่องยากลำบาก

 

2. ยุทธวิธีและอาวุธที่อันตราย เพื่อ ‘ความอยู่รอด’ ของอิหร่าน

 

นักวิเคราะห์ระบุว่า อิหร่านใช้ทั้งโดรน ขีปนาวุธ และทุ่นระเบิด ทำให้เส้นทางน้ำนี้ไม่ปลอดภัยสำหรับเรือบรรทุกน้ำมันและก๊าซขนาดใหญ่ กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) มีทางเลือกในการโจมตีมากมาย เช่น เรือโจมตีเร็ว เรือดำน้ำขนาดเล็ก ทุ่นระเบิด และเจ็ตสกีที่บรรทุกระเบิด

 

นอกจากนี้ อิหร่านยังมีศักยภาพในการผลิตโดรนได้ถึง 10,000 ลำต่อเดือน และแม้ว่าอาวุธเหล่านี้จะถูกทำลายไป เรือก็ยังคงเผชิญกับภัยคุกคามจากการปฏิบัติการพลีชีพ (Suicide Operations) อยู่ดี

 

เจ้าหน้าที่อิหร่านมองว่า สงครามครั้งนี้เป็นเรื่องของ ‘ความอยู่รอด’ (Existential) หลังโมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน ได้ประกาศชัดเจนว่า ช่องแคบฮอร์มุซจะถูกปิดกั้นต่อไป เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการกดดันสหรัฐฯ และอิสราเอล

 

3. ท่าที ‘ปฏิเสธ’ ของนานาชาติ

 

แม้ทรัมป์จะเรียกร้องให้ชาติพันธมิตรส่งเรือรบมาคุ้มกันการเดินเรือขณะผ่านช่องแคบฮอร์มุซ แต่ประเทศอย่างญี่ปุ่น ออสเตรเลีย ฝรั่งเศส และเยอรมนี มีท่าที ‘ลังเลหรือปฏิเสธ’ ที่จะเข้าร่วมภารกิจในขณะที่สงครามยังดำเนินอยู่ ส่วนรัฐมนตรีต่างประเทศของสหภาพยุโรป (EU) ก็คาดว่าจะไม่หารือเรื่องการขยายภารกิจทางทหารมายังช่องแคบฮอร์มุซ

 

โดยเอเชียคือ ‘ภูมิภาคที่รับผลกระทบหนักสุด’ เนื่องจากเอเชียพึ่งพาน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางถึง 60% ผลกระทบจากการขาดแคลนกำลังบีบให้ประเทศต่างๆ เช่น ไทย ญี่ปุ่น เวียดนาม และอินเดีย ต้องเริ่มใช้มาตรการรับมือ เช่น การปันส่วนเชื้อเพลิง ลดกำลังการกลั่นน้ำมัน และสั่งให้พนักงานทำงานจากที่บ้านเพื่อประหยัดพลังงาน

 

ขณะเดียวกัน กำลังการผลิตสำรองของกลุ่ม OPEC+ ส่วนใหญ่ก็อยู่ในพื้นที่ตะวันออกกลาง จึงไม่สามารถนำมาช่วยชดเชยปริมาณน้ำมันที่หายไปได้

 

ทางด้านบริษัทเดินเรือพาณิชย์ส่วนใหญ่ก็ยังคงไม่ยินยอมที่จะแบกรับความเสี่ยงในการนำเรือผ่านช่องแคบนี้เช่นเดียวกัน แม้ทรัมป์จะสั่งการให้หน่วยงานของสหรัฐฯ จัดเตรียมการค้ำประกันและประกันภัยให้กับบริษัทเดินเรือก็ตาม

 

4. มาตรการรับมือของสหรัฐฯ และ IEA ที่กำลังจะหมดลง

 

นักวิเคราะห์มองว่า สหรัฐฯ แทบจะไม่เหลือเครื่องมือในการรับมือกับผลกระทบครั้งนี้ แม้จะมีการผ่อนปรนให้ซื้อน้ำมันรัสเซียที่ถูกคว่ำบาตรได้ และ IEA ได้ประกาศปล่อยน้ำมันสำรองฉุกเฉินครั้งประวัติศาสตร์ถึง 400 ล้านบาร์เรล ซึ่งเป็นน้ำมันของสหรัฐฯ 172 ล้านบาร์เรล แต่ปริมาณน้ำมันที่เหลือที่สามารถนำออกมาใช้ได้จริงของสหรัฐฯ นั้นมีจำกัด

 

นอกจากนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ ยังยอมรับว่า กองทัพเรือสหรัฐฯ ในปัจจุบันไม่สามารถใช้กำลังบังคับ เพื่อเปิดช่องแคบได้ การคุ้มกันเรือเพียง 3-4 ลำต่อวันในระยะสั้นต้องใช้เรือพิฆาตถึง 7-8 ลำเพื่อให้การคุ้มกันทางอากาศ และการจะทำภารกิจนี้อย่างยั่งยืนเป็นเวลาหลายเดือนจะต้องใช้ทรัพยากรที่มหาศาลกว่านี้มาก

 

หากสถานการณ์การปิดช่องแคบฮอร์มุซยังคง ‘ยืดเยื้อต่อไป’ วิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจโลกจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แรงกดดันต่อห่วงโซ่อุปทานน้ำมันโลกจะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่สหรัฐฯ กำลังจะหมดเครื่องมือฉุกเฉินในการรับมือ ซึ่งจะส่งผลให้ราคาน้ำมันถูกกดดันให้พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ภาวะขาดแคลนพลังงานที่รุนแรงขึ้นนี้อาจบีบให้หลายประเทศ โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียซึ่งเปราะบางที่สุด ต้องหันมาบังคับใช้มาตรการปันส่วนเชื้อเพลิง ซึ่งจะยิ่งสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจที่อ่อนแออยู่แล้ว

 

นอกจากนี้ ความขัดแย้งที่ยาวนานยังเสี่ยงที่จะลุกลามไปสู่วิกฤตค่าครองชีพและวิกฤตความมั่นคงทางอาหารโลกอันเนื่องมาจากภาวะขาดแคลนปุ๋ย จนอาจนำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจโลกที่รุนแรงซ้ำรอยวิกฤตน้ำมันในยุคทศวรรษ 1970 ได้ในที่สุด

 

แฟ้มภาพ: Tommy Chia SG / Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

 

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising