เมื่อ ‘ความยั่งยืน’ กลายเป็นบัตรผ่านประตูใบสำคัญในการค้าโลก 8 สมาคมประมงและอาหารไทย ซึ่งประกอบด้วยสมาคมกุ้งไทย สมาคมการประมงนอกน่านน้ำไทย สมาคมการประมงแห่งประเทศไทย สมาคมอุตสาหกรรมทูน่าไทย สมาคมผู้ผลิตปลาป่นไทย สมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย และสมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป จึงผนึกกำลังแก้เกมการค้าที่เข้มงวดขึ้นทุกขณะ โดยเฉพาะการตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานสัตว์น้ำจากคู่ค้ายักษ์ใหญ่ทั่วโลกที่มุ่งเป้าไปที่ ‘ต้นทาง’ ของวัตถุดิบ
ความกังวลของผู้บริโภค จุดเปลี่ยนที่ทำให้บิ๊กเทรดเดอร์ต้องขยับ
พฤติกรรมผู้บริโภคในตลาดโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ ข้อมูลจากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างกว่า 27,000 คน ใน 23 ประเทศ พบว่าผู้บริโภคถึง 91% กังวลต่อสภาพแวดล้อมทางทะเล โดยเฉพาะประเด็นการปล่อยสารพิษและการทำประมงเกินขนาด (Overfishing)
คมปราชญ์ บุตรศรี ผู้ประสานงานโครงการ FIP และหนึ่งในคณะทำงาน TSFR เผยในเวทีสัมมนา Victam Asia 2026 ว่า รีเทลเลอร์ยักษ์ใหญ่จากทั้งฝั่งอเมริกา และยุโรป ให้ความสำคัญกับการตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานของผู้ผลิตตั้งแต่ต้นน้ำหน่วยผลิตไปจนถึงวัตถุดิบต้นทางจากการประมง เพื่อความแน่ใจว่าสินค้าที่จัดหามาปราศจากประเด็นทางด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม
ซึ่งตัวเลขที่น่าตกใจคือ 43% ของผู้บริโภคเชื่อว่าอาหารทะเลที่พวกเขาชื่นชอบอาจหายไปในอีก 20 ปีข้างหน้า หากไม่มีการจัดการที่เหมาะสม ความกดดันนี้เองที่ถูกส่งต่อมายังผู้ผลิตในไทย

คมปราชญ์ บุตรศรี ผู้ประสานงานโครงการ FIP (FIP Coordinator) และหนึ่งในคณะทำงาน TSFR
ยกระดับปลาป่นสู่ MarinTrust มาตรฐานที่ทั่วโลกยอมรับ
หัวใจสำคัญของการแก้เกมครั้งนี้คือโครงการพัฒนาความยั่งยืนของผลิตผลประมงไทย ผ่านกระบวนการ Fishery Improvement Project (FIP) เพื่อมุ่งสู่มาตรฐาน ‘MarinTrust’ ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่าปลาป่น (วัตถุดิบหลักในอาหารกุ้ง) มาจากแหล่งที่รับผิดชอบ
มาตรฐาน MarinTrust ครอบคลุม 3 มิติหลักที่รีเทลเลอร์ต้องการ:
- Traceability: ระบบทวนสอบย้อนกลับที่เช็กได้ลึกถึงเรือประมงและพิกัดที่จับสัตว์น้ำ
- Factory Standard: โรงงานต้องผ่านเกณฑ์มาตรฐานการผลิตระดับสากล
- Raw Material Sustainability: พิสูจน์ได้ว่าวัตถุดิบมาจากแหล่งประมงที่ยั่งยืนผ่านโครงการ FIP

ครั้งแรกของโลก งานวิจัยประมง ‘หลายสายพันธุ์’ ในอ่าวไทย
เพื่อให้ได้การรับรองในระดับสากล ไทยต้องสร้างฐานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่น่าเชื่อถือ คณะทำงาน TSFR จึงได้ดำเนินงานวิจัยที่สำคัญอย่าง การศึกษาประมงแบบหลายสายพันธุ์ (Multispecies Fisheries) ซึ่งถือเป็นโครงการ FIP รูปแบบนี้รายแรกของโลก เพื่อศึกษาผลกระทบของการประมงต่อระบบนิเวศในอ่าวไทยอย่างละเอียด
ความสำเร็จเชิงเศรษฐกิจ: พลิกวิกฤตเป็นขีดความสามารถการแข่งขัน
ปัจจุบันโครงการ FIP ของไทยได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการและปรากฏอยู่บนเว็บไซต์ระดับสากลแล้ว โดยมีผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมดังนี้:
- โรงงานปลาป่นกว่า 45 แห่ง เข้าร่วมสนับสนุนโครงการ
- 3 โรงงานต้นแบบ ได้รับการรับรองมาตรฐาน MarinTrust อย่างสมบูรณ์แล้ว
- การเพิ่มศักยภาพ: ลดแรงเสียดทานจากการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษี (Non-Tariff Barriers)
คมปราชญ์ สรุปทิ้งท้ายถึงนัยสำคัญของการขยับตัวครั้งนี้ว่า การได้รับรองมาตรฐาน MarinTrust ไม่เพียงแต่ช่วยรักษาฐานทรัพยากรทางทะเลให้ยั่งยืนตามความต้องการของผู้บริโภค แต่ยังเป็นการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและความมั่นคงให้กับห่วงโซ่อุปทานอาหารทะเลของไทยในเวทีโลกอย่างยั่งยืน
เกมยาวของ ‘Green Feed’
การที่ไทยสามารถนำร่องมาตรฐานปลาป่นที่ทวนสอบย้อนกลับได้แบบ 100% คือการสร้างกำแพงป้องกันธุรกิจส่งออกกุ้งและอาหารทะเลไทยจากการถูกแบนในตลาดพรีเมียม การเปลี่ยนจากผู้รับจ้างผลิตมาเป็นผู้ผลิตที่ ‘รับผิดชอบต่อโลก’ จะช่วยให้ไทยครองส่วนแบ่งการตลาดในระยะยาว แม้กฎเกณฑ์การค้าโลกจะเข้มงวดขึ้นในอนาคตก็ตาม
ภาพ: Bossa Art / Shutterstock

