วันนี้ (11 มีนาคม) กรณ์ จาติกวณิช สส. แบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงข่าวแสดงความกังวลหลังทางการสิงคโปร์ โดยสถาบันการเงินแห่งประเทศสิงคโปร์ หรือ MAS และสำนักงานตำรวจสิงคโปร์ หรือ SPF ได้กวาดล้างเครือข่ายฟอกเงินข้ามชาติ โดยมีการจับกุมผู้บริหารระดับสูง 2 รายของบริษัท Capital Asia Investments หรือ CAI และอายัดทรัพย์สินมูลค่ารวมกว่า 160 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์
อย่างไรก็ตาม หน่วยงานของไทยโดย เฉพาะคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ยังไม่ดำเนินการใดๆ
กรณ์กล่าวต่อไปว่า พรรคประชาธิปัตย์ได้แถลงเตือน ก.ล.ต. และ ปปง.ทราบตั้งแต่ 20 พฤศจิกายนปีที่แล้ว และปัจจุบันพรรคยังได้ยื่นเอกสารเพิ่มเติมต่อ ก.ล.ต. และออกแถลงกรณ์เพื่อติดตามเรื่องดังกล่าวมาโดยตลอด แต่สิ่งที่ปรากฏคือ ปัจจุบันทางการของสิงคโปร์ ได้ดำเนินการกับ CAI แล้ว แต่ทั้ง 2 หน่วยงานของไทย ยังไม่ได้ดำเนินการใดๆ ทั้งที่กองทุน CAI มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการตลาดทุนไทย และการปั่นหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ไทย
กรณ์ยังกล่าวอีกว่า ก่อนหน้านี้กองทุน CAI เคยถือหุ้น BCBG ซึ่งเป็นบริษัทลูกของบางจาก จำนวน 16 ล้านหุ้น ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ เคยเรียกร้องให้หน่วยงานทั้ง ก.ล.ต. และ ปปง.ไปตรวจสอบ แต่ก็ยังไม่มีการดำเนินการใดๆ จน CAI ได้ขายหุ้น BCBG ออกไปเกือบทั้งหมด จึงเกิดเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้น และหน่วยงานสิงคโปร์ยืนยันแล้วว่า CAI มีความเกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน และปั่นตลาดหุ้นไทย เว้นแต่กรณีของบางจากที่ ปปง. และ ก.ล.ต. ได้มีการอายัดไป
“ดังนั้น จึงตั้งข้อสงสัยว่า เมื่อ ปปง. เห็นพฤติกรรมของบางจาก จนมีคำสั่งยึดอายัดการขายหุ้น BCBG แล้ว เหตุใดไม่ดีเนินการกับหุ้นอื่น ๆ ที่ CAI ถือหุ้นไว้อยู่ จนปล่อยให้มีการขายหุ้นไปด้วย รวมทั้งในกรณีหุ้น BCBG นี้ เป็นเป็นการขายหุ้นหนีโดยกองทุน CAI ซึ่งตามกฎหมายใครก็ตามที่ซื้อหรือขายหุ้น ในระดับที่ที่ให้การถือหุ้นต่ำกว่า 5% จะต้องรายงานต่อ ก.ล.ต. แต่ CAI ได้ขายไปถึง 5.62% ก็ไม่เคยมีการรายงานใด ๆ ให้ ก.ล.ต. รับทราบ และ ก.ล.ต. ยังปล่อยให้ CAI ดำเนินการดังกล่าวได้โดยไม่ได้ดำเนินการใด ๆ ทั้งที่ควรประสานกับ ปปง. เพื่อดำเนินการตาม พ.ร.บ. ตลาดหลักทรัพย์ จนปล่อยให้ CAI ขายหุ้นต่อไปได้”
กรณ์ยังตั้งคำถามต่อรัฐบาลที่กำกับ ปปง. และ ก.ล.ต. ว่า รัฐบาลมีอุปสรรค หรือมีคำอธิบายอย่างใดว่า หน่วยงานรัฐทั้ง 2 หน่วยงานนี้ ไม่สามารถดำเนินการปกป้องประโยชน์ประชาชนได้อย่างทันท่วงที ทั้งที่รัฐบาล ได้เคยประกาศต่อสู้เอาจริงกับทุนเทา แต่ก็ช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้าน และความเสียหาย ก็ได้เกิดขึ้นในไทย จนทำให้ประชาชนเสียประโยชน์ เกิดความเสียหายหลายครั้งรวมมูลค่าหลายแสนล้านบาท ทั้งที่พรรคประชาธิปัตย์ ได้เคยเตือนรัฐบาลแล้วให้เร่งดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการอายัดทรัพย์เป็นของรัฐ เพื่อสกัดไม่ให้มีการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สิน และนำเงินไปชดเชยให้กับประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อจากการหลอกลวง
“จนที่สุดกองทุน CAI ได้ขายหุ้น BCBG มูลค่าหลายพันล้านบาทไปแล้ว และยังมีหุ้นอีกหลายตัวที่ถือหุ้นโดย CAI ที่ยังไม่ถูกอายัด และยังอยู่ในนามของคนกลุ่มนี้ในตลาดหลักทรัพย์ไทย ดังนั้น ต่อจากนี้รัฐบาล ก.ล.ต. และ ปปง. จะดำเนินการอย่างไร เมื่อใด และจะมีแนวทางใดที่จะติดตามทรัพย์สินหน่วยงานที่ควรถูกยึด เพราะทรัพย์สินต่าง ๆ ควรจะถูกยึดไปได้แล้ว เพื่อนำไปชดเชยให้กับประชาชน ที่ตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวง” กรณ์กล่าว
ส่วนหลังจากนี้ พรรคประชาธิปัตย์จะมีการดำเนินการเอาผิดทางอาญากับ ก.ล.ต.และ ปปง.อย่างไรหรือไม่นั้น กรณ์ระบุว่า ขณะนี้ พรรคจะยังรอการชี้แจงจาก ก.ล.ต. และ ปปง. ว่ามีเหตุผลหรือปัญหาใดที่ไม่ดำเนินการ ซึ่งในมุมของพรรคประชาธิปัตย์ ได้เห็นความชัดเจนของปัญหา และความเสี่ยงปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว ดังนั้น จึงขอรอความชัดเจนจาก ก.ล.ต. และ ปปง. ก่อนพิจารณาจะดำเนินการต่อไป
กรณ์ชี้ว่า มีประเด็นที่สังคมเคลือบแคลงใจต่อปัญหาดังกล่าวว่า มีการเกรงใจใครเกรงใจหรือไม่ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ ได้ยึดตามหลักฐานที่ปรากฏว่า CAI ไปเกี่ยวข้องกับบุคคลสำคัญในวงการการเมืองหลายคน หรือแม้แต่กรณี MOU สแกนม่านตา ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI ชี้ข้อกล่าวหาคู่สัญญาณ ก็เป็นบริษัทที่อยู่ในเครือของ CAI ซึ่งในวันที่ลงนามสัญญา เบน สมิธ ก็เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
“พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ยึดตามภาพที่แพร่กระจายออกมาว่า เบน สมิธ เคยกินข้าวกับใครบ้าง แต่ยึดตามหลักฐานที่ปรากฏ” กรณ์กล่าว
กรณ์ยังตั้งคำถามว่า พรรคการเมืองที่กำลังจะเป็นพรรคร่วมรัฐบาลปัจจุบัน มีส่วนหรือเป็นสาเหตุที่ทำให้หน่วยงานไทยไม่มีผลงานที่เป็นรูปธรรมในการกำจัดขบวนการฟอกเงินในตลาดทุนไทยหรือไม่ ซึ่งยังไม่รับรวมกับผู้ลงนามในสัญญาที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมในขณะนั้น ปัจจุบันก็เป็นประธาน ก.ล.ต. ซึ่งก็ทำให้สังคมท้อใจ ที่จะเห็นโอกาสการเอาจริงเอาจังกับการต่อสู้กับทุนเทา ทั้งที่เป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องดำเนินการ
“พรรคประชาธิปัตย์ จะเดินหน้าต่อ และจะรอคำถามจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า จะมีคำอธิบายอย่างไร ก่อนจะตัดสินใจเดินหน้าดำเนินการต่อไป และการต่อสู้ทุนเทา พรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันว่า เป็นวาระสำคัญที่จะต้องปฏิบัติเรื่องดังกล่าวต่อไป โดยจะทำหน้าที่อย่างขยันขันแข็ง ต่อกรกับกลุ่มสแกมเมอร์ ที่ใช้ระบบเศรษฐกิจ ตลาดทุนไทยเป็นแหล่งฟอกเงินจากธุรกิจที่มาจากการเอาเปรียบคนไทย” กรณ์ทิ้งท้าย


