‘SET Zooom in’ ช่องรวมทุกสาระการลงทุนและความเคลื่อนไหวตลาดทุน โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดโต๊ะชวนกูรูผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนมาร่วมเจาะกลยุทธ์สู้ตลาดผันผวนใน ‘SET Zooom in Live ตั้งวงเล่า ชาวลงทุน’ ครั้งแรก เจาะลึกทุกกลยุทธ์ ตอบทุกข้อสงสัยแบบสดๆ
เปิดโต๊ะล้อมวงเล่าช่วงเช้าในหัวข้อ ‘พอร์ตแบบนี้…พี่ว่าไง’ เปิดพอร์ตคุยตรงกับ VI ตัวจริง แชร์มุมคิด ประสบการณ์ และวิธีเลือกหุ้นยาวๆ แบบมีเหตุผล ไม่ตามกระแส

วิกฤตตลาดหุ้น โอกาส และกลยุทธ์การลงทุน
วิบูลย์ พึงประเสริฐ ที่ปรึกษาสมาคมนักลงทุนหุ้นไทย ชวนย้อนดูประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นสงครามอิรักหรืออัฟกานิสถาน ตลาดมักจะตกแรงในระยะแรก แต่หากสงครามไม่บานปลายสุดท้ายตลาดจะดีดกลับขึ้นมาเสมอ เลยมองเป็นโอกาสช้อนหุ้นไทย
“กลยุทธ์ที่แนะนำคือ หากราคาหุ้นลงแต่เงินสดหมด ใช้ Margin (เงินกู้ยืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์) แค่ 10-20% ห้ามใช้ 100% และต้องใช้เมื่อตลาดแย่จริงๆ ไม่ใช่ใช้ตอนตลาดขาขึ้น”
ทั้งนี้ การใช้มาร์จิ้นต้องมีความรู้และใช้ความระมัดระวัง เพราะเป็นการกู้ยืมในการซื้อหลักทรัพย์

วราพรรณ วงศ์สารคาม กรรมการและเลขานุการ สมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า (ประเทศไทย) บอกว่า หลักในการลงทุนของเธอคือ ‘มองความผันผวนเป็นเพื่อน’
“การลงทุนในหุ้นคือการบริหารเงินเพื่อให้เราไปถึงเป้าหมายของการดำเนินชีวิต ดังนั้นถ้าเราจะใช้กลยุทธ์นี้ในการบริหารเงิน เราก็ต้องเข้าใจถึงความเสี่ยงที่มีอยู่ การไปเสียดายหรืออิจฉากับสิ่งที่ผ่านไปแล้วเป็นอารมณ์ที่ไร้ประโยชน์ที่สุด” พร้อมทั้งบอกว่า หุ้นปันผลคือ Safe Zone ที่ดีที่สุด เพราะให้กระแสเงินสดต่อเนื่อง และราคาจะถูกพยุงด้วยอัตราผลตอบแทน

ด้าน อมร โควานิชเจริญ กรรมการสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า (ประเทศไทย) เน้นมองหาหุ้นดีที่ราคาลงแรง โดยให้วิเคราะห์ก่อนว่า สถานการณ์ต่างๆ ส่งผลต่อพอร์ตของเรามากแค่ไหน จากนั้นมองหาหุ้นที่พื้นฐานดี แต่ราคาปรับลงแรงจากปัจจัยชั่วคราวและใช้วิธีทยอยซื้อหลายไม้ เพื่อถัวเฉลี่ยต้นทุน ชี้หุ้นไทยยังน่าสนใจ อาจจะมีกำไร
สำหรับกลยุทธ์การบริหารเงินสดและซื้อหุ้น อมรลงทุนเต็มพอร์ต (หุ้น 100%) ไม่มีเงินสดสำรองรอซื้อ และใช้วิธี Switch ตัว ขายตัวที่กำไรหรือลงน้อย ไปซื้อตัวที่ลงหนักกว่าแต่มีอัปไซต์ หรือไม่ก็โยกเงินจาก RMF ที่พักไว้ใน Money Market หรือ Bond สับเปลี่ยนเข้ากองทุนหุ้น (SET50) เพื่อจับจังหวะตลาดรีบาวนด์

สุธน สิงหสิทธางกูร นักลงทุนเน้นคุณค่า – กก. และ ผอ. ฝ่ายการลงทุน ตปท. สมาคมนักลงทุนประเทศไทย มองว่าความกลัวจากปรากฏการณ์ ‘Black Swan’ เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่นั่นคือกุญแจสำคัญที่ทำให้เขาเริ่มออกเดินทางค้นหาคำตอบว่า นักลงทุนทวนกระแสทำกำไรในทุกสภาวะด้วยการออกแบบระบบ ‘Hedging’ หรือการป้องกันความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ
หนึ่งในวิธีที่ใช้คือ Short Call หรือการขายสิทธิซื้อเพื่อสร้างกระแสเงินสด สำหรับนักลงทุนกังวลการลงทุนต่างประเทศ เขาแนะ ‘หุ้นปันผลไทย’ เพราะประเมินมูลค่าง่ายกว่า ได้เครดิตภาษี และถ้าหุ้นลง Yield ปันผลจะสูงขึ้น เป็นอีกทางเลือกสำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้น้อย

ด้าน ชัชวนันท์ สันธิเดช นายกสมาคมนักลงทุนหุ้นไทย บอกว่า อย่าตกใจกับราคาหุ้น แม้ดัชนีจะปรับตัวลง แต่ยังอยู่ในระดับที่สูงกว่าช่วงก่อนการเลือกตั้ง ซึ่งสะท้อนว่า ตลาดอาจกำลังตอบสนองต่อ ‘อารมณ์’ มากกว่าพื้นฐาน พร้อมแนะใช้ ‘ตะแกรงร่อนหุ้น’ คัดหุ้นที่ธุรกิจมีคุณภาพ มีการเติบโต และให้เงินปันผลมากกว่า 6.5% เพื่อหาโอกาสลงทุน
จะถือหุ้นได้นานต้องทำอย่างไร?
วิบูลย์ บอกว่าหัวใจสำคัญ 3 ข้อที่จะทำให้ถือหุ้นได้นานคือ 1. ‘เข้าใจธุรกิจ’ ว่าทิศทางบริษัทเป็นอย่างไรหรือผู้บริหารทำตามสัญญาหรือไม่ 2. ‘มองไปข้างหน้า’ หมั่นสังเกตว่าธุรกิจยังเดินตามเกมที่คิดไว้ไหม และมีคู่แข่งรายใหม่เข้ามาดิสรัปต์หรือไม่ และ 3. ‘บริหารจิตใจ’ ในตลาดหุ้นมีความรู้สึกแค่ 2 อย่าง คือ ความโลภเมื่อเห็นราคาหุ้นสูงและความกลัวเมื่อเห็นราคาหุ้นต่ำ ถ้าเราจัดการกับความโลภและความกลัวของตัวเองได้ ตลาดหุ้นทำอะไรเราไม่ได้
วราพรรณ เสริมว่า การลงทุนไม่ใช่เพียงเรื่องของการมองหาตัวเลขหรือกราฟ แต่คือการทำความเข้าใจความจริงของตลาดและศักยภาพของตนเอง เธอสะท้อนบทเรียนสำคัญจากหุ้นโภคภัณฑ์ว่าช่วงเวลาที่สร้างโอกาสได้ดีที่สุดคือตอนที่ตลาดกำลัง ‘นองเลือด’ หากอ่านใจคนส่วนใหญ่ออกและคุมใจตัวเองได้ เราจะพบที่ยืนที่มั่นคงในโลกที่ผันผวนนี้
“ถ้าจะเลือกหุ้นปันผลตอนนี้อาจต้องพิจารณาโมเดลธุรกิจเป็นอันดับแรก ควบคู่ไปกับการวิเคราะห์วิสัยทัศน์ของผู้บริหารและภาระหนี้สิน หากเราเป็นนักลงทุนที่รักษาวินัยทางการเงิน มีหนี้น้อย เราย่อมมีความคล่องตัวสูงในชีวิต บริษัทที่มีหนี้น้อยก็ย่อมมีเกราะคุ้มกันที่แข็งแกร่งเช่นกัน”
Red Flag สัญญาณอันตรายที่นักลงทุนไม่ควรมองข้าม
สุธน เตือนให้มองบริษัทที่มีการเพิ่มทุนแบบ PP (Private Placement) ในราคาต่ำกว่าตลาด เพราะอาจกระทบผู้ถือหุ้นเดิม รวมถึงบริษัทที่ผู้บริหารเคยมีประเด็นด้านธรรมาภิบาล
“การเพิ่มทุน PP ในราคาต่ำกว่าตลาดคือการเอาเปรียบนักลงทุนรายย่อย เพราะสิทธิ์ซื้อหุ้นราคาถูกตกเป็นของคนกลุ่มเล็ก ไม่ใช่ทุกคน ต่างจากการเพิ่มทุน RO ที่ผู้ถือหุ้นทุกคนได้สิทธิ์เท่ากัน”
Red Flag ต่อมาที่เขาเตือนคือ ‘หนี้ส่วนตัว’ ไม่ว่าจะเป็นหนี้บ้าน หนี้รถ หนี้กิจการ หรือ หนี้มาร์จิน เวลาระเบิดขึ้นมา มันพุ่งเข้าหาตัวคุณโดยตรง ไม่มีกันชน ดังนั้น ก่อนที่จะวิ่งหาหุ้นปันผล 7–10% ให้ถามตัวเองก่อนว่าหนี้ส่วนตัวหมดหรือยัง
อมร เสริมให้ระวังบริษัทที่กำไรทางบัญชีโต แต่กระแสเงินสดไม่มี เพราะบางบริษัทยอดขายโต กำไรโต แต่พอดูกระแสเงินสด กลับพบว่าเงินไม่เข้า กลายเป็นลูกหนี้ที่ค้างอยู่ บางเคสเป็นลูกหนี้ปลอม สัญญาณที่ต้องระวังเป็นพิเศษสำหรับหุ้นปันผล คือบริษัทที่กู้เงินมาจ่ายปันผล แทนที่จะจ่ายจากกำไรจริง สิ่งนี้อ่านออกได้จากงบกระแสเงินสด ไม่ใช่จากตัวเลขกำไรสุทธิเพียงอย่างเดียว
สุธนกล่าวปิดท้ายว่า สุดท้ายแล้ว ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว ทุกอย่างขึ้นอยู่กับสเตจของประเทศที่ลงทุนในประเทศที่ GDP โต 7–8% บริษัทที่มีหนี้แต่มี Pricing Power อาจเป็นโอกาสทอง แต่ในประเทศที่ GDP โตแค่ 1–2% อย่างไทยในตอนนี้ บริษัทหนี้เยอะอาจเป็นกับดักมากกว่าโอกาส
“อยากได้ผลตอบแทนสูง ต้องยอมรับความเสี่ยงที่สูงกว่า แต่ต้องกระจายความเสี่ยง ไม่ใช่ All-in แล้วหวังโชค”
บริหารจัดการพอร์ตอย่างไรในโลกที่คาดเดาไม่ได้
สำหรับเวทีช่วงบ่าย เปิดโต๊ะตั้งวงกับหัวข้อ ‘ถามมาตอบไว เจาะใจสายเทรด’ รวมนักกลยุทธ์ลงทุน นักวิเคราะห์ นักวางแผนการเงิน ตอบทุกคำถามลงทุน แนะนำเทรดแบบเข้าใจจริง พร้อมลุยทุกสภาพตลาด เปิดวงเล่าด้วยคำถามที่ว่า ‘บริหารจัดการพอร์ตอย่างไรในโลกที่คาดเดาไม่ได้’

“ทายไม่ได้ ควบคุมไม่ได้ สิ่งที่ทำได้คือ เตรียมพอร์ตให้พร้อม” นี่คือสิ่งที่ วิน พรหมแพทย์, CFA ประธานกรรมการบริหาร บลจ.กสิกรไทย บอก “สถานการณ์แบบนี้เป็นการพิสูจน์ว่าการจัดพอร์ตแบบกระจายความเสี่ยงทั่วโลก (Asset Allocation) ถูกต้องแล้ว”
เพราะหุ้นลง ทองคำอาจขึ้น หุ้นลง ตราสารหนี้อาจช่วยพยุงพอร์ต หรือต่อให้บางช่วง สินทรัพย์อาจลงพร้อมกัน แต่ในระยะยาว การกระจายพอร์ตช่วยลดความผันผวนของพอร์ตได้จริง
“แนะนำให้เพิ่มเงินสดเพื่อรอซื้อ พอร์ตที่แนะนำให้ปรับคือลดตราสารหนี้ไทยไปเพิ่มตราสารหนี้ต่างประเทศ เพิ่มน้ำหนักหุ้นไทย (Big Cap, ปันผลสูง) และลดหุ้นต่างประเทศ”

พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ CFP® กรรมการผู้จัดการสายธุรกิจหลักทรัพย์ บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ เห็นด้วยว่า Asset Allocation สำคัญ แต่ในช่วงที่ตลาดมีความไม่แน่นอนสูง ต้องใช้ Tactical Asset Allocation (TAA) หรือการปรับพอร์ตแบบเชิงรุกตามสถานการณ์ ห้าม All-in ในสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่งเด็ดขาด ควรกระจายตัวในหลายสินทรัพย์ จะช่วยลดแรงกระแทกได้ดีที่สุดในยามที่ตลาดโลกยังลงไม่สุด
“ควรเตรียมเงินสดไว้รอช้อนตอนที่เห็น 3 แรงขายพร้อมกัน คือ Redemption แรงขายคืนจากนักลงทุนสถาบันหรือกองทุนต่างชาติ, Panic ความตื่นตระหนกจากนักลงทุนรายย่อยเริ่มแห่ขายตามเพราะความกลัว และ Forced Sell เมื่อราคาลงมาถึงจุดหนึ่ง บัญชีที่ใช้ Margin จะถูกบังคับขายอัตโนมัติ เมื่อ 3 แรงขายมาเมื่อไร เป็นเวลาที่เหมาะจะซื้อ”
ในช่วงตลาด Panic มักจะมีแรงขายจากหลายด้าน และทำให้สินทรัพย์ดีๆ ปรับลงแรง การมีเงินสด คือ ‘กระสุนสำรอง’ จะช่วยให้สามารถรอจังหวะเข้าซื้อสินทรัพย์ที่ราคาปรับลงได้ นฤมล บุญสนอง CFP® นักวางแผนการเงิน สมาคมนักวางแผนการเงินไทย แนะให้แบ่งเงินฉุกเฉินสำรอง 6-12 เดือน และควรเก็บใน Money Market หรือที่ที่มีสภาพคล่อง

‘ทองคำ’ ยังครองตำแหน่งสินทรัพย์ปลอดภัย
วรุต รุ่งขำ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG) เชื่อว่า ทองยังทำหน้าที่ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย แต่ระยะสั้นอาจขึ้นไม่มาก เนื่องจากดอลลาร์แข็งค่าและตลาดคาดการณ์ดอกเบี้ยสหรัฐฯ ที่ยังไม่ลดลงอย่างชัดเจน
“เชื่อว่าทองคำจะกลับมาขึ้นในระยะกลาง-ยาว ธนาคารกลางหลายแห่งยังคงเพิ่มทองคำเป็นทุนสำรอง เช่น ธนาคารกลางทั่วโลก โดยเฉพาะจีน เริ่มลดการถือพอร์ตพันธบัตรสหรัฐฯ และหันมาสะสมทองคำเป็นทุนสำรองต่อเนื่อง เพื่อลดการพึ่งพาดอลลาร์และป้องกันความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ นอกจากนี้ โลหะเงิน (Silver) ถูกมองว่าเป็นม้ามืดที่อาจกลายเป็นสินทรัพย์สำรองที่สำคัญในอนาคต”
วรุตแนะกลยุทธ์หากต้องการลงทุนทอง ระยะยาว (5-10 ปี) แนะนำให้มีทองคำติดพอร์ต 5-10% โดยเน้นทองคำแท่งเพื่อความมั่นคงที่สูงกว่ากองทุน เป้าหมายทองคำอาจถึง 90,000 บาท/บาททองคำ (เทียบเท่า 6,000 ดอลลาร์/ทรอยออนซ์ ที่อัตราแลกเปลี่ยน 31 บาท) แต่ถ้าเก็งกำไรต้องมีความรู้ ดูกราฟเป็น และต้อง Stop Loss ให้เป็น

ด้าน จรณเวท ศักดิ์ศรี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.พาย จำกัด (มหาชน) เลือกอ่านใจตลาดผ่าน Put-Call Ratio (PCR) เมื่อราคาทองทำ All-time High แต่ค่า PCR พุ่งสูงขึ้น แสดงว่ารายย่อยแห่กันถือฝั่ง Put (มองว่าราคาจะลง) ซึ่งมักเป็นจุดที่ต้องระวังจังหวะพลิกผัน
เขาบอกว่าหากดูค่า PCR ตอนนี้เริ่มนิ่งและลดลง เป็นสัญญาณที่น่ากังวลว่าแนวโน้มเดิมอาจเริ่มเปลี่ยนทิศทาง คล้ายกับปรากฏการณ์ที่เคยเกิดใน SET50 แนะย่อย Time Frame ให้เล็กลง เพื่อลดความผันผวนโดยรวม และสามารถหาจุด Stop Loss ที่ใกล้และสมเหตุสมผลมากขึ้น
นอกเหนือจากทองคำและหุ้น สินทรัพย์ที่กำลังถูกจับตาอย่างมากคือน้ำมัน ซึ่งหลายคนอาจมองว่าเป็นเพียงการเก็งกำไรจากสถานการณ์สงคราม แต่ในเชิงเทคนิคมีสัญญาณเตือนมาก่อนหน้านั้นแล้ว
จรณเวทมองว่าน้ำมันเป็นสินทรัพย์ที่มักได้รับผลกระทบจากสถานการณ์สงคราม ยกตัวอย่างในอดีต สงครามอ่าวเปอร์เซีย ราคาน้ำมันเคยปรับขึ้นกว่า 100% ภายในประมาณ 3 เดือน อย่างไรก็ตาม การลงทุนในน้ำมัน โดยเฉพาะผ่านการลงทุนใน Futures ต้องระวังเรื่อง Leverage คำแนะนำคือ นักลงทุนมือใหม่ไม่ควรใช้ Leverage สูง และควรบริหารความเสี่ยงและกำหนดจุด Stop Loss ให้เหมาะสมกับความผันผวนของตลาด เพราะน้ำมันเป็นสินทรัพย์สำหรับการเทรด ไม่ใช่การถือยาว”
พิชัยเสริมว่า สัปดาห์ที่แล้ว WTI (West Texas Intermediate น้ำมันดิบเกรดคุณภาพสูงจากสหรัฐฯ) ขึ้น 35% หุ้นที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันในไทยยังปรับตัวน้อย เนื่องจากนักลงทุนต้องการสภาพคล่อง เชื่อว่าหากตลาดหุ้นไทยกลับมา หุ้นน้ำมันกลุ่ม Big Cap ปันผลสูงน่าจะเป็นตัวนำ

เก็บหุ้นดีในช่วงตลาดเลวร้าย
นฤมล แชร์กลยุทธ์จัดพอร์ต Core + Satellite Portfolio รับความผันผวน
Core Port พอร์ตหลักที่เน้นการลงทุนระยะยาว เช่น หุ้น กองทุน ตราสารหนี้ และ Satellite Port คือพอร์ตสำหรับการเก็งกำไรหรือการเทรดระยะสั้น เช่น Futures หรือการเล่นตามธีมตลาด การแบ่งพอร์ตแบบนี้ช่วยให้พอร์ตหลักมีเสถียรภาพ ขณะที่ยังสามารถสร้างโอกาสทำกำไรจากการเทรดได้
“ซื้อหุ้นดีในช่วงชั่วโมงเลวร้าย” ฟังดูง่าย แต่ต้องมีเกณฑ์ชัดเจน ไม่ใช่แค่รู้สึกว่าถูก เกณฑ์ที่ใช้คัดกรองมี 3 ข้อ คือ 1. Market Cap ใหญ่ เน้นหุ้นใน SET50 และถือไม่เกิน 10 ตัว เพื่อให้ติดตามได้จริง 2. จ่ายปันผลมากกว่า 5% ทำให้รอได้แม้ราคายังไม่ขึ้น และ 3 ลงมาจาก 52 สัปดาห์สูงสุดมากกว่า 10% เป็นสัญญาณว่า Downside ถูก Price In ไปมากแล้ว หุ้นที่ผ่านเกณฑ์ทั้งสามข้อพร้อมกัน คือโอกาสที่ควรเริ่มสะสม”
ระหว่าง ‘กองทุนรวม’ กับ ‘ลงทุนเอง’ เริ่มต้นแบบไหนดีกว่ากัน?
วิน ชี้ให้เห็นว่า หน้าที่หลักของกองทุนรวมคือ “กระจายความเสี่ยง” ด้วยเงินหลักหมื่นบาท คุณสามารถลงทุนในหุ้นทั่วโลก ตราสารหนี้ และทองคำได้พร้อมกัน โดยมีผู้จัดการกองทุนมืออาชีพคอยดูแลแทน “เราซื้อความสะดวก เราซื้อความเป็นมืออาชีพ ให้เขาช่วยทำงานแทนเรา” ยิ่งไปกว่านั้น กองทุนรวมไทยยังไม่เสียภาษี และบางประเภทยังช่วยลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย ถือว่าได้ประโยชน์สองเด้งในคราวเดียว
นฤมล เสริมว่าเมื่อเทียบกับการลงทุนเอง “กว่าจะเลือกหุ้นเสร็จ หุ้นมันไปเรียบร้อยแล้ว” เพราะต้องวิเคราะห์ถึง 5 ด้าน ตั้งแต่ภาพลักษณ์ธุรกิจ งบการเงิน ประวัติปันผล ไปจนถึงแนวโน้มอนาคต นอกจากนี้ยังมีเรื่องของ “ค่าเทอม” ที่ต้องจ่ายผ่านความผิดพลาด ซึ่งอาจแพงกว่าที่คิด
“การลงทุนที่ดีไม่ใช่การเลือกทางที่ถูกที่สุด แต่คือการเลือกทางที่เหมาะกับตัวเองมากที่สุด ลองแบ่งพอร์ตออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งลงทุนผ่านกองทุน อีกส่วนลองลงทุนเองแล้วเปรียบเทียบผลลัพธ์ วิธีนี้ช่วยให้เรียนรู้ได้โดยไม่เสี่ยงทั้งหมด สิ่งสำคัญคืออย่าลืมดู Valuation ควบคู่กับทุกการตัดสินใจ โดยสามารถเช็กข้อมูล Consensus ของนักวิเคราะห์ได้ที่ https://www.settrade.com/ เพื่อเปรียบเทียบมูลค่าที่แท้จริงกับราคาตลาดปัจจุบัน” วิน กล่าว
ธีมการลงทุนระยะยาวที่น่าสนใจ
ทั้งนี้ นักกลยุทธ์ลงทุน นักวิเคราะห์ นักวางแผนการเงิน ยังช่วยกันวิเคราะห์ธีมการลงทุนระยะยาวที่น่าสนใจตอนนี้ ได้แก่
ธีมความมั่นคง (Defensive) ไม่ใช่เพียงกระแสระยะสั้นจากสงคราม แต่เป็นธีมระยะยาวที่ได้รับแรงหนุนจากการที่หลายประเทศต้องตั้งรับกับความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ เช่น ยุโรปที่ถูกบีบให้เพิ่มงบประมาณกลาโหมเป็น 5% ภายในปี 2035 และสหรัฐฯ ที่ประกาศเพิ่มงบกลาโหมขึ้นเกือบเท่าตัวเป็น 1.5 ล้านล้านเหรียญ ซึ่งธีมนี้ไม่ได้ครอบคลุมแค่อาวุธยุทโธปกรณ์ แต่ยังรวมถึงเทคโนโลยีต่างๆ ที่ใช้ในด้านความมั่นคงด้วย
ธีมเทคโนโลยีในเอเชีย ในขณะที่หุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ อาจเริ่มอิ่มตัว เม็ดเงินกำลังมีแนวโน้มไหลเข้าสู่หุ้นเทคโนโลยีในฝั่งเอเชีย (เช่น ไต้หวันและเกาหลีใต้) ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนเทคโนโลยีต่างๆ โดยมีจุดเด่นที่ผลประกอบการดีและราคาประเมิน (Valuation) ยังไม่แพง
ธีมโลหะมีค่า (Precious Metals) สินทรัพย์ที่จับต้องได้อย่างโลหะมีค่ากำลังได้รับความสนใจ โดยเฉพาะแร่เงิน (Silver), ทองแดง (Copper), แพลตตินัม (Platinum) และแร่หายาก (Rare Earth) ที่มีความต้องการสูงมาก เนื่องจากเป็นวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตอย่าง AI, เซมิคอนดักเตอร์ และแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า
ธีมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) และความยั่งยืน (ESG) เป็นเมกะเทรนด์ระยะยาวที่โลกไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เพราะต่อให้สงครามจะสงบลง แต่โลกก็ยังคงร้อนขึ้นทุกวัน ปัจจุบันมีตัวเลือกในการลงทุนบนธีมนี้มากมาย ทั้งในรูปแบบกองทุนรวมและ ETF
ธีมอาหาร (Food) และการแพทย์/สุขภาพ (Healthcare & Wellness) เป็นธีมการลงทุนที่โดดเด่นมากสำหรับตลาดหุ้นไทย เนื่องจากประเทศไทยมีศักยภาพในการเป็น “ครัวของโลก” และมีมาตรฐานการรักษาพยาบาลในระดับสากล สินค้าเกษตรและอาหารอาจเป็นที่ต้องการสูงจากปัญหาการขาดแคลนที่เกิดจากสงครามหรือภัยแล้ง ในขณะที่ธุรกิจโรงพยาบาลก็เป็นหุ้นที่มีความแข็งแกร่ง เติบโตได้ในระยะยาว และหลายแห่งยังมีอัตราการจ่ายปันผลที่น่าสนใจและสม่ำเสมอ
ธีมตราสารหนี้โลก สำหรับผู้ที่มองหาผลตอบแทนระยะยาวจากดอกเบี้ย ตราสารหนี้โลกมีความน่าสนใจมากในจังหวะนี้ เนื่องจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Yield) ปรับตัวขึ้นมาอยู่ในระดับที่สูงเกิน 4%
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนหุ้นไทยเฉพาะบุคคล วิน แนะเพิ่มน้ำหนักในหุ้นไทย โดยเฉพาะ Big Cap ที่มีปันผลสูง เนื่องจากราคาเริ่มน่าสนใจ เนื่องจากไทยมีจุดแข็ง 2 เรื่องที่ไม่มีใครเหมือนคือ อาหาร และ Wellness & Healthcare ที่ได้มาตรฐานโลก
ด้านพิชัย มองหุ้นพลังงานและธนาคารที่ Big Cap และปันผลสูงน่าสนใจ ด้านนฤมล แนะนำหุ้น SET50 ที่มี Market Cap ใหญ่, จ่ายปันผลสูงกว่า 5% และราคาลงมาแล้วมากกว่า 10% จากจุดสูงสุดใน 52 สัปดาห์ ขณะที่ จรณเวท มองว่า ตลาดหุ้นไทยมีความผันผวนต่ำ เหมาะกับการขาย Options เพื่อสร้าง Passive Income
วิน ทิ้งท้ายว่า “อย่าปิดโอกาส ประตูไหนมีให้เปิดก็พยายามเปิดทุกประตู เพราะเราไม่รู้ว่าสถานการณ์จะเข้าสู่ประตูไหน ถ้ามีแค่ประตูเดียวโอกาสก็น้อยลง แต่ถ้าเปิดหลายประตูโอกาสก็มากขึ้น อย่าแค่เชียร์หุ้นไทยหรือหุ้นนอกอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะเราลงทุนได้ทั้งหมด”
สำหรับวรุฒ ทิ้งท้ายกับนักลงทุนว่า “อยากให้เน้นไปที่ความสุขในการลงทุนเป็นส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะกำไรหรือขาดทุนก็ขอให้มีความสุขและแฮปปี้ไปกับมัน กำไรหรือขาดทุนก็ไม่ใช่ปัญหา ถ้าแผนดี ความเสี่ยงน้อย โอกาสกำไรก็มีมาก แล้วถ้ากำไรด้วยมีความสุขด้วย ก็ได้ทั้งเงินและทางจิตใจ และถ้าเมื่อไรลงทุนแล้วเหนื่อยมากจนรับไม่ไหว ก็หยุดพักก่อน เมื่อหายเหนื่อยและมีกำลังแล้วค่อยกลับมาลุย”
สำหรับใครที่อยากฟังเทคนิคการคัดเลือกหุ้นแบบเจาะลึก และฟังมุมมองเต็มๆ จากเหล่านักลงทุน VI สามารถรับชมคลิปย้อนหลังฉบับเต็มได้ที่ YouTube ช่อง SET Zooom In

