วานนี้ (4 มีนาคม) ที่ กระทรวงสาธารณสุข พัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานการประชุมผู้บริหารระดับสูงกระทรวงสาธารณสุข ครั้งที่ 2/2569 โดยมี วรโชติ สุคนธ์ขจร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข และ นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง เพื่อติดตามความคืบหน้านโยบายสำคัญและวางมาตรการรับมือสถานการณ์โลกที่อาจส่งผลกระทบต่อระบบสาธารณสุขไทย
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้มีข้อสั่งการด่วนให้ทุกหน่วยงานในสังกัดเตรียมความพร้อมรับมือกับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างรัดกุมใน 3 มิติหลัก ได้แก่:
- การแพทย์และสาธารณสุข: เตรียมแผนรองรับการดูแลสุขภาพคนไทยในกรณีที่มีการอพยพฉุกเฉินกลับประเทศ
- ความมั่นคงด้านยา: บริหารจัดการคลังยาและเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ให้มีปริมาณสำรองเพียงพอต่อสถานการณ์ฉุกเฉิน
- มาตรการประหยัดพลังงาน: สั่งการให้หน่วยงานสาธารณสุขดำเนินการตามมาตรการประหยัดพลังงานอย่างเคร่งครัด เพื่อรับมือกับความผันผวนของราคาพลังงานโลก
ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบให้การเพิ่มศักยภาพการผลิตจิตแพทย์ เป็นวาระเร่งด่วนระดับกระทรวง เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยมีจิตแพทย์เพียง 845 คน คิดเป็นสัดส่วน 1.28 คนต่อประชากร 1 แสนคน ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายตามมติคณะรัฐมนตรี (24 ม.ค. 2566) ที่กำหนดไว้ที่ 1.7 คนต่อประชากร 1 แสนคน
กระทรวงสาธารณสุขจึงตั้งเป้าหมายเร่งผลิตจิตแพทย์เพิ่มอย่างน้อย 30 คนต่อปี โดยมอบหมายให้กรมสุขภาพจิตเพิ่มกำลังการผลิตจิตแพทย์ผู้ใหญ่จาก 22 คน เป็นอย่างน้อย 41 คน ภายในปี 2571 พร้อมทั้งอนุมัติให้โรงพยาบาลในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข เข้าร่วมเป็นสถาบันฝึกอบรม โดยให้ผู้ตรวจราชการและประธาน Service Plan สาขาจิตเวชและยาเสพติด เป็นผู้สนับสนุนการคัดเลือกโรงพยาบาลเป้าหมาย
นอกจากประเด็นเร่งด่วนแล้ว ที่ประชุมยังได้ติดตามการพัฒนานโยบายสุขภาพที่สำคัญเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน ดังนี้:
- นโยบายฟอกไตฟรี: มุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพบริการ โดยสั่งการให้วิเคราะห์พื้นที่เพื่อจัดตั้งจุดบริการในเขตที่เป็นปัญหา เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น รวมถึงจัดกลุ่มอำเภอพื้นที่ติดต่อกันเพื่อลดระยะเวลาและภาระค่าเดินทางของผู้ป่วย
- นโยบายฉายแสงมะเร็งครอบคลุมทุกที่: กางแผนเตรียมเพิ่มหน่วยบริการรังสีรักษาและเครื่องจำลองรังสีรักษา (LINAC) รวม 17 แห่ง ภายในปี 2573 เพื่อกระจายการเข้าถึงให้ครอบคลุมทุกเขตสุขภาพ และตั้งเป้าลดระยะเวลารอคอยการรักษาให้เหลือไม่เกิน 6 สัปดาห์
สำหรับการพัฒนาระบบสุขภาพดิจิทัล โดยเฉพาะแอปพลิเคชันหมอพร้อมกระทรวงสาธารณสุขมีแผนดึงภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาระบบให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งขยายความร่วมมือระหว่างประเทศ เปิดตัวระบบการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) เพื่อดูแลสุขภาพคนไทยในต่างแดน ผ่านระบบ LINE Official Account ในชื่อคู่ใจสุขภาพแรงงานไทย เพื่อให้คนไทยเข้าถึงคำปรึกษาทางการแพทย์ได้ทุกที่ทั่วโลก


