×

อธิปไตย vs. เทคโนโลยี ผ่าปม ทำไม SpaceX ต้องการบุกไทย ปลดล็อกกฎหมายต่างชาติถือหุ้น 100% ในธุรกิจเทเลคอมไทย จำเป็นหรืออันตราย ผ่านเลนส์ 2 อดีต กสทช.

17.08.2026
  • LOADING...
ภาพประกอบแสดงธงชาติไทยผสมผสานกับเทคโนโลยีสื่อสารดาวเทียม และรูปบุคคล 2 ท่าน

ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีการสื่อสารครั้งสำคัญของโลก ประเด็นการเข้ามาลงทุนของ SpaceX ของ อีลอน มัสก์ (Elon Musk) เพื่อให้บริการดาวเทียมวงโคจรต่ำ (Low Earth Orbit หรือ LEO) ภายใต้ชื่อ Starlink ในประเทศไทย กำลังกลายเป็นที่สนใจ หลังจากที่กระทรวงพาณิชย์แสดงจุดยืนชัดเจนว่า ธุรกิจโทรคมนาคมผ่านดาวเทียมวงโคจรต่ำเป็นเรื่องของ ‘อธิปไตย’ และเป็นธุรกิจที่สงวนไว้สำหรับคนไทย โดยไม่อนุญาตให้ต่างชาติเข้ามาถือหุ้น 100%

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

ขณะเดียวกัน การประกาศความสนใจของ อีลอน มัสก์ ในการนำบริการดาวเทียมวงโคจรต่ำภายใต้แบรนด์ ‘Starlink’ เข้ามาลงทุนในประเทศไทย กำลังกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทย ท่ามกลางคำถามสำคัญว่า ประเทศไทยมีความพร้อมเชิงโครงสร้างพื้นฐานอย่างไร และอะไรคืออุปสรรคเชิงกฎหมายที่ทำให้บิ๊กดีลระดับโลกนี้ยังต้องหยุดชะงัก

 

เพื่อร่วมหาทางออก วิเคราะห์ผลกระทบในมิติต่างๆ และค้นหากุญแจสำคัญในการปลดล็อกประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางดิจิทัลแห่งอาเซียน THE STANDARD WEALTH ได้พูดคุยและสัมภาษณ์พิเศษกับ 2 คีย์แมนสำคัญในวงการโทรคมนาคมไทย ได้แก่ พันเอก ดร.นที ศุกลรัตน์ อดีตรองประธานกรรมการสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และ ฐากร ตัณฑสิทธิ์ อดีตเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)

 

โดยพันเอก ดร.นที อธิบายว่า วัตถุประสงค์การเข้ามาของ SpaceX มี 2 ส่วนสำคัญด้วยกันคือ

 

  • การให้บริการในพื้นที่ห่างไกล ที่โครงข่ายโทรคมนาคมภาคพื้นดินปกติยังไปไม่ถึง ซึ่งเป็นวัตถุประสงค์พื้นฐานของระบบดาวเทียม LEO ในปัจจุบัน
  • การให้บริการ ‘Direct-to-Cell’ ซึ่งเป็นฟีเจอร์สำคัญที่สุดและเป็นทิศทางหลักที่ SpaceX มุ่งไป

 

บริการ Direct-to-Cell นี้คือแกนหลักของเทคโนโลยี 6G ในอนาคตที่เรียกว่า NTN (Non-Terrestrial Network) ซึ่งได้รับการออกแบบมาเพื่อไม่ให้มีจุดอับสัญญาณใดๆ บนโลก ไม่ว่าผู้ใช้งานจะอยู่ในป่า อุทยาน ทะเล หรือพื้นที่ทุรกันดาร โดยเป็นการประสานการทำงานระหว่างโครงข่ายภาคพื้นดินเข้ากับดาวเทียมวงโคจรต่ำ

 

เทคโนโลยี LEO นี้เป็นเทคโนโลยีข้ามพรมแดน (Cross-Border Technology) ที่ประเทศใดประเทศหนึ่งไม่สามารถลงทุนได้เองเพียงลำพัง เปรียบเสมือนอินเทอร์เน็ต, Facebook หรือ Google ซึ่งเราหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องใช้บริการ และคงไม่อาจกล่าวได้ว่าแพลตฟอร์มเหล่านี้ละเมิด ‘อธิปไตย’ ของประเทศ

 

ภาพประกอบแสดงธงชาติไทยผสมผสานกับเทคโนโลยีสื่อสารดาวเทียม และรูปบุคคล 2 ท่าน 1

 

พันเอก ดร.นที ศุกลรัตน์ อดีตรองประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)

 

โครงสร้างพื้นฐานไทย ‘เกือบดีที่สุดในโลก’ แต่เสี่ยง ‘กินบุญเก่า’ หากไม่รีบวิ่ง

 

ด้าน ฐากร ตัณฑสิทธิ์ เปิดเผยว่า ประเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐานทางด้านโทรคมนาคมที่แข็งแกร่งมากและเรียกได้ว่าเกือบดีที่สุดในโลก โดยในช่วงที่เขาพ้นจากตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. เมื่อเดือนมิถุนายน 2563 ประเทศไทยเป็นประเทศแรกในกลุ่มอาเซียนที่เปิดให้บริการ 5G ก่อนสิงคโปร์ด้วยซ้ำ ส่งผลให้โครงข่ายโทรศัพท์มือถือและการใช้อินเทอร์เน็ตของคนไทยมีประสิทธิภาพสูงมาก มีการต่อยอดใช้งานแพลตฟอร์ม OTT (Over-the-Top) เช่น Facebook และ YouTube สูงกว่าทุก ๆ ประเทศในภูมิภาคอย่างเห็นได้ชัด นอกเหนือจากระบบโทรคมนาคมแล้ว ประเทศไทยยังมีระบบสาธารณสุขและระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานที่ดีควบคู่กันมา

 

อย่างไรก็ตาม ฐากรตั้งข้อสังเกตว่า ในช่วง 6 ปีหลังจากที่เขาพ้นตำแหน่งมา ประเทศไทยแทบจะไม่มีการก้าวหน้าเพิ่มเติมเท่าที่ควรและกำลังอยู่ในสภาวะ “กินบุญเก่า” ซึ่งในโลกยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีหมุนไปอย่างรวดเร็ว หากเราหยุดนิ่งอยู่กับที่ก็เท่ากับการเดินถอยหลัง

 

“ถ้าเราวันเนี้ยเราอยู่เฉย ๆ ก็เหมือนกับเราเดินถอยหลัง แต่ถ้าเราอยากจะเดินไปข้างหน้าให้เร็วกว่าประเทศอื่นเค้า เราต้องวิ่งแล้วตอนนี้” ฐากรกล่าวเน้นย้ำ

 

เขาระบุว่า ประเทศไทยไม่ควรเปรียบเทียบตัวเองกับสิงคโปร์ซึ่งเป็นประเทศขนาดเล็กที่มีข้อจำกัดทางพื้นที่ แต่เราควรเปรียบเทียบกับประเทศขนาดใหญ่ในภูมิภาค เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย และโดยเฉพาะเวียดนามที่กำลังพัฒนาตัวเลขและก้าวหน้าอย่างรวดเร็วมาก ซึ่งไทยจำเป็นต้องเร่งพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อหนีคู่แข่งเหล่านี้ให้พ้น

 

ล็อกใหญ่ ‘กฎหมายถือหุ้นต่างชาติ 49:51’ และข้ออ้างเรื่อง ‘อธิปไตย’

 

เงื่อนไขสำคัญที่ทำให้การลงทุนของ Starlink ในไทยยังไม่เกิดขึ้น คือข้อกำหนดของ อีลอน มัสก์ ที่ต้องการเข้ามาลงทุนและ ถือหุ้นในบริษัทเอง 100% เต็ม ขณะที่กฎหมายการประกอบกิจการโทรคมนาคมของไทยในปัจจุบันยังคงจำกัดสัดส่วนการถือครองหุ้นของคนต่างด้าวไว้ที่สัดส่วน 49:51 (ต่างชาติถือหุ้นได้ไม่เกิน 49% และฝ่ายไทยต้องถือหุ้นอย่างน้อย 51%)

 

เมื่อมองย้อนไปในอดีต ฐากรเล่าว่าประเทศไทยเคยอนุญาตให้นักลงทุนต่างชาติถือหุ้นในสัดส่วน 75% และไทยถือ 25% แต่ต่อมาในยุคอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร (ซึ่งเป็นยุคของ AIS สมัยก่อน) ได้มีการปรับแก้เกณฑ์ลดลงมาเหลือ 49:51 เพื่อความสะดวกในการกำกับดูแลด้านความมั่นคง ส่งผลให้ผู้ประกอบการค่ายมือถือยักษ์ใหญ่ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น AIS, True หรืออดีต DTAC ล้วนอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ 49:51 นี้ทั้งหมด

 

ทว่าเมื่อเทียบกับ ภาคส่วนการเงินและระบบธนาคาร ในอดีตก็เคยถูกจำกัดสัดส่วนการถือหุ้นไว้ที่ 49:51 เช่นเดียวกัน แต่ปัจจุบันภาคการเงินได้รับการเปิดเสรีจนต่างชาติสามารถเข้ามาซื้อหุ้นและถือครองได้ 100% แล้ว (เช่น กรณีธนาคารต่างชาติเข้ามาซื้อกิจการของธนาคารกรุงศรีอยุธยา) ในขณะที่ภาคโทรคมนาคมของไทยยังไม่ได้รับการเปิดเสรีในลักษณะนี้

 

ดังนั้น ฐากรระบุว่าเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับ แนวนโยบายของรัฐบาลเพียงอย่างเดียว หากรัฐบาลต้องการดึงดูดการลงทุนจาก Starlink ก็จำเป็นต้องมีการเจรจาปรับปรุงหรือแก้ไขข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น พระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม หรือพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว เพื่อให้เปิดช่องให้สัดส่วนต่างชาติขยับขึ้นไปเป็น 75% หรือ 100% ตามความเหมาะสม ควบคู่ไปกับกลไกการเจรจาทางการค้า

 

ภาพประกอบแสดงธงชาติไทยผสมผสานกับเทคโนโลยีสื่อสารดาวเทียม และรูปบุคคล 2 ท่าน 2

 

ฐากร ตัณฑสิทธิ์ อดีตเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)

 

สอดคล้องกับมุมมองของ พันเอก ดร.นที ที่เตือนว่า ปัญหาสำคัญของประเทศไทยในขณะนี้คือ การนำกฎหมายของโลกยุคเก่ามาบังคับใช้กับเทคโนโลยีในยุคปัจจุบัน การใช้ประเด็นเรื่อง ‘อธิปไตย’ มาเป็นข้ออ้างเพื่อสกัดกั้นเทคโนโลยี จะส่งผลให้ข้อเสนอต่างๆ ถูกปัดตกจากโต๊ะเจรจาทันที และทำให้ประเทศไทยเป็นผู้เสียประโยชน์เอง ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียและเวียดนามต่างยอมรับเงื่อนไขและข้อเสนอเพื่อเดินหน้าเทคโนโลยีนี้แล้ว

 

หากเราปฏิเสธการร่วมมือนี้เนื่องจากข้อจำกัดทางกฎหมาย ในอีก 3-4 ปีข้างหน้าเมื่อโลกเข้าสู่ยุค 6G ประเทศไทยจะสามารถใช้ประสิทธิภาพของเทคโนโลยี 6G ได้เพียง 70% เท่านั้น เนื่องจากจะขาดบริการส่วน NTN ที่ช่วยกระจายสัญญาณครอบคลุมทั่วประเทศ ส่งผลให้รัฐบาลสูญเสียโอกาสที่จะลดต้นทุนการจัดให้บริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึง (USO) ในพื้นที่ห่างไกลให้แทบกลายเป็นศูนย์

 

ความเข้าใจ ‘ดาวเทียม LEO’ ทำงานอย่างไร และพร้อมแค่ไหนในไทย?

 

สำหรับข้อกังวลว่าบริการดาวเทียมวงโคจรต่ำ (LEO) จะเข้ามารุกคืบทำลายล้าง (Disrupt) ธุรกิจผู้ให้บริการเครือข่ายเดิมของไทยหรือไม่นั้น ฐากรให้ความเห็นว่า ดาวเทียม LEO จะไม่ส่งผลกระทบต่อระบบเสียง (Voice) มากนัก เนื่องจากถูกออกแบบมาเพื่อส่งผ่านข้อมูลหรือให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (Data) เป็นหลัก

 

ปัจจุบัน พฤติกรรมผู้บริโภคหันไปใช้การโทรศัพท์ผ่านอินเทอร์เน็ตหรือบริการ OTT (เช่น การโทรผ่านแอปพลิเคชัน Line) เกือบทั้งหมดแล้ว ซึ่งราคาประหยัดกว่ามาก แม้ว่าความคมชัดของเสียงระบบดาต้าอาจจะอยู่ที่ประมาณ 80% เมื่อเทียบกับระบบเสียงดั้งเดิมที่ชัดเจนเต็ม 100% ก็ตาม

 

การทำงานของดาวเทียม LEO มีความต่างจากดาวเทียมวงโคจรสูงดั้งเดิมอย่าง ‘ไทยคม’ (Thaicom) ซึ่งเป็นดาวเทียมที่ลอยอยู่สูงมากและมีตำแหน่งวงโคจรเป็นดวง ๆ แต่ดาวเทียม LEO จะลอยอยู่ใกล้โลกมากกว่า และต้องอาศัยสถานีรับส่งสัญญาณภาคพื้นดิน (Earth Station/Gateway) ในการส่งผ่านข้อมูลลงมา ก่อนจะส่งต่อไปยังเสาสัญญาณพื้นดินที่มีอยู่เพื่อกระจายสัญญาณต่อ

 

ปัจจุบัน ประเทศไทยได้รับการออกใบอนุญาตดาวเทียม LEO และมีการเปิดให้บริการไปแล้ว 1 ราย ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่าง บริษัทสัญชาติอังกฤษ ร่วมกับ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT โดยมีการจัดตั้งสถานีรับสัญญาณภาคพื้นดินขนาดใหญ่อยู่ที่ จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อทำหน้าที่รับข้อมูลจากดาวเทียมและกระจายไปทั่วทั้งประเทศ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าผู้ประกอบการโทรคมนาคมของไทย เช่น NT, AIS หรือแม้แต่ไทยคม ต่างมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานเสาส่งพื้นดินในการรองรับระบบเทคโนโลยีนี้อยู่แล้ว

 

ฐากรย้ำว่า หากการเปิดให้บริการนี้จะเข้ามา Disrupt หรือสร้างความเสียหายร้ายแรงต่อธุรกิจดั้งเดิมจริง ค่ายโทรคมนาคมรายใหญ่ในไทยคงไม่ยอมให้ NT เปิดบริการดาวเทียม LEO จากอังกฤษไปก่อนหน้านี้อย่างแน่นอน

 

เปิดทางออก 2 ระยะ ปรับ พ.ร.บ. หลัก และการตั้ง ‘Regulatory Sandbox’

 

เพื่อไม่ให้ประเทศไทยต้องตกขบวนเทคโนโลยีและสามารถก้าวข้ามข้อจำกัดด้านกฎหมาย พันเอก ดร.นที ได้เสนอแนวทางแก้ไขปัญหาที่ปฏิบัติได้จริงและถูกต้องตามกฎหมายไว้ 3 ขั้นตอนสำคัญ ดังนี้

 

1. หลีกเลี่ยงการแก้กฎหมายรอง แต่ให้แก้ไข พ.ร.บ. หลักอย่างโปร่งใส

 

พันเอก ดร.นที ย้ำว่า ไม่ควรแก้ไขกฎหมายรองระดับประกาศของ กสทช. เพื่อเอื้อประโยชน์เป็นรายกรณี เพราะอาจนำไปสู่การฟ้องร้องทางกฎหมายจากผู้เสียประโยชน์ จนทำให้การพัฒนา 6G ล่าช้าออกไปอีก สิ่งที่รัฐบาลและหน่วยงานกำกับดูแลต้องทำคือการแก้ไข พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ซึ่งเป็นกฎหมายหลักให้มีความชัดเจนและโปร่งใส โดยกำหนดให้ผู้ให้บริการโครงข่ายภาคพื้นดินในไทย สามารถทำสัญญากับบริษัทดาวเทียมต่างชาติเพื่อให้บริการร่วมกันได้ โดยอยู่ภายใต้ใบอนุญาตและการประกอบกิจการของบริษัทไทย

 

2. กำหนดให้มี ‘ผู้รับผิดชอบทางกฎหมาย’ ในไทย

 

แทนที่จะบังคับให้ตั้งนิติบุคคลร่วมทุนแบบเดิม ควรเปลี่ยนมากำหนดเงื่อนไขให้บริษัทต่างชาติที่มาเชื่อมต่อโครงข่าย ต้องมีตัวแทนหรือผู้รับผิดชอบทางกฎหมายในประเทศไทย (Legal Representative) เพื่อให้ภาครัฐยังคงสามารถควบคุม ดูแล และบังคับใช้กฎหมายได้หากเกิดกรณีที่ขัดต่อกฎหมายของประเทศ

 

3. ประกาศพื้นที่ทดลอง ‘Regulatory Sandbox’ ในระหว่างรอแก้ไขกฎหมาย

 

เนื่องจากกระบวนการแก้ไขกฎหมายหลักต้องใช้เวลา เพื่อไม่ให้ไทยเสียโอกาส พันเอก ดร.นที เสนอให้จัดตั้ง Regulatory Sandbox ในพื้นที่จำกัด เพื่อเปิดโอกาสให้ค่ายดาวเทียมต่างๆ สามารถร่วมมือกับผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในไทย ทดลองให้บริการระบบ Direct-to-Cell (ซึ่งปัจจุบันเริ่มทดสอบใช้งานได้แล้วในยุค 5G-Advanced หรือ 5.5G)

 

ที่สำคัญ Sandbox นี้จะต้องเปิดกว้าง ให้กับผู้ให้บริการทุกรายอย่างเท่าเทียม ไม่ใช่เพียงแค่ SpaceX เท่านั้น เนื่องจากในอนาคตจะมีคู่แข่งอีกหลายราย ทั้งจากฝั่งยุโรป จีน หรือแม้กระทั่งโครงการ Kuiper ของ Amazon ซึ่งการเปิดกว้างนี้จะช่วยให้ไทยได้รับข้อมูลที่ครบถ้วนสำหรับใช้ยกร่างกติกาถาวรในอนาคต

 

ทำไมไทย จึงต้องพึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติ และความเสี่ยงที่ต้องระวัง

 

สำหรับคำถามที่ว่า ทำไมผู้ประกอบการไทยหรือดาวเทียมไทยจึงไม่ลงทุนระบบดาวเทียม LEO เอง พันเอก ดร.นที อธิบายว่า ระบบ LEO จำเป็นต้องใช้เม็ดเงินลงทุนมหาศาลเกินกว่าศักยภาพของประเทศจะรับไหว ปัจจุบัน SpaceX ส่งดาวเทียมขึ้นไปแล้วกว่า 10,000 ดวง และมีแผนจะส่งถึง 30,000 ดวงในอนาคต การลงทุนนี้เปรียบเสมือนการพัฒนา AI Foundation Model ขนาดใหญ่ ซึ่งไทยไม่มีความจำเป็นต้องสร้างขึ้นเองตั้งแต่ต้น แต่เราสามารถเลือกลงทุน On Top เพื่อใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานระดับโลกเหล่านั้นมาสร้างมูลค่าเพิ่มได้

 

ในแง่ของอธิปไตย หากพิจารณาการทำงานจะพบว่าดาวเทียมทำงานโดยใช้สัญญาณเฉพาะจุด (Spot beam) ครอบคลุมเฉพาะพื้นที่เท่านั้น การให้ผู้ให้บริการอย่าง LEO เข้ามาเติมเต็มการบริการร่วมกับค่ายมือถือไทยในพื้นที่จำกัด (เช่น ในอุทยาน เกาะ หรือทะเล) จึงไม่ใช่การละเมิดอธิปไตย แต่เป็นการร่วมมือเพื่อเติมเต็มศักยภาพการบริการให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ซึ่งจะเอื้อประโยชน์โดยตรงต่อภาคประชาชน เศรษฐกิจ และสังคม

 

อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดและความเสี่ยงที่ภาครัฐต้องระมัดระวัง คือความเข้มงวดในการกำกับดูแลระบบ Sandbox ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์เพื่อการทดสอบในพื้นที่จำกัดอย่างแท้จริง ไม่ปล่อยให้มีการลักลอบให้บริการเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบในพื้นที่อื่นที่กฎหมายปัจจุบันยังไม่รองรับ เนื่องจากจะเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายไทย

 

โอกาสทอง สู่ศูนย์กลางโทรคมนาคมอาเซียน และเป้าหมาย ‘เศรษฐกิจดิจิทัลสมบูรณ์’

 

ฐากร ตัณฑสิทธิ์ วิเคราะห์เชิงบวกว่า หากรัฐบาลขับเคลื่อนให้มีผู้ให้บริการดาวเทียม LEO เข้ามาลงทุนได้สำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นภายใต้กรอบการถือหุ้น 49:51 หรือการยอมปลดล็อกกฎหมาย 100% จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศอย่างมหาศาล

 

การเข้ามาแข่งขันกันของผู้ให้บริการหลากหลายราย ทั้งรายเดิมที่เป็นค่ายอังกฤษ สหรัฐอเมริกา (Starlink) หรือแม้กระทั่งค่ายจากประเทศจีน จะช่วยยกระดับให้ไทยกลายเป็น ศูนย์กลางทางด้านโทรคมนาคม (Telecom Hub) ของภูมิภาคทันที โดยประโยชน์ที่ประเทศจะได้รับประกอบด้วย

 

  • อินเทอร์เน็ตราคาถูกลง: การแข่งขันจะช่วยเพิ่มปริมาณดาต้าและทำให้ราคาอินเทอร์เน็ตถูกลง ประชาชนสามารถนำอินเทอร์เน็ตไปขับเคลื่อนต่อยอดทำธุรกิจดิจิทัลส่วนตัวได้อย่างกว้างขวาง
  • การลงทุนและการจ้างงาน: จะเกิดเม็ดเงินลงทุนและการจ้างงานในกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก
  • การเติบโตของ Data Center สู่ยุค 6G: ปริมาณข้อมูลมหาศาลจากระบบดาวเทียมวงโคจรต่ำจะช่วยสะสมข้อมูลเพื่อป้อนเข้าสู่ระบบ Data Center ในประเทศ รองรับการก้าวเข้าสู่ยุค 6G ในอนาคตอันใกล้

 

ภาพประกอบแสดงธงชาติไทยผสมผสานกับเทคโนโลยีสื่อสารดาวเทียม และรูปบุคคล 2 ท่าน 3

 

สถานีโครงการดาวเทียมวงโคจรต่ำ (Low Earth Orbit หรือ LEO) ภายใต้ชื่อ Starlink ของของ อีลอน มัสก์ ในประเทศสเปน

 

บริการดาวเทียม LEO และระบบข้อมูลภาคพื้นดินเปรียบเสมือน ‘จิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญ’ ที่จะเชื่อมต่อให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ยุค ‘เศรษฐกิจดิจิทัลอย่างสมบูรณ์’ (Complete Digital Economy) ได้สำเร็จ หลังจากที่เราตั้งเป้าหมายนี้มานานแต่ยังเกิดขึ้นไม่ได้เต็มพื้นที่และเต็มรูปแบบเสียที

 

บทเรียนประวัติศาสตร์จากยุค 2G สู่ 3G ที่ไทยไม่ควรซ้ำรอย

 

พันเอก ดร.นที ได้ย้อนบทเรียนในอดีตเพื่อเตือนสติทุกฝ่ายว่า ความพยายามที่จะดึงดันใช้กฎหมายเก่าหรืออ้างเหตุผลด้านอธิปไตยโดยไม่ปรับตัวตามเทคโนโลยี อาจทำให้ประเทศชาติตกเป็นผู้เสียประโยชน์เอง

 

ดังเช่นในอดีตที่ประเทศไทยประสบปัญหาล็อกทางกฎหมายในการเปลี่ยนผ่านจากยุค 2G ไปสู่ 3G ส่งผลให้การพัฒนาเทคโนโลยีของประเทศล่าช้าไปนานนับสิบปี ครั้งนี้จึงเป็นบททดสอบสำคัญของทั้งรัฐบาล กสทช. และกระทรวงพาณิชย์ ว่าจะสามารถปรับตัวทันความเร็วของเทคโนโลยีอวกาศยุคใหม่ เพื่อรักษาสิทธิของประชาชนไทยในการเข้าถึงโครงข่ายที่ดีที่สุดของโลกได้หรือไม่

 

“ผมอยากเห็นประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางด้านโทรคมนาคมอีกครั้งหนึ่ง” ฐากรกล่าวทิ้งท้าย

 

ความพร้อมในด้านโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม ระบบสาธารณสุข และการบริการของไทยยังคงเป็นโอกาสทองที่รอคอยการขับเคลื่อนเชิงนโยบายเพื่อพลิกฟื้นเศรษฐกิจของประเทศ แต่ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับว่า รัฐบาลจะมีนโยบายที่กล้าหาญ ชัดเจน และปรับตัวเร่งสปีดหนีคู่แข่งในอาเซียนได้เร็วเพียงใดในขณะนี้

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories