หลังจากที่รายงานข่าว วันที่ 3 มี.ค. อ้างอิงสื่อทางการอิหร่าน ระบุว่า เอบราฮิม จาบารี ที่ปรึกษาอาวุโสของผู้บัญชาการสูงสุด กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) ได้ประกาศคำเตือนที่รุนแรงที่สุดว่า ‘ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดแล้ว’
หากเรือลำใดพยายามฝ่าฝืนน่านน้ำนี้ กองกำลัง IRGC และกองทัพเรืออิหร่านจะระดมยิงจนเรือเหล่านั้นลุกเป็นไฟ
ธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งออกทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่ากับ ‘THE STANDARD WEALTH’ ว่า จากสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่าง สหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน ที่ส่งผลต่อเสถียรภาพของภูมิภาคตะวันออกกลาง สรท.ขอประเมินผลกระทบต่อภาคการส่งออกและโลจิสติกส์ของไทย
1. สถานการณ์ล่าสุดด้านการเดินเรือ
แม้ในทางเทคนิค ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) แม้ ‘ยังไม่มีการประกาศปิดเส้นทางอย่างเป็นทางการ’ แต่จากข้อมูลภาคปฏิบัติพบว่า เรือสินค้าส่วนใหญ่ที่มีแผนผ่านเส้นทางดังกล่าว เลือก ‘ทิ้งสมอรอ’ หรือชะลอการเดินเรือเพื่อประเมินสถานการณ์ความปลอดภัยแล้ว
สรท. เห็นว่าสถานการณ์ลักษณะนี้ถือเป็น ‘การปิดทางอ้อมในเชิงพฤติกรรม’ (Behavioral Disruption)
กล่าวคือ แม้เส้นทางยังเปิดตามกฎหมายระหว่างประเทศ แต่ในทางปฏิบัติระบบโลจิสติกส์เริ่มหยุดชะงักแล้วบางส่วน

2. ผลกระทบทันทีต่อภาคส่งออกและโลจิสติกส์
- Capacity หายไปจากตลาดทันที
- เมื่อเรือหยุดรอ ไม่เดินทางต่อ ทำให้กำลังการขนส่งที่ใช้ได้จริง (Effective Capacity) ลดลงทันทีในตลาดโลก
- ค่าระวางเรือและค่าประกันภัยมีแรงกดดันปรับขึ้น
- เมื่อ Supply ลดลง แต่ความต้องการขนส่งยังมีอยู่ ราคาค่าระวางเรือจะตอบสนองอย่างรวดเร็ว
- ขณะเดียวกัน บริษัทประกันภัยมีแนวโน้มปรับเพิ่ม War Risk Premium สำหรับเส้นทางตะวันออกกลาง
3. Lead Time ยาวขึ้นและไม่แน่นอน
ผู้ส่งออกไม่สามารถประเมินวันถึงปลายทางได้ชัดเจน ส่งผลต่อการบริหารสินค้าคงคลัง สัญญาส่งมอบ และกระแสเงินสด
4. ราคาพลังงานผันผวนทันที
ตลาดตอบสนองต่อความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์อย่างรวดเร็ว ทำให้ราคาน้ำมันและก๊าซปรับตัวขึ้น กระทบต้นทุนการผลิตและค่าขนส่งโดยตรง
5.ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน
เงินทุนไหลเข้าสินทรัพย์ปลอดภัย ส่งผลให้ค่าเงินในตลาดเกิดใหม่รวมถึงเงินบาทมีความผันผวน เพิ่มความเสี่ยงด้าน FX ต่อผู้ส่งออก
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
- หอการค้าไทยวิเคราะห์ 4 แรงกระแทกเศรษฐกิจ ‘ปิดช่องแคบฮอร์มุซ’ ไทยพึ่งพาพลังงานจากที่ไหน?
- เจาะ ‘เส้นเลือดใหญ่พลังงานโลก’ หากปิดช่องแคบฮอร์มุซ ไทยมีปริมาณน้ำมันสำรองพอแค่ไหน?
- จากทะเลแดงถึง ‘ฮอร์มุซ’ เส้นทางนี้อยู่ตรงไหน สำคัญ (กับไทย) อย่างไร?
วางฉากทัศน์ หากสถานการณ์ยืดเยื้อเกิน 2 สัปดาห์
หากภาวะความไม่แน่นอนนี้ยืดเยื้อเกิน 2-3 สัปดาห์ จะเริ่มเห็นผลชัดเจนต่อ
- ราคาพลังงานโลก
- ค่าระวางเรือในเส้นทางเอเชีย-ยุโรป
- ต้นทุนการส่งออกสินค้าไทย
- ความล่าช้าในการกระจายสินค้าไปยังตะวันออกกลางและแอฟริกา
หากยืดเยื้อ 3-6 เดือนขึ้นไป จะกลายเป็นผลกระทบ ‘เชิงโครงสร้าง’
- ต้นทุนโลจิสติกส์สูงต่อเนื่อง กดดันอัตรากำไรผู้ส่งออก
- กำลังซื้อประเทศผู้นำเข้าลดลง โดยเฉพาะประเทศพึ่งพาพลังงาน
- คำสั่งซื้อใหม่ (New Orders) ชะลอการตัดสินใจ
- ภาคธุรกิจต้องใช้เงินทุนหมุนเวียนเพิ่มจาก Lead Time ที่ยาวขึ้น
กรณี ‘รุนแรง’ หากเกิดข้อจำกัดต่อเส้นทางพลังงานสำคัญ อาจส่งผลให้การค้าโลกชะลอตัวชัดเจนในช่วงครึ่งปีหลัง
ตะวันออกกลางเป็นตลาดสำคัญของไทยและเป็น ‘เส้นทางพลังงานโลก’
ขณะเดียวกัน บทบาทตลาดตะวันออกกลางต่อการส่งออกไทย จะกระทบ
1. ตลาดส่งออกโดยตรง
ตะวันออกกลางเป็นตลาดสำคัญของสินค้าอาหาร ฮาลาล ยานยนต์ วัสดุก่อสร้าง และสินค้าอุปโภคบริโภคของไทย
2. ศูนย์กลางกระจายสินค้า (Hub)
ประเทศในอ่าวอาหรับเป็นศูนย์กระจายสินค้า ไปยังแอฟริกาเหนือและแอฟริกาตะวันออก หากเส้นทางสะดุด จะกระทบการส่งออกไปแอฟริกาโดยอ้อม
3.เส้นทางพลังงานโลก
ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันส่วนสำคัญของโลก หากเกิดข้อจำกัดจะสะท้อนต้นทุนพลังงานมายังไทยโดยตรง
ธนากร ย้ำว่า แนวทางรับมือของ สรท. จะดำเนินการและเสนอแนวทาง
- ติดตามสถานการณ์ค่าระวางเรือและประกันภัยอย่างใกล้ชิด
- ประสานข้อมูลกับสายเรือและผู้ให้บริการโลจิสติกส์แบบเรียลไทม์
- แจ้งเตือนสมาชิกบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน (FX Hedging)
- แนะนำผู้ส่งออกเผื่อระยะเวลาขนส่ง และทบทวนเงื่อนไข Incoterms
- ประสานภาครัฐเตรียมมาตรการดูแลต้นทุนโลจิสติกส์
ความไม่แน่นอนเส้นทางขนส่งกระทบความเชื่อมั่นทางการค้า
“แม้ประเทศไทยไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งโดยตรง แต่ในฐานะประเทศที่พึ่งพาการค้าและพลังงานนำเข้า ความตึงเครียดในตะวันออกกลางส่งผลทางอ้อมอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะด้านต้นทุนพลังงาน ค่าระวางเรือ ความไม่แน่นอนของเส้นทางขนส่ง และความเชื่อมั่นทางการค้า” ธนากร กล่าว
ธนากร ระบุอีกว่า สถานการณ์ยังอยู่ในระดับที่ต้องติดตามใกล้ชิด แต่ภาคส่งออกไทยจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมเชิงรุก เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน และเสถียรภาพทางธุรกิจท่ามกลางความไม่แน่นอนที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
สำรวจการค้าไทยกับ 15 ประเทศในตะวันออกกลาง ชี้มูลค่าสูง 4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
ขณะที่ สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมไทย และจัดทำแนวทางรับมืออย่างเป็นระบบแม้มูลค่าการค้าระหว่างไทยกับอิหร่านโดยตรงจะมีสัดส่วนไม่สูงมาก
โดยในปี 2568 มีมูลค่าการค้ารวม 146.18 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ไทยส่งออก 136.82 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้า 9.36 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) แต่ความเสี่ยงสำคัญอยู่ที่ผลกระทบทางอ้อมผ่านโครงสร้างพลังงานโลกและการขนส่งระหว่างประเทศ

ทว่า การค้าระหว่างไทยกับ 15 ประเทศในตะวันออกกลาง มีมูลค่ารวม 40,535.63 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
โดยไทยนำเข้าจากภูมิภาคนี้สูงถึง 28,060.05 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเสียดุลการค้า 15,584.47 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
“เนื่องจากไทยนำเข้าสินค้าพลังงานมูลค่าสูงเป็นหลัก จึงทำให้ภาคอุตสาหกรรมไทยมีความอ่อนไหวต่อความผันผวนของราคาพลังงานและต้นทุนโลจิสติกส์ในภูมิภาคดังกล่าว”
นอกจากนี้ การที่อิหร่านปิดเส้นทางขนส่งน้ำมันทางเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันดิบมากกว่า 20% ของการขนส่งน้ำมันทั่วโลก ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะชะงักงันของอุปทานน้ำมันในตลาดโลกอย่างมีนัยสำคัญ
โดยคาดการณ์ว่า “หากความขัดแย้งขยายวงและยืดเยื้อ ราคาน้ำมันดิบอาจปรับเพิ่มขึ้นจากระดับปัจจุบันประมาณ 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ไปอยู่ที่ประมาณ 100-105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล”
จะส่งผลให้ต้นทุนพลังงาน ต้นทุนขนส่ง และต้นทุนการผลิตของภาคอุตสาหกรรมไทยปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ในส่วนของผลกระทบต่อภาคการผลิต มีการวิเคราะห์ด้วยตารางปัจจัยการผลิตและผลผลิต (Input-Output Table) พบว่า การปรับขึ้นของราคาน้ำมันดีเซลจะส่งผลต่อต้นทุนพลังงานและการขนส่งของหลายอุตสาหกรรม
เปิดชื่อธุรกิจที่ใช้น้ำมันดีเซลในกระบวนการผลิตสูง
โดยเฉพาะกลุ่มที่มีสัดส่วนการใช้น้ำมันดีเซลในกระบวนการผลิตสูง ได้แก่
- เหล็กและเหล็กกล้า 7.93%
- การฟอกและย้อมผ้า 6.31%
- เคมีภัณฑ์ขั้นมูลฐาน 4.82%
- ปูนซีเมนต์ 4.43%
- ผลิตภัณฑ์จากโลหะ 4.01% แก้วและผลิตภัณฑ์แก้ว 2.74%
- เสื้อผ้าและสิ่งทอ 2.53%
กลุ่มนี้ เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มได้รับผลกระทบมากหากราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง
นอกจากนี้ อาจทำให้ค่าระวางเรือ และค่าประกันภัยปรับตัวสูงขึ้น กระทบต่อต้นทุนโลจิสติกส์ของผู้ประกอบการไทย
โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่ส่งออกไปยังตลาดตะวันออกกลางและยุโรป ซึ่งต้องพึ่งพาการขนส่งทางเรือเป็นหลัก อาจเผชิญความล่าช้าในการขนส่งจากการเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือ

ผลกระทบไทย : ระยะสั้นฉุด GDP 0.06% ภาคผลิตอุตสาหกรรมวูบ 3 พันล้านบาท
ทั้งนี้ จากการประเมินด้วยแบบจำลองเศรษฐกิจมหภาค ของสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) พบว่า หากราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่มขึ้นจากสถานการณ์ความขัดแย้ง จะส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมไทยใน 2 ระยะ
- ระยะสั้น กรณีราคาน้ำมันดิบเพิ่มขึ้น 10-20% (ประมาณ 77-85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล) จะทำให้ GDP ภาคอุตสาหกรรมลดลงประมาณ 2,700-3,000 ล้านบาท หรือประมาณ 0.06% ของ GDP ภาคอุตสาหกรรม
- ระยะกลาง กรณีราคาน้ำมันดิบเพิ่มขึ้น 50% (ประมาณ 100-105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล) จะทำให้ GDP ภาคอุตสาหกรรมลดลงประมาณ 10,125-12,000 ล้านบาท หรือประมาณ 0.15% ของ GDP ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนว่าความผันผวนของราคาพลังงานมีผลต่อภาคการผลิตไทย
ส.อ.ท.-หอการค้า กังวลอิหร่าน ‘ปิดช่องแคบฮอร์มุช’ กดดันเศรษฐกิจไทย
เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) มองว่า ภาคอุตสาหกรรมความกังวลผลกระทบต้นทุน โดยเฉพาะกลุ่มที่พึ่งพาพลังงานนำเข้าในสัดส่วนสูงจากการปิดช่องแคบฮอร์มุช
“แม้ขณะนี้ผลกระทบ ‘เชิงจิตวิทยา’ จะเริ่มสะท้อนผ่านตลาดแล้ว โดยราคาน้ำมันปรับขึ้นราว 5-6 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล”
เช่นเดียวกับ ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กังวลว่า ความเสี่ยงจากช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นคอขวดพลังงานโลกจะกระทบไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“หากเกิดข้อจำกัดด้านการเดินเรือ เรือบรรทุกชะลอการขนส่ง จะเกิดภาวะตึงตัวของอุปทานพลังงานทันที ราคาน้ำมันจะปรับเพิ่มขึ้นรวดเร็ว และอาจสร้างแรงกดดันเงินเฟ้อในหลายประเทศรวมถึงไทย” ดร.พจน์ กล่าว

