สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา วงการวิ่งทั่วโลกต้องหันมามองเหตุการณ์หนึ่งที่โอซาก้า เมื่อ ฮิบิกิ โยชิดะ (Hibiki Yoshida) เลือกฉีกตำรามาราธอนแบบดั้งเดิม ด้วยการ “เดิมพัน” กับเพซระดับโลกในแบบฉบับที่ไม่มีใครอยากทำตาม
การตัดสินใจเสี่ยงของเขาไม่เพียงแค่เรียกเสียงฮือฮาในหมู่แฟนๆ แต่ยังทำให้ Osaka Marathon ปีนี้กลายเป็น “ทอล์กออฟเดอะทาวน์” ที่สั่นสะเทือนวงการวิ่งทั่วโลก จากความกล้าบ้าบิ่นที่ทั้งน่าทึ่ง อึ้ง และน่าหวาดเสียวในเวลาเดียวกัน
โยชิดะในวัย 23 ปี ไม่ใช่นักวิ่งโนเนม เขาคือซูเปอร์สตาร์จากเวที Hakone Ekiden อันศักดิ์สิทธิ์ของญี่ปุ่น แจ้งเกิดจากมหาวิทยาลัย Soka ด้วยสไตล์การวิ่งดุดัน บ้าบิ่น และความสามารถด้านการวิ่งขึ้นเขาที่โดดเด่น พูดง่ายๆ เขาคือเด็กหนุ่มใจถึงที่แฟนๆ นักวิ่งญี่ปุ่นรู้จักดี
ก่อนลงมาราธอนเต็มตัวครั้งแรกที่โอซาก้า เขาประกาศชัดเจนว่าเป้าหมายคือทำลายสถิติประเทศญี่ปุ่นของ สึงุรุ โอซาโกะ (ที่ทำไว้ 2:04:55 ชั่วโมง จากบาเลนเซียมาราธอน 2025)
คำพูดแบบนี้ในสนามมาราธอนถือว่าห้าวหาญอย่างยิ่ง เพราะนักวิ่งส่วนใหญ่มักเปิดตัวอีเวนต์แรกด้วยความระมัดระวัง เน้นวิ่งให้จบ หรือทำเวลาอย่างปลอดภัย แต่โยชิดะเลือกจะเล่นใหญ่ตั้งแต่วินาทีแรก
เพราะเมื่อเสียงสัญญาณการแข่งเริ่มขึ้น เขาก็ทำตามคำพูดทันที หลังผ่านไปเพียงกิโลเมตรที่ 7.8 เขาวิ่งแซงเพซเมกเกอร์และฉีกตัวออกจากกลุ่มนำ วิ่งเดี่ยวแบบไม่มีใครบังลม ชนิดที่ผ่าน 10 กิโลเมตรในเวลา 29:33 นาที และผ่านครึ่งทางที่ 1:01:54 ชั่วโมง ซึ่งเร็วระดับท้าทายสถิติโลกในช่วงนั้น
นี่คือจุดที่สื่อและแฟนวิ่งทั่วโลกตั้งชื่อให้ว่า “The Kamikaze Gamble” หรือการเดิมพันแบบพลีชีพที่ไม่มีแผนสำรอง
ในทางทฤษฎีมาราธอน การเปิดครึ่งแรกด้วยความเร็วระดับนั้นโดยไม่มีคนช่วยบังลม (Drafting) คือความเสี่ยงมหาศาล ที่ร่างกายจะสะสมความล้าและเผาผลาญพลังงานเร็วกว่าปกติ เสมือนการยืมแรงจากอนาคตมาใช้ก่อนเวลา และแน่นอนว่า… อนาคตก็มักกลับมาคิดดอกเบี้ยแบบโหดหินเสมอ
ยิ่งไปกว่านั้น ระหว่างเขายังหยิบขวดน้ำพลาดถึง 4 จาก 5 ครั้งแรก ทำให้ร่างกายขาดน้ำและพลังงาน ซึ่งส่งผลรุนแรงในช่วงท้ายการแข่งขัน
หลังผ่านกิโลเมตรที่ 35 สิ่งที่หลายคนคาดไว้ก็เกิดขึ้น เพซของเขาร่วงหนักจากผู้นำลงมาเรื่อยๆ จนเข้าเส้นชัยเป็นอันดับ 34 ด้วยเวลา 2:09:35 ชั่วโมง
หลังการวิ่งสุดระห่ำนี้ เจ้าตัวยอมรับภายหลังว่าช่วง 7 กิโลเมตรสุดท้ายความทรงจำแทบเลือนหาย เขาฝืนวิ่งด้วยสัญชาตญาณล้วนๆ และจำแทบไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเข้าเส้นชัยอย่างไร ก่อนจะทรุดลงหลังเข้าเส้นชัย และถูกนำตัวส่งเต็นท์พยาบาลด้วยรถเข็น
ขณะที่ผลการแข่งวันนั้นนักวิ่งญี่ปุ่นที่ทำเวลาดีที่สุดคือ Kiyoto Hirabayashi ที่วิ่งจบอันดับ 5 ด้วยเวลา 2:06:14 แต่เวลานั้น…ภาพที่โลกและแฟนๆ ชาวญี่ปุ่นจดจำ (เรียกว่า ขโมยซีน) กลับเป็นเด็กหนุ่มวัย 23 ปีที่กล้าเอาอาชีพและร่างกายไปเดิมพันกับการวิ่งแบบนั้น
ส่วนอีกภาพที่สร้างความสงสัยไม่แพ้กันคือ จุดดำๆ ที่ติดอยู่บนทั่วร่างกายของเขา แท้จริงคือแผ่น Power Tape ที่โยชิดะอธิบายว่าเขาใช้เพื่อลดความตึงเครียดของกล้ามเนื้อใบหน้าและช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือดดีขึ้น เพราะในการวิ่งระยะไกล หากใบหน้าเกร็ง ร่างกายจะเกร็งตามและสิ้นเปลืองพลังงาน ดังนั้น เขาจึงต้องการให้ช่วง 25 กิโลเมตรแรกผ่อนคลายที่สุด
ทว่าต่อให้ใบหน้าจะดูนิ่งเฉยแค่ไหน แต่พละกำลังที่ถูกรีดออกมาจนหมดก๊อก ก็ไม่อาจต้านทานกฎเกณฑ์ของธรรมชาติได้อยู่ดี
อย่างไรก็ตาม การวิ่งแบบบ้าบิ่นของโยชิดะในครั้งนี้ ถือเป็นการตัดสินใจของนักกีฬาระดับอาชีพที่มีทีมงานโค้ช แพทย์ และระบบสนับสนุนดูแลอย่างใกล้ชิด เขาคือคนที่ฝึกซ้อมมานับพันกิโลเมตร และเข้าใจความเสี่ยงของตัวเองในระดับหนึ่ง นี่คือการทดลองขีดจำกัดของนักกีฬาชั้นนำ ไม่ใช่การวิ่งเล่นโดยไร้การเตรียมตัว
ในอีกมุมหนึ่ง สำหรับนักวิ่งทั่วไป นี่คือบทเรียนสำคัญว่า “การประเมินร่างกายและวางแผนตามศักยภาพของตัวเอง” คือสิ่งจำเป็นที่สุด ในการวิ่งมาราธอนที่ต้องอาศัยการจัดการพลังงานตลอดระยะทางอันยาวไกล
การเร่งเพซเกินขีดความสามารถของร่างกายจนเข้าสู่ภาวะวิกฤต ถึงขั้นความทรงจำขาดหาย ไม่ได้เป็นภาพโรแมนติกของความกล้าแต่อย่างใด ตรงกันข้าม..มันคือสัญญาณเตือนถึงความเสี่ยงต่อสุขภาพอย่างจริงจัง เพราะในชีวิตจริง ไม่ได้มีทีมแพทย์หรือสตาฟฟ์คอยดูแลทุกครั้งที่เราล้มลง
ความกล้าของโยชิดะจึงควรถูกมองทั้งในฐานะแรงบันดาลใจ และในฐานะเครื่องเตือนใจว่า การท้าทายขีดจำกัดเป็นสิ่งงดงาม แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจร่างกายตัวเองเสมอ



อ้างอิง:


