×

เปิดใจ สีหศักดิ์ กับเบื้องหลังถ้อยแถลงโต้ กัมพูชา บิดเบือนบนเวที UNHRC

25.02.2026
  • LOADING...
สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ให้สัมภาษณ์ถึงเบื้องหลังถ้อยแถลงโต้ กัมพูชา บนเวที UNHRC

ถ้อยแถลงของปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กัมพูชา วานนี้ (24 กุมภาพันธ์) ที่ใช้เวทีประชุมคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ สมัยที่ 61 (United Nations Human Rights Council) กล่าวหาไทยว่า “ตั้งฐานทหารรุกล้ำดินแดนกัมพูชา ภายหลังตกลงหยุดยิงครั้งที่ 2 จนทำให้ประชาชนพลัดถิ่น 6.5 แสนคน” พร้อมทั้ง “เรียกร้องให้ไทยเคารพข้อตกลงหยุดยิง และถอนกำลังทหารออกจากดินแดนกัมพูชา” กลายเป็นประเด็นร้อน ที่ผู้นำด้านการต่างประเทศของไทยอย่าง สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ต้องลุกขึ้นตอบโต้และชี้แจงข้อเท็จจริงแก่นานาชาติให้เข้าใจ ในการกล่าวถ้อยแถลงบนเวทีเดียวกัน

 

ณัฏฐา โกมลวาทิน ผู้อำนวยการฝ่ายข่าว THE STANDARD พูดคุยกับสีหศักดิ์ ถึงที่มาที่ไปและความหมายของเนื้อหาในถ้อยแถลง พร้อมเจาะลึกเบื้องหลังการทำงาน และการเตรียมความพร้อมของไทยในการสื่อสารข้อเท็จจริงบนเวทีระหว่างประเทศ

 

เบื้องหลังไทยปรับถ้อยแถลงโต้กัมพูชา

 

สีหศักดิ์ ชี้ถึงสิ่งที่ไทยต้องการสื่อสารในถ้อยแถลงต่อเวทีประชุมคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ โดยระบุว่า ตามปกติแล้ว เวทีนี้เป็นเวทีที่ประเทศส่วนใหญ่ก็จะมีผู้แทนเป็นระดับรัฐมนตรี ได้มาแสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับแนวทางในการส่งเสริมการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนทั่วโลก ซึ่งเขาคาดการณ์ไว้อยู่แล้วว่าจะมีประเด็นเรื่องไทย-กัมพูชา เช่นกัน เพราะก่อนที่เขาจะขึ้นกล่าว ทางปรัก สุคน จะเป็นฝ่ายขึ้นกล่าวถ้อยแถลงในช่วงเช้า

 

เดิมทีเขามีความคาดหวังว่า รัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชาจะกล่าวในลักษณะที่มองไปข้างหน้า เนื่องจากตอนนี้ทั้งสองฝ่ายมีการหยุดยิงและอยู่ในช่วงที่จะต้องสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน เพื่อให้สามารถเดินไปข้างหน้าด้วยความมั่นใจ

 

“อันนี้เป็นสิ่งที่เขาพูดกับผม เพราะว่าเราเจอกันในล่าสุดคือที่เซบู ในการประชุมอย่างไม่เป็นทางการของรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน แล้วเราก็พูดกันตรง แต่หลังจากนั้น ทุกครั้งที่เขาขึ้นกล่าวในเวทีระหว่างประเทศมันก็เหมือนเดิมอีก”

 

สำหรับในการประชุมคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนครั้งนี้ ผู้แทนจากทุกประเทศจะได้รับเวลา 5 นาทีในการกล่าวถ้อยแถลง ซึ่งช่วงแรกรัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชาก็พูดได้ดี ในประเด็นความท้าทายต่อระบบพหุภาคี และความท้าทายระบบสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ และการดำเนินการของกัมพูชา ก่อนจะกล่าวถึงเรื่องสันติภาพ โดยชี้ว่ากัมพูชาเป็นประเทศที่ผ่านการต่อสู้ ผ่านความขัดแย้งมามาก

 

แต่หลังจากนั้น เขาได้พูดถึงเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชา และท้ายที่สุดก็เป็นไปในแนวเดิม คือกล่าวหาว่า ประเทศไทย คือประเทศใหญ่ที่กลั่นแกล้งประเทศที่เล็กกว่า

 

ในเรื่องของการหยุดยิง ปรัก สุคน ยังกล่าวหาว่าประเทศไทยยังมีการรุกรานดินแดนกัมพูชาอยู่ และทำให้พลเรือนกัมพูชาต้องพลัดถิ่นไม่มีที่อยู่อาศัย ซึ่งก่อนหน้านี้เขาเคยพูดว่าพลเรือนที่ต้องพลัดถิ่นมีจำนวนประมาณ 4 แสนคน แต่ในการกล่าวถ้อยแถลงครั้งนี้ กลับกลายเป็น 6.5 แสนคน

 

สีหศักดิ์ เผยว่าถ้อยแถลงของกัมพูชา ส่งผลให้ไทยจำเป็นต้องปรับถ้อยแถลงเพื่อตอบโต้และชี้แจงข้อเท็จจริง

 

“ด้วยความจำเป็นอีกครั้ง ผมจึงต้องปรับถ้อยแถลง เพื่อนำเรื่องราวของฝ่ายไทยมานำเสนอในที่ประชุม ความตั้งใจเดิม คือเราอยากพูดเรื่องสิทธิมนุษยชน เรื่องภัยคุกคามต่อสิทธิมนุษยชนอันเกิดจากขบวนการสแกม แต่ผมต้องตัดส่วนหนึ่งที่อยากจะพูดออก เพื่อไปพูดเรื่องไทย-กัมพูชา แทน” เขากล่าว

 

พร้อมทั้งเผยว่ารู้สึกเสียดายที่ต้องมาใช้เวลาในการตอบโต้ฝ่ายกัมพูชาทุกครั้ง ทั้งที่น่าจะมีเรื่องสร้างสรรค์ที่เกี่ยวกับเนื้อหาของการประชุมครั้งนี้ แต่กลายเป็นการโต้ตอบกันไปมา แต่ถ้าไทยจะไม่โต้ตอบก็คงไม่ได้ และจะปล่อยให้กัมพูชาเล่นงานฝ่ายเดียวไม่ได้เด็ดขาด

 

“มันก็เลยกลับไปสู่แบบเดิม คือการพูดอย่างทำอย่าง อันนี้คือวิธีการของฝ่ายกัมพูชา ซึ่งสามารถที่จะบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อสร้างความได้เปรียบให้แก่ฝ่ายกัมพูชาได้โดยตลอด”

 

สีหศักดิ์ เผยว่า เนื้อหาในการกล่าวถ้อยแถลงครั้งนี้ เหมือนกับที่กล่าวในการประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ โดยเขายืนยันว่า “ไทยมีความตั้งใจดีกับกัมพูชามาโดยตลอด โดยเป็นฝ่ายช่วยกัมพูชาให้ฟื้นฟูจากจากความขัดแย้ง ช่วยกัมพูชาให้ฟื้นฟูประเทศหลังจากที่ได้สันติภาพกลับคืนมา แต่ในท้ายที่สุด สิ่งที่ไทยได้รับกลับไม่ใช่มิตรไมตรีจากกัมพูชา”

 

เขาชี้ว่า ประเด็นความขัดแย้งที่กัมพูชาพูดถึงนั้นเกิดจากการที่กัมพูชาค่อยๆ รุกล้ำเข้ามาในเขตไทย มีการยั่วยุจนกระทั่งนำไปสู่ความขัดแย้ง

 

โดยสิ่งที่เกิดขึ้นเรียกได้ว่าเป็นการทดสอบความอดทนอดกลั้นของฝ่ายไทยพอสมควร จนถึงที่สุดจึงเกิดความขัดแย้งขึ้น ขณะที่ฝ่ายกัมพูชายังกระทำการต่างๆ แม้กระทั่งการเข้ามาก้าวก่ายในเรื่องการเมืองภายในของไทย

 

“เพราะฉะนั้น จึงเห็นได้ว่าในขณะนี้ ไทยและกัมพูชามีการหยุดยิง โดยสิ่งที่ต้องทำคือการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกันเพื่อที่จะได้เดินหน้าความสัมพันธ์ ซึ่งผมก็เน้นย้ำตรงนี้ แต่กลายเป็นว่าพอมีการหยุดยิง ฝ่ายกัมพูชาก็ยังพยายามให้เป็นประเด็นระหว่างประเทศ ทำให้โอกาสที่จะมีสันติภาพยิ่งห่างไกลยิ่งขึ้น” เขากล่าว

 

โดยเขาย้ำว่ากรอบการหยุดยิงตามที่ตกลงกันคือ ไทยและกัมพูชาจะคงกำลังของแต่ละฝ่ายอยู่ในตำแหน่งที่เป็นอยู่ในวันที่มีการหยุดยิง และหลังจากนั้นทั้งสองฝ่ายจึงจะมาคุยกันว่า จะแก้ไขปัญหาเรื่องเขตอะไรต่างๆ อย่างไร โดยเฉพาะในกรอบของคณะกรรมการชายแดนร่วม ซึ่งตอนนี้ไทยยังดำเนินการไม่ได้ เพราะว่าต้องเป็นการพิจารณาโดยรัฐบาลไทยชุดใหม่ที่จะมีการจัดตั้งขึ้นภายหลังการเลือกตั้ง เนื่องจากประเด็นเรื่องเขตแดนนั้นเป็นพันธกณี

 

“แน่นอนว่าไทยนั้นปรารถนาสันติภาพ แต่เราจะไม่ยอมในเรื่องของอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน เรื่องนี้เราต้องปกป้องไม่ว่าจะด้วยราคาสูงแค่ไหน”

 

รัฐมนตรีต่างประเทศ ยังชี้ว่าขึ้นอยู่กับกัมพูชา ว่าจะเลือกสันติภาพหรือความขัดแย้ง ที่มีความสูญเสียมากขึ้น

 

“ฝ่ายไทยอยากจะให้ความสัมพันธ์เดินหน้า ในขณะที่ฝ่ายกัมพูชากลับพูดอย่างทำอย่าง บอกว่าอยากจะฟื้นฟูความสัมพันธ์ แต่พอในเวทีระหว่างประเทศกลับใช้โอกาสเหล่านี้เพื่อกล่าวหาและบิดเบือนข้อเท็จจริง”

 

กังวลกัมพูชาแพร่ข่าวปลอม

 

สีหศักดิ์ ยังเผยว่าสิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุดตอนนี้สำหรับเรื่องไทยกัมพูชา คือข่าวปลอมซึ่งเผยแพร่กันในโซเชียลมีเดียและมาจากฝั่งกัมพูชาเป็นจำนวนมาก เช่น ข่าวที่ว่า นายกรัฐมนตรี ฮุน มาเนต ไปกล่าวที่การประชุมคณะกรรมการสันติภาพ (Border of Peace) เรียกร้องให้คณะกรรมการสันติภาพและประธานาธิบดีทรัมป์ มาแก้ไขความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา

 

“ปรากฏว่า เท่าที่ผมทราบคือกัมพูชาไม่ได้รับโอกาสให้พูดในที่ประชุม แล้วทำไมจึงมีข่าวนี้ออกมา ซึ่งน่าเป็นห่วงเพราะว่าเป็นข่าวปลอม ข่าวที่บิดเบือน เหมือนจะทำให้เกิดปัญหา และมาจากฝั่งกัมพูชาเยอะมาก ไอโอของกัมพูชานี่น่ากลัว”

 

นานาชาติเริ่มเข้าใจ กัมพูชาบิดเบือน

 

สำหรับคำถามที่ว่า การสื่อสารในเวทีระหว่างประเทศหลังจากนี้ อาจจะต้องมีการตอบโต้ไปมากับกัมพูชาอีกหลายครั้ง และฝ่ายไทยก็ต้องเตรียมความพร้อมในการสื่อสารกับเวทีระหว่างประเทศไปแบบนี้ในทุกๆ เวทีหรือไม่นั้น

 

สีหศักดิ์ ชี้ว่า หากไม่ทำเช่นนั้น ก็คงจะมีคำถามจากภายในประเทศไทยว่า “ทำไมเราปล่อยให้กัมพูชารุกฝ่ายเดียว”

 

“แน่นอนว่าไทยอยากจะมองไปข้างหน้า เราไม่อยากจะแลกหมัดต่อหมัด เพราะว่ามันไม่ได้สร้างสรรค์อะไร แต่มันก็ขึ้นอยู่กับกัมพูชา” เขากล่าว

 

ขณะที่สีหศักดิ์ เผยว่า ณ ตอนนี้ สิ่งที่กัมพูชาพูดบ่อยๆ นั้น คนฟังกลับรู้สึกไม่อยากฟัง เพราะมันสร้างความอึดอัดเช่นกัน โดยหลายประเทศอยากจะให้ไทยและกัมพูชา เดินหน้าในเรื่องของการหยุดยิง การสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและฟื้นฟูความสัมพันธ์มากกว่า

 

“อย่างในการประชุมอย่างไม่เป็นทางการของรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ที่เซบูที่ผ่านมา เดิมไม่มีระเบียบวาระเรื่องไทย-กัมพูชา แต่กัมพูชาก็ใส่เข้าไปในนาทีสุดท้าย แล้วก็ขอพูดฝ่ายเดียว ซึ่งที่ประชุมไม่มีใครสักคนที่ให้ความเห็นเพิ่มเติมเลย เพราะคงได้ยินสิ่งเหล่านี้มาหลายครั้งแล้ว และเห็นว่าสิ่งที่ดีที่สุดคือไทยกับกัมพูชาต้องแก้ไขปัญหาที่มีอยู่ระหว่างกัน ด้วยการเจรจา 2 ฝ่าย”

 

ส่วนข้อกังวลว่าสิ่งที่กัมพูชาพูดในเวทีนี้ จะทำให้นานาชาติอยู่ข้างกัมพูชา เขาไม่คิดว่าจะมีผลเช่นนั้น โดยมองว่าตอนนี้หลายฝ่ายเริ่มเข้าใจแล้ววิธีการของกัมพูชาและสิ่งที่กัมพูชาทำมาโดยตลอดนั้นถูกเปิดเผยแล้ว

 

กัมพูชาต้องการสร้างความชอบธรรม ขยายประเด็นสู่เวทีโลก

 

สำหรับคำถามว่าข้อกล่าวหาของกัมพูชาต่อฝ่ายไทย จะส่งผลอย่างไรในเชิงกฎหมาย ในแง่ของข้อต่อสู้ของไทยในเวทีระหว่างประเทศจากนี้ไป

 

สีหศักดิ์ ให้คำตอบว่า มีความเป็นไปได้ว่าการดำเนินการทั้งหมดนี้ กัมพูชาอาจจะต้องการที่จะสร้างความชอบธรรม ที่จะนำเรื่องนี้ไปสู่เวทีอื่นๆ อย่างเช่น ศาลโลก หรือเวทีต่างๆ ถึงแม้ว่าไทยจะไม่ได้ยอมรับอำนาจของศาลโลกในประเด็นที่เป็นเรื่องเขตแดนก็ตาม

 

โดยเขาชี้ว่า มีความจำเป็นที่จะต้องให้ท่าทีของไทยปรากฏออกมาสู่สายตานานาชาติด้วย เพราะถ้าหากมีการนำข้อกล่าวหาเหล่านี้ไปสู่เวทีระหว่างประเทศ อย่างน้อยสิ่งที่ไทยชี้แจงก็จะมีหลักฐานอยู่

 

“ไทยก็ไม่ได้ก็หวังว่าจะต้องมีความจำเป็นที่จะขยายไปสู่เวทีอื่นๆ แต่ก็ต้องเตรียมพร้อมไว้ก่อนด้วยการที่ต้องไปชี้แจง ในเรื่องที่กัมพูชากล่าวหา เช่น เรื่องการลอบวางทุ่นระเบิด หรือที่กัมพูชากล่าวหาว่า ไทยโจมตีโบราณสถานที่เป็นมรดกโลก ซึ่งไทยก็ต้องชี้แจงด้วยหลักฐานของเรา”

 

ขณะที่การกล่าวถ้อยแถลงของเขาในครั้งนี้ เป็นการแสดงท่าทีของรัฐบาลไทย ต่อหลายประเทศที่มาร่วมการประชุม และทำให้เห็นว่าเจตนาของไทยคืออะไร สิ่งที่ไทยจะดำเนินการเป็นอย่างไร ซึ่งไม่ได้เหมือนอย่างที่ฝ่ายกัมพูชากล่าวหา

 

หลังจากนี้ไทยต้องเตรียมรับมืออย่างไร

 

สำหรับท่าทีของกระทรวงการต่างประเทศในการเตรียมความพร้อมรับมือความเคลื่อนไหวของทางกัมพูชา ที่อาจใช้โอกาสในทุกๆ เวทีระหว่างประเทศเพื่อบิดเบือนข้อเท็จจริงและกล่าวหาไทย สีหศักดิ์ ชี้ว่าไทย มีการเตรียมความพร้อม 2 ทาง คือ

 

1. การเตรียมความพร้อมที่จะดำเนินการฟื้นฟูความสัมพันธ์อย่างเป็นขั้นเป็นตอน ซึ่งเรื่องนี้ต้องไปคุยกันในสภาความมั่นคงแห่งชาติ เพราะไม่ใช่แค่เรื่องของกระทรวงต่างประเทศ แต่ยังเกี่ยวข้องกับหน่วยงานความมั่นคงอื่นๆ และต้องเป็นการตัดสินใจในระดับสูง

 

“ไทยเราก็เตรียมพร้อม เพราะหวังว่าการหยุดยิงจะมีความยั่งยืน ไทยและกัมพูชาสามารถลดกำลังในพื้นที่ให้ไม่เกิดเหตุการณ์ปะทะ เมื่อรู้สึกว่ามันดีขึ้นแล้วก็ต้องเริ่มมองไปข้างหน้า”

 

2. การเตรียมพร้อมรับมือหากกัมพูชายังไม่หยุดบิดเบือนข้อเท็จจริง และพยายามไปพูดในทุกๆ โอกาส ซึ่งไทยต้องไม่พลาดที่จะไปชี้แจงข้อมูล แต่ข้อมูลของไทยต้องน่าเชื่อถือและไม่ใช่ข้อมูลที่เป็นการกล่าวหา

 

“สิ่งที่ผมพูด ก็จะพยายามใช้โทนที่ไม่รุนแรง เราพูดด้วยเหตุด้วยผล”

 

สีหศักดิ์ ยังชี้แจงถึงคำกล่าวในถ้อยแถลง ที่ระบุว่า กัมพูชา “demonise Thailand” หรือทำให้ไทยกลายเป็นปีศาจ หรือผู้ร้าย โดยยืนยันว่านั่นคือ ‘ข้อเท็จจริง’ เนื่องจากกัมพูชาพยายามที่จะให้โลกมองไทยในแง่ไม่ดี มองว่าไทยเป็นประเทศใหญ่ที่กลั่นแกล้งประเทศเล็ก ไทยเป็นผู้รุกราน ในขณะที่กัมพูชาเป็นฝ่ายที่ถูกกระทำ ทั้งที่รู้อยู่ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น กัมพูชามีส่วนอย่างมาก เช่น การรุกล้ำดินแดนเข้ามาทีละเล็กทีละน้อย และการยั่วยุต่างๆ ซึ่งปัจจุบันก็ยังเห็นอยู่ถึงแม้จะมีการหยุดยิง

 

“ไทยเป็นฝ่ายใช้ความอดทนอดกลั้นนะครับ หยุดยิงแล้วกัมพูชาก็มีการยิงเข้ามาฝั่งไทยอย่างน้อย 2-3 ครั้ง แล้วพอชี้แจงแต่ละครั้งก็ฟังไม่ขึ้น เช่น ทหารเมา แต่ครั้งล่าสุดเนี่ยเราคงอดกลั้นไม่ได้ และเราก็ต้องโต้ตอบบ้าง แต่การโต้ตอบของไทยนั้นเหมาะสมและได้สัดส่วน” สีหศักดิ์ กล่าว

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising