ซีอีโอ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT แถลงทิศทางธุรกิจในการดำเนินธุรกิจก๊าซธรรมชาติเหลว (Liquefied Natural Gas : LNG) ซึ่งบริษัทฯ ตั้งเป้าหมายยกระดับเป็น Global LNG Player พร้อมมองโอกาสขยายธุรกิจดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture and Storage: CCS) ในอนาคต
ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT กล่าวว่า บริษัทฯ วางเป้าหมายที่จะยกระดับผู้เล่น Global LNG Player เนื่องจากก๊าซธรรมชาติถูกวางให้เป็นเชื้อเพลิงสำคัญในช่วงเปลี่ยนผ่าน (Transition Fuel) โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียที่เป็นศูนย์กลางความต้องการขนาดใหญ่ของโลก
ขณะที่ประเทศไทยมีความได้เปรียบด้านความมั่นคงทางพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมสมบูรณ์ โดยมีโครงข่ายท่อส่งก๊าซความยาวกว่า 3,600 กิโลเมตร เชื่อมโยงในภูมิภาค และมี LNG Terminal ในประเทศถึง 2 แห่ง และกำลังก่อสร้างเพิ่มเติม ซึ่งแตกต่างจากยุโรปที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าเกือบทั้งหมด,
ทั้งนี้ด้วยประสบการณ์ของ PTT ที่เป็นผู้เล่นในตลาดก๊าซธรรมชาติมากว่า 30 ปี และมีเครือข่ายสำนักงานการค้าระหว่างประเทศอยู่ทั่วโลก ปตท. จึงมีแผนขยายบทบาทจากการเป็นเพียงผู้นำเข้าก๊าซเพื่อใช้ในประเทศ สู่การต่อยอดธุรกิจ Trading LNG ระดับโลก อย่างเต็มรูปแบบ
โดยบริษัทฯ ตั้งเป้าหมายเพิ่มปริมาณการเทรดดิ้ง LNG จากปี 2568 ที่ทำได้ประมาณ 2 ล้านตัน โดยคาดการณ์จะขยับขึ้นแตะ 3 ล้านตันในปีนี้ ซึ่งปัจจุบันบริษัทฯ มีสัญญาขายล่วงหน้าแล้วประมาณ 2.2 ล้านตัน ซึ่งภายในปี 2573 จะเพิ่มเป็น 10 ล้านตัน และทะยานสู่ 15 ล้านตัน ภายในปี 2578 ซึ่งธุรกิจนี้ถือเป็นธุรกิจที่มีความเสี่ยงต่ำ แต่สามารถสร้างกำไรได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ โดยในปี 2568 ที่ผ่านมาธุรกิจเทรดดิ้งซึ่งมาจากทั้งธุรกิจก๊าซธรรมชาติ และน้ำมัน รวมกันสามารถทำกำไรได้ในระดับประมาณ 4,500 ล้านบาท
ตั้งทีม ‘LNG Scale Up’ ศึกษาลงทุนนอก รุกทั้งฝั่ง Demand-Supply
โดยเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย 15 ล้านตัน ปตท. ได้จัดตั้งคณะทำงานขึ้นมาโดยเฉพาะในชื่อ LNG Scale Up เพื่อศึกษาโอกาสการลงทุนและขยายพอร์ตธุรกิจ
กลยุทธ์สำคัญคือการเข้าไปร่วมลงทุนในสัดส่วนประมาณ 5-10% ในโครงสร้างพื้นฐานของพันธมิตรระดับโลก ทั้งฝั่ง Supply เช่น โรงงานผลิตและแปลงก๊าซให้เป็นของเหลวในสหรัฐอเมริกาหรือตะวันออกกลาง และฝั่ง Demand เช่น สถานีรับก๊าซ (Regasification Terminal) ในประเทศที่มีความต้องการสูงอย่างจีน, ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้
ดร.คงกระพัน อธิบายว่า การเข้าไปลงทุนเพียงสัดส่วนเล็กน้อย จะช่วยให้ ปตท. ได้ ‘สิทธิ์’ ในการเข้าถึงปริมาณ (Volume) ก๊าซ LNG กลับมาทำเทรดดิ้ง
ทั้งความได้เปรียบของ ปตท. คือการทำ Optimization และ Arbitrage โดยอาศัยความเข้าใจทิศทางอุปสงค์และอุปทานของโลก ยกตัวอย่างเช่น หาก ปตท. มีโควต้าก๊าซจากแหล่งในสหรัฐฯ ที่ตั้งใจจะส่งมาขายในเอเชีย แต่เกิดสถานการณ์ที่ตลาดยุโรปมีความต้องการก๊าซสูงและให้ราคาดีกว่า ปตท. ก็มีศักยภาพที่จะสลับเส้นทางเรือ สามารถนำก๊าซไปทำกำไรในยุโรปได้ทันที แล้วจึงจัดหาก๊าซจากแหล่งอื่นมาส่งให้ลูกค้าในเอเชียแทน, การเทรดดิ้งที่มีสินค้าและโครงสร้างพื้นฐานรองรับจริงนี้ จะช่วยลดความเสี่ยงจากการผันผวนของตลาด และรับประกันความสามารถในการทำกำไร
ลุยธุรกิจ CCS จิ๊กซอว์สำคัญสู่ความยั่งยืน
นอกเหนือจากการรุกธุรกิจก๊าซ ปตท. ยังให้ความสำคัญกับธุรกิจการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) เนื่องจากประเมินแล้วว่า ประเทศไทยจะไม่มีทางบรรลุเป้าหมายการลดคาร์บอนได้เลยหากไม่มีเทคโนโลยีนี้ โดยกลุ่ม ปตท. ตั้งเป้าที่จะใช้ CCS และพลังงานทางเลือกอย่างไฮโดรเจน เข้ามาช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ถึง 45%
ปัจจุบัน ปตท. เตรียมดำเนินโครงการนำร่องที่แหล่งก๊าซอาทิตย์ในอ่าวไทย ซึ่งตั้งเป้ากักเก็บคาร์บอนให้ได้ประมาณ 1 ล้านตัน และอยู่ระหว่างประเมินศักยภาพแหล่งกักเก็บอื่น ๆ เพิ่มเติม ทั้งในหลุมก๊าซเก่าที่หมดอายุ และชั้นหินอุ้มน้ำเค็มใต้ดิน (Saline Aquifer) ใต้ทะเล ซึ่งคาดว่าอาจกักเก็บได้สูงถึง 5-10 ล้านตันต่อปี
โดยโครงสร้างพื้นฐานด้าน CCS ของไทยยังได้รับความสนใจจากต่างประเทศ โดยระดับรัฐมนตรีของสิงคโปร์ได้เข้ามาหารือถึงความเป็นไปได้ในการส่งคาร์บอนมาเก็บที่ไทย เนื่องจากสิงคโปร์ไม่มีพื้นที่จัดเก็บ ซึ่ง ปตท. ต้องเตรียมความพร้อมเพื่อแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียและอินโดนีเซียที่เริ่มดำเนินการไปแล้ว
อย่างไรก็ตาม ดร.คงกระพัน ย้ำว่า ธุรกิจ CCS จะเกิดขึ้นจริงได้ ภาครัฐต้องเข้ามามีบทบาท “บูรณาการ” อย่างจริงจัง โดยเสนอให้มีหน่วยงานกลางที่ทำหน้าที่เบ็ดเสร็จ เพื่ออำนวยความสะดวกเรื่องใบอนุญาตที่ปัจจุบันยังไม่มีข้อกำหนดชัดเจน
นอกจากนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือการรักษาสมดุลระหว่างบทลงโทษและแรงจูงใจ หากต้นทุนการปล่อยคาร์บอนทิ้งเฉยๆ เช่น ภาษีคาร์บอน ยังมีราคาถูกกว่าต้นทุนในการกักเก็บ ธุรกิจ CCS ย่อมไม่เกิด ภาครัฐจึงจำเป็นต้องพิจารณาออกมาตรการส่งเสริมการลงทุน เงินอุดหนุน หรือกองทุนสนับสนุนในช่วงเริ่มต้น เช่นเดียวกับที่สหรัฐอเมริกาและยุโรปใช้ เพื่อให้โครงการมีจุดคุ้มทุนและดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากภาคเอกชนได้


