×

กฎหมายรัก: หนึ่งปีของสมรสเท่าเทียมในประเทศไทย กับภารกิจที่ต้องทำต่อ

15.02.2026
  • LOADING...
ภาพประกอบคู่รักเฉลิมฉลองครบรอบหนึ่งปี กฎหมายสมรสเท่าเทียมในประเทศไทย

ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ของทุกปี ทั้งโลกต่างหันมาเฉลิมฉลองให้กับความรัก ผ่านช่อดอกไม้ บรรยากาศคู่รักและคำมั่นสัญญา แต่วันวาเลนไทน์ในประเทศไทยปีนี้มีความหมายลึกซึ้งกว่าที่เคย เพราะยังเป็นการเฉลิมฉลองให้กับการครบรอบหนึ่งปีเต็มของการบังคับใช้กฎหมายสมรสเท่าเทียมของประเทศไทย

 

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2568 ประเทศไทยได้สร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญด้วยการกลายเป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ประกาศบังคับใช้กฎหมายสมรสเท่าเทียม ซึ่งเป็นการรับรองการสมรสของคู่รักทุกคู่โดยไม่จำกัดเพศสภาพ นับตั้งแต่วันนั้น คู่รักผู้มีความหลากหลายทางเพศหลายพันคู่ได้จดทะเบียนสมรสอย่างถูกต้องตามกฎหมาย นำมาซึ่งสิทธิสภาพที่เคยเอื้อมไม่ถึง ทั้งในด้านการสืบทอดมรดก การตัดสินใจด้านการรักษาพยาบาล และการสร้างรากฐานชีวิตครอบครัวที่มั่นคง

 

ก้าวสำคัญครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน แต่เป็นผลลัพธ์จากการเดินทางเพื่อพิทักษ์สิทธิของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศอันยาวนาน ตั้งแต่การวางรากฐานในรัฐธรรมนูญไปจนถึงพระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558 ซึ่งกฎหมายสมรสเท่าเทียมฉบับนี้ได้เป็นเครื่องยืนยันที่ชัดเจนที่สุดถึงเจตจำนงของประเทศไทย อีกทั้งการปรับเกณฑ์อายุขั้นต่ำในการสมรสขึ้นเป็น 18 ปี ยังเป็นการยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองสิทธิเด็กของประเทศให้สอดคล้องกับหลักสากล

 

หากมองในระดับสากล ประเทศไทยเข้าร่วมเป็นหนึ่งใน 37 ประเทศทั่วโลกที่รับรองสิทธิการสมรสของคู่รักเพศเดียวกันเมื่อปีที่ผ่านมา สถิตินี้สะท้อนให้เห็นถึงความก้าวหน้าที่สำคัญ แต่ในขณะเดียวกันก็ฉายภาพความเป็นจริงว่าความเท่าเทียมทางกฎหมายยังคงเป็น ‘ข้อยกเว้น’ มากกว่าจะเป็น ‘บรรทัดฐาน’ ในนานาประเทศ

 

สำหรับในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ย่างก้าวนี้ของไทยสำคัญต่อภูมิภาค เนื่องจากการคุ้มครองสิทธิของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศทางกฎหมายยังไม่ครอบคลุมทั้งภูมิภาค มากไปกว่านั้นบางพื้นที่ยังเผชิญกับแรงต้าน ที่ทำให้การยอมรับทางสังคมในบางพื้นที่รุดหน้าเร็วกว่าการคุ้มครอง ก่อให้เกิดช่องว่างในการเข้าถึงสวัสดิการและการคุ้มครอง ทั้งในสถานศึกษา ที่ทำงาน และการบริการสาธารณะ

 

สถานการณ์นี้ยิ่งท้าทายมากยิ่งขึ้นในยุคดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) รายงาน The Next Great Divergence ของ UNDP ได้ย้ำเตือนว่า หากปราศจากนโยบายที่คิดรอบคอบ การเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีอาจกลับขยายช่องว่างความเหลื่อมล้ำมากกว่าที่จะลดช่องว่างเหล่านี้ โดยเฉพาะกับกลุ่มคนที่ถูกกีดกันทางสังคมอยู่ก่อนแล้ว เมื่อระบบการศึกษา กระบวนการคัดเลือกบุคลากร และกระแสสังคมถูกกำหนดโดยแพลตฟอร์มดิจิทัลมากขึ้น ซึ่งแพลตฟอร์มดิจิทัลอาจยังไม่มีระบบหรือการจัดการที่ป้องกันอคติ ดังนั้นความเท่าเทียมของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ โดยเฉพาะเยาวชนที่มีความหลากหลายทางเพศ จึงขึ้นอยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้นในพื้นที่ออนไลน์ พอๆ กับเนื้อหากฎหมายที่ถูกบัญญัติขึ้น

 

ซึ่งข้อมูลล่าสุดจากประเทศไทยสะท้อนว่าช่องว่างระหว่างกระบวนการทางกฎหมายกับประสบการณ์จริงของผู้คนยังมีอยู่ รายงาน ‘การทนรับแต่ไม่ยอมรับ’ (Tolerance but Not Inclusion) ของ UNDP ปี 2562 ระบุว่า ครึ่งหนึ่งของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศที่ร่วมตอบแบบสอบถามยังคงเผชิญกับการเลือกปฏิบัติภายในครอบครัวของตนเอง ในมิติด้านการศึกษาพบว่า นักเรียนผู้มีความหลากหลายทางเพศร้อยละ 41 และผู้หญิงข้ามเพศถึงร้อยละ 61 เคยถูกเลือกปฏิบัติในโรงเรียน ยิ่งไปกว่านั้น ร้อยละ 42 ยอมรับว่าจำเป็นต้องปิดบังตัวตนที่แท้จริงเพื่อให้ได้รับการยอมรับจากสังคม สถานการณ์การถูกกีดกันที่เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงวัยแรกเริ่มและเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นนี้จำกัดโอกาสและผลลัพธ์ทางการศึกษา การมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจ และความเป็นอยู่ที่ดีในระยะยาว ดังนั้นหนึ่งปีหลังจากการประกาศใช้กฎหมายสมรสเท่าเทียมจึงเป็นเวลาที่เราจะสำรวจว่า สถานการณ์กำลังเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้นหรือไม่

 

โดยสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นชัดเจนว่า การแก้ไขกฎหมายเป็นก้าวแรก แต่การทำให้ความเท่าเทียมเกิดขึ้นเป็น ‘ประสบการณ์จริง’ ของผู้คนคือก้าวถัดไป ซึ่งจะเกิดขึ้นได้จากสังคมที่ถูกออกแบบและกำกับดูแลอย่างรอบคอบ โรงเรียนต้องป้องกันการเลือกปฏิบัติ สถานที่ทำงานต้องป้องกันการเลือกปฏิบัติเช่นเดียวกัน ที่ไม่ใช่แค่เพียงในนโยบาย แต่คือการสร้างระบบดิจิทัลที่โอบรับความหลากหลาย เช่น กระบวนการสรรหาและคัดเลือกบุคลากร และการบริหารผลการปฏิบัติงาน (Performance) ของพนักงาน

 

ภาคธุรกิจไทยต่างมองเห็นกฎหมายสมรสเท่าเทียมเป็นโอกาสในการสร้างจุดยืนทางเศรษฐกิจของไทย ผ่านการเป็นจุดหมายปลายทางที่ปลอดภัยและต้อนรับคนทำงานและนักเดินทางทั่วโลก ผลการศึกษาจากแพลตฟอร์ม Agoda คาดการณ์ว่ากฎหมายสมรสเท่าเทียมจะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้นถึง 4 ล้านคนต่อปี และสร้างรายได้หมุนเวียนทางการท่องเที่ยวกว่า 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในแต่ละปี

 

ด้วยการทำงานด้านธุรกิจและสิทธิมนุษยชนของ UNDP อย่างการพัฒนา ‘คู่มือการสร้างองค์กรที่โอบรับความหลากหลาย’ (Inclusion Toolkit for Organizations and Business) ร่วมกับพันธมิตรอย่าง Workplace Pride และสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้วยทุนสนับสนุนจากรัฐบาลประเทศแคนาดา ภาคธุรกิจไทยกำลังเริ่มตระหนักว่า แนวปฏิบัติที่โอบรับความหลากหลายช่วยกระตุ้นนวัตกรรม การรักษาไว้ซึ่งบุคลากร และความสามารถในการฟื้นตัวขององค์กร ภาคเอกชนเหล่านี้กำลังมีส่วนสำคัญในการเปลี่ยน ‘ความชัดเจนทางกฎหมาย’ ให้กลายเป็น ‘ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ’ ในขณะที่กลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศในประเทศไทยซึ่งมีจำนวนสูงถึง 1.6 ล้านคน กำลังก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงานและกำลังเติบโต

 

หนึ่งปีนับจากการบังคับใช้กฎหมายสมรสเท่าเทียมในประเทศไทย ไทยยังคงเป็นต้นแบบของภูมิภาค แต่กฎหมายจะดำรงอยู่อย่างมั่นคงได้ก็ต่อเมื่อสังคมร่วมกันโอบอุ้มและยึดถือเป็นวัตรปฏิบัติ ตราบใดที่การปฏิรูปกฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติและการรับรองอัตลักษณ์ทางเพศยังคงอยู่ระหว่างการพิจารณา เราทุกคนยังมีภารกิจที่ต้องร่วมกันสานต่อเพื่อให้ความเท่าเทียมแผ่ขยายไปสู่ทุกอณูของสังคม ทั้งในบ้าน โรงเรียน ที่ทำงาน และพื้นที่ดิจิทัล

 

วันวาเลนไทน์ปีนี้จึงไม่ใช่เพียงการเฉลิมฉลองความรักที่กฎหมายรับรองเท่านั้น แต่คือเครื่องเตือนใจว่า ‘ความเท่าเทียม’ เกิดขึ้นจากการตัดสินใจในทุกๆ วันของเราทุกคน และความก้าวหน้าที่เราคว้ามาได้นั้น จำเป็นต้องถูกขับเคลื่อนต่อไปอย่างเข้มแข็ง

 

สุขสันต์วันวาเลนไทน์ สุขสันต์ทุกความรักอย่างเต็มภาคภูมิ

 

ภาพ: UNDP

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising