×

The Kaiser มิชาเอล ชูมัคเกอร์ ตำนานจักรพรรดิแดงแห่ง F1

15.02.2026
  • LOADING...
มิชาเอล ชูมัคเกอร์ นักแข่งรถฟอร์มูลาวันระดับตำนาน ในชุดแข่งและหมวกกันน็อกของทีมเฟอร์รารี

ในปี 2020 ‘เอฟวัน’ ได้ทำการเปิดให้แฟนๆ ทั่วโลกโหวตในหัวข้อ ‘ผู้ทรงอิทธิพลสูงสุดในประวัติศาสตร์ของเอฟวัน’

 

ท่ามกลางชื่อของสุดยอดนักขับและบุคคลระดับตำนานมากมายถึง 32 คนที่ถูกคัดเลือกจากประวัติศาสต์การแข่งขันที่ยาวนานถึง 70 ปี โดยบรรดาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการยอมรับอย่างสูงในวงการ ปรากฏชื่อของ เอ็นโซ เฟอร์รารี, เซอร์ แฟรงค์ วิลเลียมส์, ไอร์ตัน เซนนา, นิกิ เลาดา, เอเดรียน นิวอี และเบอร์นี เอคเคิลสโตน และอีกมากมาย โดยวัดกันในการโหวตแบบทัวร์นาเมนต์ ผ่านเข้ามาเป็นรอบๆ

 

คนที่เป็นผู้ชนะในหัวข้อประวัติศาสตร์นี้คือ มิชาเอล ชูมัคเกอร์

 

ผู้สื่อข่าวผู้คร่ำหวอดในวงการอย่าง มาร์ค ฮิวจ์ส (คนละคนกับอดีตกองหน้าปีศาจแดงนะครับ!) วิเคราะห์ถึงสาเหตุที่ทำให้ ’The Kaiser’ ตำนานแชมป์โลก 7 สมัยคนแรก (และยังไม่มีใครแซงไปได้) ชนะทุกคนไม่ได้อยู่แค่เพียงเรื่องของความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่เท่านั้น

 

แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่ ‘ชูมี’ ไม่เคยจำนนต่ออะไรทั้งนั้น

 

เขาจะเป็นผู้กำหนด ‘โชคชะตา’ ของตัวเองเสมอ

 

ชะตาระดับ ‘จักรพรรดิ์’ ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของโลกเอฟวัน

 

มิชาเอล ชูมัคเกอร์ นักแข่งรถฟอร์มูลาวันระดับตำนาน ในชุดแข่งและหมวกกันน็อกของทีมเฟอร์รารี 1

 

ความจริงอย่างแรกสำหรับคนที่คิดฝันอยากจะเป็นนักขับรถแข่งฟอร์มูลาวัน (F1) ที่ต้องถามตัวเองไม่ใช่แค่เรื่องของความรักหรือฝีไม้ลายมือในการขับขี่

 

แต่คือคำถามที่เจ็บและจุกว่าคุณมีเงินมากพอหรือเปล่าครับ?

 

เพราะการจะค่อยๆ ไต่เต้าในวงการนักแข่งจากระดับรถโกคาร์ตไปสู่ระดับอาชีพไล่ไปจาก F3, F2 และ F1 นั้นล้วนแต่ใช้เงินทุนมหาศาล และบนโลกใบนี้มีเพียงคนแค่ ‘หลักสิบ’ เท่านั้นที่จะสามารถไปสู่จุดสูงสุดของห่วงโซ่นี้ได้

 

ดังนั้นถ้าครอบครัวไม่ได้มีเงินมากพอ การเป็นนักแข่งรถไม่ใช่สิ่งที่คุณจะฝันถึงได้

 

แต่มันก็ไม่ใช่แบบนั้นเสมอไป เพราะบนโลกใบนี้ยังมีนักแข่งที่ไม่ได้เกิดในครอบครัวที่มั่งมีอะไร หากแต่เป็นครอบครัวของชนใช้แรงงาน (Working class) จริงๆ อย่าง มิชาเอล ชูมัคเกอร์อยู่ด้วย

 

ครอบครัวชูมัคเกอร์ ซึ่งบ้านอยู่ในเมืองเฮิร์ธ (Hurth) ประเทศเยอรมนีตะวันตก พ่อของเขาเคยเป็นช่างก่ออิฐก่อนที่จะมาเปิดสนามรถแข่งเล็กๆ ขณะที่แม่ของเขาเปิดโรงอาหารอยู่ ถ้าถามว่าพออยู่พอกินไหมก็เรียกว่าไม่ได้ลำบาก แต่ก็ไม่ได้ถึงกับพร้อมที่จะลงทุนกับอนาคตและความฝันของลูกชาย

 

เพียงแต่จากจุดเริ่มต้นที่พ่อซึ่งเก่งเรื่องการช่างลองดัดแปลงเอาเครื่องยนต์รถมอเตอร์ไซค์เล็กๆ ติดเข้ากับรถถีบสี่ล้อคันเก่งของเขาที่ปกติจะถีบเล่นแถวบ้าน การขี่ครั้งแรกมันอาจจะไม่น่าประทับใจนักเพราะชูมีน้อยไปชนเข้ากับเสาไฟเต็มๆ! แต่มันก็เป็นเหมือนกริดสตาร์ทสำหรับความมหัศจรรย์ครั้งใหม่

 

มิชาเอลค่อยๆ เรียนรู้ทักษะการขับขี่อย่างรวดเร็ว และเริ่มลงแข่งขันก่อนจะคว้าแชมป์แรกในวัย 6 ขวบและเก่งขึ้นเรื่อยๆ จนคิดที่จะเข้าวงการนักแข่งอย่างจริงจัง แต่ปัญหาคือครอบครัวส่งเสียทางนี้ต่อไปไม่ไหวแล้วเพราะค่าใช้จ่ายในการแข่งขันสูงขึ้นเกินความสามารถ

 

โชคดีที่มีนักธุรกิจท้องถิ่นมองเห็นความสามารถและหยิบยื่นมือมาช่วยเหลือ ให้ทุนได้ก้าวเดินต่อไปในเส้นทางนี้

 

ปัญหาต่อมาในประเทศเยอรมนีตะวันตกเวลานั้นกฎหมายระบุว่าคนจะสอบใบขับขี่ได้ต้องอายุครบ 14 ปีก่อนเท่านั้น ซึ่งชูมีไม่อยากรอ

 

สิ่งที่เขาทำคือการไปสอบใบขับขี่ที่ลักเซมเบิร์ก ซึ่งอนุญาตให้ทำได้ตั้งแต่อายุ 12 ปีแทน (แต่ก็กลับมาสอบใบขับขี่ในเยอรมนีอีกรอบ) ก่อนจะสร้างชื่อเสียงในวงการด้วยการกวาดแชมป์ในระดับประเทศและทวีปยุโรปได้สำเร็จในปี 1987

 

มิชาเอล ชูมัคเกอร์ นักแข่งรถฟอร์มูลาวันระดับตำนาน ในชุดแข่งและหมวกกันน็อกของทีมเฟอร์รารี 2

 

ระหว่างนั้นชูมัคเกอร์ลาออกจากโรงเรียนเพื่อมาทำงานเป็นช่างซ่อมรถฝึกหัดไปด้วย ในระหว่างที่อดทนรอโอกาสที่จะได้เข้าสู่การเป็นนักแข่งอาชีพอย่างเต็มตัว ซึ่งก็ไม่ได้นานเกินรอเขาได้โอกาสจริงๆ และมาฉายแสงในปี 1990 ด้วยการคว้าแชมป์ระดับฟอร์มูลา 3 (F3)

 

รางวัลของผู้ชนะเล็กๆ ในวันนั้นคือการได้เซ็นสัญญาเข้าทีม Mercedes ซึ่งถึงแม้สัญญานั้นจะเริ่มจากการเป็นในฐานะนักขับรถสปอร์ตของทีมก่อนก็จริง แต่ในปีถัดมาโลกก็ได้เห็นการแจ้งเกิดที่สุดแสนพิเศษจากนักขับดาวรุ่งคนนี้

 

เรื่องนี้เป็นเรื่องเล่าในระดับตำนานเลยครับ!

 

ในเดือนสิงหาคมปี 1991 ซึ่งเป็นช่วงกลางฤดูกาล ทีมรถแข่ง Jordan จำเป็นต้องหานักขับเพื่อมาทำหน้าที่แทน แบร์ทรองด์ การ์โชต์ ที่มีปัญหาในเรื่องคดีความกับคนขับรถแท็กซี่ในลอนดอนในรายการแข่งเบลเยียม กรังด์ปรีซ์ ที่สนามสปา ในเวลานั้นหัวหน้าทีม เอ็ดดี จอร์แดน มองตัวเลือกแรกไว้ที่ สเตฟาน โยฮันส์สัน ที่เหมาะสมที่สุด

 

แต่การเจรจาเป็นไปอย่างยากลำบากเพราะโยฮันส์สัน เรียกร้องค่าตอบแทน ทำให้ต้องมองหาตัวเลือกใหม่และไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ชื่อของไอ้หนู มิชาเอล ชูมัคเกอร์ ถูกหยิบยกขึ้นมาด้วย แม้ว่าจะไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อนและเป็นแค่นักขับในระดับรองของทีม Mercedes

 

จอร์แดน ติดต่อไปยังวิลลี เวเบอร์ หัวหน้าทีม ‘ศรเงิน’ (Silver Arrows) เพื่อสอบถามว่าจะขอซื้อตัวเด็กคนนี้มาร่วมทีมได้ไหม? แต่ก็อยากเช็กข้อมูลอีกสักหน่อยด้วยว่าชูมัคเกอร์มีประสบการณ์และความพร้อมแค่ไหน

 

“เด็กคนนี้เคยขับที่สปามาบ้างหรือเปล่า?”

 

ถ้าตอบตามเป็นจริงชูมีก็คงไม่ได้โอกาสนั้น (และ Mercedes ก็อาจจะอดรายได้ไปด้วย) ด้วยไหวพริบแกมโกงนิดหน่อยเวเบอร์ตอบไปว่า “เขาน่าจะขับมาเป็น 100 ครั้งแล้ว”

 

แต่ความจริงคือชูมัคเกอร์ไม่เคยลงสนามที่นี่มาก่อนเลย และเขาก็ไม่เคยขับรถระดับเอฟวันมาก่อนด้วย แต่เมื่อทุกฝ่ายหลวมตัวกันไปแล้วก็ต้องเดินหน้าต่อไป และชูมีก็ไม่กลัวที่จะเป็นคนขีดเส้นทางของโชคชะตาด้วยตัวเอง

 

ถึงจะไม่เคยขับรถแข่งที่ทรงพลังที่สุดมาก่อนแต่เขาควบคุมมันได้ดีเกินความคาดหมาย

 

และถึงจะไม่เคยขับที่สปาเลย แถมรุ่นพี่ในทีมที่ได้รับคำร้องขอให้พาเขานั่งรถสำรวจเส้นทางเพื่อทำความคุ้นเคยและความเข้าใจกับสนามก็ไม่ได้ทำตามคำขอด้วย แต่สิ่งที่ชูมีทำคือการปั่นจักรยานสองล้อแบบพับ (ล้อเล็กๆ) จากที่ทำการของ Mercedes ที่ถึงจะตั้งอยู่ไม่ไกลจากสนามในเบลเยียม แต่การจะปั่นด้วยสองล้อพับนั้นไกลและกินแรงอย่างมาก

 

แต่เขาก็ทำได้และได้ลองขี่สำรวจเส้นทางจนครบและพอใจ

 

สิ่งที่เกิดขึ้นต่อมาคือการแจ้งเกิดอย่างร้อนแรง ชูมัคเกอร์เข้าที่ 7 ในรอบควอลิฟาย และมีลุ้นจะขึ้นโพเดียมด้วยซ้ำ แต่สุดท้ายต้องยอมถอนตัวจากการแข่งขันเสียก่อนเพราะรถคลัตช์เสียทั้งๆ ที่เหลือแค่อีกนิดเดียวจะถึงเส้นชัย

 

สุดท้ายถึงจะต้องถอนตัวจากการแข่งแต่ฟอร์มการขับขี่ของเขาคือจุดเริ่มต้นของตำนาน ‘จักรพรรดิ์’ ผู้ยิ่งใหญ่ของเอฟวัน

 

ที่เวลานั้นใครหลายคนอาจจะยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดกำลังจะกำเนิดขึ้น

 

(ก็เลยอยากปูพื้นให้สักหน่อยสำหรับคนที่อาจจะไม่ทันเรื่องราวของชูมี)

 

มิชาเอล ชูมัคเกอร์ นักแข่งรถฟอร์มูลาวันระดับตำนาน ในชุดแข่งและหมวกกันน็อกของทีมเฟอร์รารี 3

 

ชูมัคเกอร์ไม่ได้กลับไปแข่งให้กับทีม Jordan อีกครับ เพราะหลังจากสนามสปา เขาถูก Benetton กระชากตัวไปร่วมทีมแทน

 

แชมป์สนามแรกของเขามาในปี 1992 ซึ่งยังคงเป็นที่สนามสปา ซึ่งกลายเป็นสนามแห่งความทรงจำของเขา

 

ก่อนที่ชูมัคเกอร์จะก้าวทะยานขึ้นมาเป็นนักแข่งระดับหัวแถวของวงการอย่างรวดเร็ว และขึ้นเป็นแชมป์โลกสมัยแรกในปี 1994

 

เพียงแต่แชมป์โลกหนนั้นถูกมองว่ามี ‘มลทิน’ เพราะนอกจาก Benetton จะถูกตั้งข้อสงสัยในเรื่องของการทำผิดกฎ และที่สำคัญคือในสนามตัดสินแชมป์ที่แอเดอเลด ออสเตรเลีย ชูมัคเกอร์ถูกมองว่า ‘จงใจ’ ในการขับชนคู่แข่งโดยตรงอย่าง เดมอน ฮิลล์

 

อย่างไรก็ตาม ในปีถัดมา ชูมัคเกอร์พิสูจน์ตัวเองอีกครั้งด้วยการคว้าแชมป์โลกฤดูกาล 1995 แบบสง่างาม

 

ก่อนที่เขาจะตัดสินใจทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด ด้วยการตัดสินใจย้ายไปร่วมทีม Scuderia Ferrari ทีมระดับตำนานที่เหลือแต่ชื่อในเวลานั้น เพราะตกต่ำมาอย่างยาวนาน ทีมอยู่ในสภาพย่ำแย่ และไม่เคยได้แชมป์โลกอีกเลยนับจาก โจดี เชคเตอร์ คว้าแชมป์ได้ในปี 1979

 

พูดง่ายๆ คืออยู่กับแชมป์โลกดีๆ เปลี่ยนไปอยู่กับทีมฟอร์มไม่ดีแทนเสียอย่างนั้น!

 

แต่ในเบื้องหลังแล้ว แรงจูงใจ (นอกจากรายได้) คือคำมั่นสัญญาของ Ferrari ที่พร้อมจะสนับสนุนชูมัคเกอร์ทุกอย่างที่ร้องขอ สร้างทีมโดยมีเขาเป็นจุดศูนย์กลาง ซึ่งสำหรับนักขับชาวเยอรมันในเวลานั้นเป็นคำมั่นและความท้าทายที่น่าดึงดูดใจอย่างมาก

 

ฤดูกาล 1996 ชูมัคเกอร์ไม่สามารถป้องกันแชมป์โลกของเขาได้ก็จริงครับ แต่เขาคว้าแชมป์ได้ถึง 3 สนาม ทั้งๆที่รถ F310 ของ Ferrari ในเวลานั้นห่างไกลจากความเป็นม้าลำพองมาก ออกไปในทางม้านอนหาวมากกว่า แต่ชูมีสามารถขับ ‘รถกระป๋อง’ แบบนั้นเข้าเส้นชัยได้ถึง 3 สนาม

 

ในความเห็นของคนในวงการมองว่า 3 แชมป์ในฤดูกาลนั้นมาจากพรสวรรค์ของเขาล้วนๆ และเป็นความสำเร็จที่มหัศจรรย์ยิ่งกว่าการคว้าแชมป์โลกอีก 5 สมัยในเวลาต่อมาด้วยซ้ำ

 

แต่ถึงอย่างนั้นชูมัคเกอร์และ Ferrari ต้องใช้เวลาพอสมควรในการก่อร่างสร้างทุกอย่างขึ้นมาใหม่ทั้งหมด จนเมื่อทุกอย่างพร้อมก็ไม่มีอะไรหยุดพวกเขาได้อีก

 

ตั้งแต่ฤดูกาล 2000-2004 ชูมัคเกอร์ควบม้าลำพองทะยานคว้าแชมป์โลกติดต่อกัน 5 สมัย ทำลายสถิติแชมป์โลกสูงสุดตลอดกาลที่ยืนยาวมากว่า 50 ปีของ ฮวน มานูเอล ฟานจิโอ ลงได้อย่างราบคาบ และทุบเกือบทุกสถิติของวงการในเวลานั้น

 

‘The Red Baron’ คือสมญาของแชมป์โลก 5 สมัยกับทีมเฟอร์รารี และรวมแชมป์โลกทั้งหมด 7 สมัยซึ่งยังยืนยงจนถึงปัจจุบัน มีเพียงลูอิส แฮมิลตัน คนเดียวเท่านั้นที่ขึ้นมาทาบชั้นได้

 

มิชาเอล ชูมัคเกอร์ นักแข่งรถฟอร์มูลาวันระดับตำนาน ในชุดแข่งและหมวกกันน็อกของทีมเฟอร์รารี 4

 

ใต้ความสำเร็จของชูมัคเกอร์ สิ่งที่ทำให้เขาเป็นดังจักรพรรดิ์ของวงการมีหลายเหตุผลซ่อนอยู่ด้วยกัน

 

อย่างแรกนี่คือนักขับที่ไม่เคยย่อท้อต่ออะไรเลย ไม่ว่าจะมีอุปสรรคอะไรก็พร้อมเผชิญหน้าทุกอย่าง ซึ่งจะเห็นได้จากช่วงก่อนจะได้เข้ามาเป็นนักแข่งรถอาชีพ ไปจนถึงวันที่ตัดสินใจขอย้ายไปอยู่กับ Ferrari

 

ชูมียังเป็นนักขับที่ได้รับการยกย่องในเรื่องของความเป็นมืออาชีพ การเตรียมความพร้อมทุกอย่างต้องอยู่ในระดับสูงสุดไม่ว่าจะทางร่างกาย (Physical) และจิตใจ (Mental) ที่เป็นสิ่งที่สร้างความแตกต่างระหว่างเขากับคนอื่น

 

โดยเฉพาะในเวลาที่อยู่ในสนามแข่ง ที่นอกจากจะขับได้เนี้ยบสุดๆ ขับได้เก่งทุกสภาพสนาม โดยเฉพาะสนามเปียกวันฝนตก ถ้าเขาอยากเอาชนะใคร คนนั้นก็ยากที่จะรอดไปได้ เพราะชูมีจะใช้จิตวิทยาทำให้เห็นว่า ไม่มีวันที่คู่แข่งจะเอาชนะเขาได้ เป็น Winning mentality ที่หลายคนรู้จักในเวลานี้นั่นเอง

 

นอกจากนี้ เขายังเป็นคนที่ใส่ใจในทุกรายละเอียด ให้ความเห็นกับทีมงานในการปรับจูนรถแข่งให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งมีส่วนช่วยได้มาก

 

ชูมีอาจจะไม่ได้เป็นนักแข่งที่เป็นที่รักยิ่งของทุกคนด้วยบุคลิกและตัวตนที่ก็มีคนไม่ถูกใจบ้าง แต่ในอีกด้านสิ่งที่เขาเป็นก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นสิ่งที่ทำให้เขาคือหนึ่งในผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดของวงการ และเป็นหนึ่งในสุดยอดนักกีฬาของโลก

 

การประสบอุบัติเหตุในการเล่นสกีจนอาการสาหัสในปี 2013 ของเขาจึงเป็นเรื่องที่น่าเศร้าและน่าเสียดายที่สุดเรื่องหนึ่ง

 

เพราะหลังจากวันนั้นแม้เขาจะรอดชีวิตมาได้ แต่ก็ไม่มีใครเคยได้เห็นชูมีปรากฏตัวอีกเลย

 

ทั้งๆ ที่วันนี้โลกของเอฟวันกำลังทะยานไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง แต่คนที่แหลมคมที่สุดคนหนึ่งของโลกต้องพักรักษาตัวกับครอบครัวอย่างเงียบๆ

 

แต่ความเงียบสงบก็อาจเป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้วสำหรับชูมีและครอบครัวในวันนี้

 

ด้วยหวังว่าสักวัน เมื่อเขาพร้อม เราจะได้กลับมาพบกันอีกครั้งครับ

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising