สำนักพระราชวังระบุว่า สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 แห่งสหราชอาณาจักร หรือ คิงชาร์ลส์ที่ 3 ทรงพร้อมสนับสนุนตำรวจอังกฤษในการตรวจสอบข้อกล่าวหาที่ว่า แอนดรูว์ เมานต์แบตเทน-วินด์เซอร์ น้องชายของพระองค์ ได้แบ่งปันข้อมูลลับทางราชการให้กับ เจฟฟรีย์ เอปสตีน (Jeffrey Epstein) ผู้ล่วงลับ โดยพระองค์ทรงแสดง ‘ความกังวลอย่างยิ่ง’ ต่อข้อกล่าวหาที่ปรากฏออกมา
ส่วนรายละเอียดของข้อกล่าวหานั้น เอกสารจากกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เปิดเผยว่าในปี 2010 ขณะที่แอนดรูว์ดำรงตำแหน่งทูตการค้าของสหราชอาณาจักร เขาได้ส่งข้อมูลทางการให้กับเอปสตีน ไม่ว่าจะเป็น รายละเอียดการเดินทางและตารางงานในเอเชีย รวมถึงรายงานการเยือน (Visit Reports) หลังจบภารกิจ
รวมถึงเอกสารที่ระบุว่าเป็น ‘ข้อมูลสรุปที่เป็นความลับ’ (Confidential Brief) เกี่ยวกับโอกาสการลงทุนในการฟื้นฟูจังหวัดเฮลมันด์ ประเทศอัฟกานิสถาน อีกทั้งยังมีการหารือทางอีเมลเกี่ยวกับการช่วยเหลือธนาคารครอบครัวชาวอเมริกันในตะวันออกกลางอีกด้วย
กระแสจากกลุ่มต่อต้าน
เกรแฮม สมิธ จากฝ่ายสนับสนุนระบอบสาธารณรัฐ ได้แจ้งความต่อตำรวจ Thames Valley ให้ดำเนินคดีกับแอนดรูว์ในข้อหา ประพฤติมิชอบในตำแหน่งหน้าที่ราชการและละเมิดความลับของทางราชการ ซึ่งทางตำรวจยืนยันว่าได้รับเรื่องและกำลังประเมินข้อมูลตามขั้นตอน
แม้ตำแหน่งทูตการค้าจะไม่ใช่ข้าราชการพลเรือน แต่มีข้อกำหนดเรื่อง ‘หน้าที่ในการรักษาความลับ’ (Duty of Confidentiality) ซึ่งรวมถึงข้อมูลที่ละเอียดอ่อนทางการเมืองและการพาณิชย์ และอยู่ภายใต้กฎหมายความลับของทางราชการ (Official Secrets Acts)
วิกฤตนี้ยังลามไปถึงบุคคลอื่น เช่น ปีเตอร์ แมนเดลสัน อดีตเอกอัครราชทูต ที่ต้องลาออกจากวุฒิสภา หลังมีหลักฐานว่า เขาปล่อยข้อมูลรัฐบาลที่มีผลต่อตลาดให้กับเอปสตีน ส่วนเจ้าชายและเจ้าหญิงแห่งเวลส์ได้แสดงความกังวลและเน้นย้ำความสำคัญไปที่เหยื่อของผู้กระทำผิด
เจ้าชายแอนดรูว์ มาถึงจุดนี้ได้อย่างไร
เมื่อปลายเดือนตุลาคมปีที่แล้ว เจ้าชายแอนดรูว์ น้องชายของ คิงชาร์ลส์ที่ 3 ถูกถอดพระอิสริยยศ ‘เจ้าชาย’ อย่างเป็นทางการ รวมถึงตำแหน่งสำคัญอย่าง ‘ดยุกแห่งยอร์ก’ (Duke of York) ซึ่งมักจะพระราชทานให้กับพระราชโอรสพระองค์รองของราชวงศ์อังกฤษ หลังพัวพันคดีล่วงละเมิดทางเพศ ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของราชวงศ์อังกฤษในช่วงตลอดหลายปีที่ผ่านมา และต้องย้ายออกจากคฤหาสน์ Royal Lodge ของราชวงศ์อังกฤษในวินด์เซอร์อีกด้วย
คิงชาร์ลส์ที่ 3 ทรงริเริ่มกระบวนการถอดยศ ตำแหน่งและเครื่องราชอิสริยาภรณ์ของเจ้าชายแอนดรูว์อย่างเป็นทางการ หลังจากที่มีการตรวจสอบอย่างละเอียดและเข้มงวด เกี่ยวกับความเชื่อมโยงของพระองค์กับเจฟฟรีย์ เอปสตีน นักการเงินผู้ทรงอิทธิพล ผู้เคยถูกตัดสินว่ากระทำความผิดทางเพศ ชักชวนผู้เยาว์ไปค้าประเวณี เมื่อปี 2008 ก่อนที่เอปสตีนได้ตัดสินใจจบชีวิตตัวเองภายในเรือนจำ ขณะกำลังอยู่ระหว่างการรอพิจารณาคดีค้าประเวณีผู้เยาว์ในปี 2019
เรื่องอื้อฉาวปะทุขึ้น จากบันทึกความทรงจำของเวอร์จิเนีย จุฟเฟร ซึ่งเธออ้างว่า เธอถูกบังคับให้มีเพศสัมพันธ์กับเจ้าชายแอนดรูว์ถึง 3 ครั้ง ขณะที่เธอยังคงเป็นเพียงผู้เยาว์ (อายุ 17 ปี เมื่อปี 2001) เธอยื่นฟ้องเจ้าชายแอนดรูว์ต่อศาลนิวยอร์ก เมื่อเดือนกันยายน 2021 โดยเจ้าชายแอนดรูว์ยืนกรานปฏิเสธข้อกล่าวหาเหล่านี้มาโดยตลอด
การที่ประมุขแห่งราชวงศ์อังกฤษเลือกที่จะไม่แทรกแซงและปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกว่า สถาบันกษัตริย์ในยุคปัจจุบันกำลังให้ความสำคัญกับความโปร่งใสและการอยู่เคียงข้างประชาชน มากกว่าการปกป้องสมาชิกครอบครัวที่กระทำผิด ต้องจับตาดูกันต่อไปว่า หลักฐานจากฝั่งสหรัฐฯ จะนำไปสู่บทสรุปทางกฎหมายในอังกฤษหรือไม่ และแอนดรูว์จะรับมือกับวิกฤตศรัทธาครั้งนี้อย่างไร
แฟ้มภาพ: Max Mumby / Indigo / Getty Images
อ้างอิง:


