Johnson & Johnson บริษัทยาและเวชภัณฑ์รายใหญ่ของสหรัฐฯ ประกาศข้อตกลงมูลค่า 5,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.84 แสนล้านบาท) เพื่อยุติคดีความในสหรัฐฯ ที่ยืดเยื้อมานาน จากข้อกล่าวหาว่าแป้งฝุ่นที่มีส่วนผสมของทัลก์เป็นสาเหตุของมะเร็งรังไข่ แม้บริษัทจะยังยืนยันมาโดยตลอดว่าผลิตภัณฑ์ของตนไม่ได้ก่อให้เกิดมะเร็ง
ประเด็นสำคัญ
บริษัทซึ่งมีฐานอยู่ในรัฐนิวเจอร์ซีย์ระบุเมื่อวันจันทร์ (27 ก.ค.) ว่า จะจ่ายเงินสูงสุด 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1 แสนล้านบาท) ในปี 2027 และจ่ายส่วนที่เหลือตั้งแต่ปี 2028 เป็นต้นไป
สำหรับจำนวนผู้ได้รับการชดเชยนั้น ทนายความฝ่ายโจทก์หลายรายระบุว่าเงินก้อนนี้จะไปถึงผู้ยื่นเรียกร้องราว 76,000 ราย ขณะที่รายงานของ Al Jazeera ระบุว่าข้อตกลงครอบคลุมคดีในศาลรัฐและศาลกลางราว 69,000 คดี หรือคิดเป็น 99.75% ของคดีเกี่ยวกับทัลก์ที่ยังคงค้างอยู่ในสหรัฐฯ
อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงนี้ยังไม่ถือเป็นที่สิ้นสุด เพราะ Johnson & Johnson ระบุว่าต้องได้รับการยอมรับจากสำนักงานกฎหมายที่เป็นตัวแทนผู้ยื่นเรียกร้องคดีมะเร็งรังไข่ในศาลรัฐและศาลกลางถึง 95% เสียก่อน
เหตุใดจึงยอมจ่าย ทั้งที่ยืนยันว่าไม่ได้ทำผิด
เอริก ฮาส รองประธานฝ่ายคดีความของ Johnson & Johnson ระบุว่าข้อกล่าวหาเหล่านี้ไร้มูล และบริษัทมั่นใจว่าจะเป็นฝ่ายชนะในที่สุดหากเดินหน้าต่อสู้คดีต่อไป เช่นเดียวกับที่ชนะในคดีส่วนใหญ่ที่ผ่านการพิจารณาของศาลมาแล้ว
แต่เขาระบุว่าการยอมความครั้งนี้เปิดทางให้บริษัทปิดเรื่องนี้ลงได้ และกลับไปมุ่งเน้นภารกิจพัฒนายาและอุปกรณ์การแพทย์ที่ช่วยชีวิตผู้คน
จังหวะของข้อตกลงเกิดขึ้นหลังฝ่ายผู้ยื่นเรียกร้องเผชิญอุปสรรคในชั้นศาลเมื่อต้นเดือนนี้ เมื่อผู้พิพากษาในรัฐนิวเจอร์ซีย์ที่ดูแลคดีขอให้ฝ่ายโจทก์ชี้แจงเหตุผลว่าเหตุใดคดีของตนจึงควรเดินหน้าต่อ
ฮาสมองว่าคำสั่งดังกล่าวทำให้ฝ่ายโจทก์ตกอยู่ในสถานะที่ยากจะรับมือ เพราะต้องนำเสนอหลักฐานเฉพาะเจาะจงที่พิสูจน์ความเป็นเหตุเป็นผลเพื่อรักษาคดีไว้ ซึ่งเป็นหลักฐานที่ไม่มีอยู่จริง
ด้านสำนักงานกฎหมายฝ่ายโจทก์ให้ความเห็นต่างออกไป โดยระบุว่าข้อตกลงนี้ถือเป็นความยุติธรรมในระดับที่เป็นธรรมสำหรับผู้หญิงเหล่านี้และครอบครัวของพวกเธอ หลังต้องรอคอยมายาวนาน
หากมองในเชิงตัวเลข ข้อตกลงนี้นับเป็นผลลัพธ์ที่ดีสำหรับบริษัท เพราะต่ำกว่าข้อเสนอยอมความที่เคยเสนอไว้เมื่อปี 2023 ที่ระดับ 8,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.98 แสนล้านบาท) อยู่เกือบ 40%
ก่อนหน้านี้ Johnson & Johnson เคยพยายามคลี่คลายคดีด้วยแผนล้มละลายที่ซับซ้อนซึ่งถูกเรียกว่า Texas two-step โดยเสนอแยกบริษัทออกเป็น 2 นิติบุคคล เพื่อโอนภาระความรับผิดทางกฎหมายทั้งหมดไปไว้ที่บริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่สุดท้ายแนวทางนี้ถูกศาลตีตก
ที่มาของข้อพิพาทและข้อถกเถียงเรื่องแร่ทัลก์
ทัลก์เป็นแร่ธรรมชาติที่ประกอบด้วยแมกนีเซียม, ซิลิคอน, ออกซิเจน และไฮโดรเจน มีสัมผัสลื่นคล้ายสบู่ และนิยมใช้เป็นส่วนผสมในแป้งเด็ก
แก่นของข้อกล่าวหาคือผู้บริโภคและครอบครัวของผู้เสียชีวิตระบุว่า ผลิตภัณฑ์ทัลก์ของบริษัทก่อให้เกิดมะเร็งจากการปนเปื้อนแร่ใยหิน เนื่องจากทัลก์ถูกขุดขึ้นจากพื้นดินและพบในชั้นแร่ที่อยู่ใกล้กับแร่ใยหิน ซึ่งเป็นวัสดุที่ได้รับการยืนยันแล้วว่าก่อมะเร็ง
ประเด็นนี้ยังมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นเมื่อองค์การอนามัยโลกจัดให้ทัลก์อยู่ในกลุ่มที่อาจก่อมะเร็งในมนุษย์เมื่อปี 2024
ขณะที่ Johnson & Johnson ปฏิเสธข้อกล่าวหามาโดยตลอด โดยระบุในประกาศล่าสุดว่าผลการศึกษาต่างๆ ชี้ว่าทัลก์มีความปลอดภัย ไม่มีส่วนผสมของแร่ใยหิน และไม่ก่อให้เกิดมะเร็ง
แม้จะยืนยันเช่นนั้น แต่บริษัทก็ยุติการจำหน่ายแป้งเด็กที่มีส่วนผสมของทัลก์ในสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 2020 พร้อมเปลี่ยนสูตรผลิตภัณฑ์มาใช้แป้งข้าวโพดแทน ก่อนขยายการยุติจำหน่ายไปทั่วโลกในเวลาต่อมา
สำหรับคดีความนั้นเริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2009 และมีคำตัดสินสำคัญเป็นระยะ โดยในปี 2016 คณะลูกขุนสหรัฐฯ สั่งให้บริษัทจ่ายเงิน 72 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.41 พันล้านบาท) แก่ครอบครัวของหญิงรายหนึ่งที่เสียชีวิตด้วยมะเร็งรังไข่ ซึ่งเป็นคดีแรกในลักษณะนี้ แม้คำตัดสินจะถูกพลิกในอีกหนึ่งปีต่อมา
ต่อมาในปี 2018 คณะลูกขุนในรัฐมิสซูรีสั่งให้บริษัทจ่ายค่าเสียหายเกือบ 4,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.57 แสนล้านบาท) ให้กลุ่มผู้หญิงเกือบ 24 รายที่ระบุว่ามะเร็งรังไข่ของตนมีสาเหตุจากผลิตภัณฑ์ทัลก์ของบริษัท
ส่วนที่ยังไม่จบ และมุมมองของตลาดทุน
ข้อตกลงครั้งนี้ครอบคลุมเฉพาะคดีในสหรัฐฯ เท่านั้น ขณะที่ Johnson & Johnson ยังต้องต่อสู้คดีลักษณะเดียวกันในอังกฤษ ซึ่งถือเป็นคดีความรับผิดต่อสินค้าที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ โดยมีผู้อาจยื่นเรียกร้องมากกว่า 7,000 ราย
คดีดังกล่าวยื่นฟ้องเมื่อเดือนตุลาคม 2025 และอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลสูงอังกฤษ โดยกล่าวหาว่าบริษัทรับรู้ว่าทัลก์อาจก่อมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งรังไข่และมะเร็งเยื่อหุ้มปอด แต่ยังคงจำหน่ายผลิตภัณฑ์ต่อไป ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาที่บริษัทปฏิเสธเช่นกัน
อีกประเด็นที่เกี่ยวข้องคือ Kenvue อดีตธุรกิจสุขภาพผู้บริโภคที่แยกตัวออกจาก Johnson & Johnson เมื่อปี 2022 และเป็นเจ้าของแบรนด์ดังอย่าง Band-Aid และ Listerine เป็นผู้ถือความรับผิดของแป้งเด็กในตลาดนอกทวีปอเมริกาเหนือ
ที่น่าสนใจคือแม้คดีความจะรุมเร้ามากว่าทศวรรษ แต่นักลงทุนกลับมองข้ามภาระความรับผิดที่อาจเกิดขึ้น สะท้อนจากราคาหุ้นของ Johnson & Johnson ที่ปรับขึ้นแล้ว 29% นับตั้งแต่ต้นปี และซื้อขายอยู่ในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์
นักวิเคราะห์จาก Morgan Stanley ระบุในบทวิเคราะห์เมื่อวันจันทร์ว่า ข้อตกลงนี้อาจคลี่คลายคดีมะเร็งรังไข่ที่ค้างอยู่ได้ทั้งหมด และปลดความกังวลจากคดีความที่ยืดเยื้อออกไป ซึ่งทั้งสองอย่างล้วนเป็นผลบวกต่อราคาหุ้นของบริษัท
ภาพ : rblfmr / Shutterstock
หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 33.47 บาท ณ วันที่ 29 กรกฎาคม 2569
อ้างอิง:
- https://www.ft.com/content/a05d4748-cd84-4c2a-ac30-1c8e87799b10?syn-25a6b1a6=1
- https://www.aljazeera.com/news/2026/7/28/jj-reaches-5-5bn-settlement-over-lawsuits-tying-talc-to-ovarian-cancer
- https://www.bbc.com/news/articles/clyqnz52rp6o

