ชัยชนะครั้งใหญ่ในการเลือกตั้งของพรรคภูมิใจไทย ภายใต้การนำของอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรค กลายเป็นที่สนใจของสื่อต่างชาติ และสร้างความประหลาดใจให้กับผู้สังเกตการณ์การเลือกตั้งหลายคน เนื่องจากในการเลือกตั้งครั้งล่าสุดเมื่อปี 2023 พรรคภูมิใจไทย ยังได้เพียงอันดับ 3 โดยได้ สส. 71 ที่นั่งจากทั้งหมด 500 ที่นั่ง
โดยสื่อหลายสำนักวิเคราะห์และตั้งคำถาม ว่าอะไรเป็นเหตุและปัจจัยที่ทำให้พรรคภูมิใจไทย ก้าวขึ้นมาเป็นอันดับ 1 และเอาชนะตัวแทนของพรรคฝ่ายปฏิรูปอย่างพรรคประชาชน รวมถึงพรรคหัวแถวทางการเมืองอย่างเพื่อไทย
อีกประเด็นคือแนวคิดและแผนการของอนุทิน ในการขับเคลื่อนนโยบายประเทศไทยหลังจากนี้ ซึ่งท่ามกลางความท้าทายของหลากหลายปัญหาที่ไทยเผชิญอยู่ เขาจะนำพาประเทศไปในทิศทางไหน
3 ปัจจัย พาภูมิใจไทยชนะเลือกตั้ง
The Straits Times ของสิงคโปร์ ซึ่งติดตามรายงานการเลือกตั้งของไทยอย่างใกล้ชิด มองตามความเป็นจริงว่า พรรคภูมิใจไทย คว้าชัยชนะด้วย 3 ปัจจัยสำคัญ คือ
1.จุดยืนที่แข็งกร้าวของเขาต่อกัมพูชาในช่วงความขัดแย้งชายแดนที่ดำเนินอยู่ระหว่างสองประเทศ
2.การนำบรรดาเทคโนแครต (Technocrat) หรือผู้เชี่ยวชาญที่มีองค์ความรู้และประสบการณ์หลายคนเข้าสู่พรรค
3.ความสามารถในการโน้มน้าวผู้มีสิทธิเลือกตั้งว่าเขาจะมีคณะรัฐมนตรีที่มีความสามารถในการแก้ไขปัญหาของประเทศในภาคส่วนต่างๆ เช่น เศรษฐกิจและการค้า
โดยอนุทินได้รับการสนับสนุนจากชนชั้นนำ ฝ่ายอนุรักษ์นิยม และกลุ่มผู้มีอำนาจในประเทศ
ณพล จาตุศรีพิทักษ์ นักวิจัยและผู้ประสานงานโครงการไทยศึกษา สถาบันเอเชียอาคเนย์ศึกษา ISEAS Yusof-Ishak Institute สิงคโปร์ ให้สัมภาษณ์ทั้ง The Straits Times และ Reuters ว่า “เทคโนแครตของพรรคภูมิใจไทยนั้น ทำให้พรรคเป็นที่ยอมรับของกลุ่มอนุรักษ์นิยมในไทยในวงกว้าง”
เขามองว่า ชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความสามารถของอนุทิน ในการรักษาสมดุลระหว่างการชนะใจหัวคะแนนและผู้ออกเสียงเลือกตั้งในต่างจังหวัด กับการดึงดูดเหล่าผู้สนับสนุนในเมืองใหญ่ ซึ่งให้การยอมรับนโยบายที่เขานำบรรดาเทคโนแครต อย่าง สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว, เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และศุภจี สุธรรมพันธุ์ เข้ามาดำรงตำแหน่งสำคัญในกระทรวงต่างๆ ตามความเชี่ยวชาญ
ขณะที่พรรคภูมิใจไทยยังประสบความสำเร็จในการส่งเสริมภาพลักษณ์ของอนุรักษ์นิยมบนพื้นฐานของความมั่นคง โดยวางตัวเป็นปราการ ป้องกันฝ่ายที่ถูกมองว่ากำลังทำลายระเบียบทางการเมืองและสถาบันที่มีอยู่มากเกินไป
ดร.ฐิติพล ภักดีวานิช สาขาวิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ให้ความเห็นต่อ The Straits Times ว่าชัยชนะของพรรคภูมิใจไทยนั้น “ไม่น่าแปลกใจ”
เขากล่าวว่า “พรรคภูมิใจไทยใช้ประเด็นชาตินิยมเป็นเครื่องมือทางการเมือง ไม่ใช่แค่เฉพาะเรื่องความขัดแย้งชายแดนกับกัมพูชาเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวกับแนวคิดเรื่อง ‘ความเป็นไทย’ ซึ่งก็คือชาติ ศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นหนึ่งในประเด็นหลักที่พรรคให้ความสำคัญ”
ในขณะที่พรรคการเมืองอื่นๆ ที่เชื่อมโยงกับอดีตผู้นำคณะรัฐบาลทหาร เช่น อดีตนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ จันทร์โอชา ต่างก็พ่ายแพ้ไปในการเลือกตั้งครั้งนี้ ทำให้พรรคภูมิใจไทยอาจกวาดคะแนนเสียงเพิ่มจากพรรคเหล่านั้นไปได้บ้าง
นอกจากนี้ สส. อีกประมาณ 60 คนจากพรรคต่างๆ ในอดีตพรรคร่วมรัฐบาลเพื่อไทยที่ย้ายไปอยู่กับพรรคภูมิใจไทย ยังได้นำฐานเสียงสนับสนุนของตนมาด้วย
ในขณะที่พรรคประชาชน ซึ่งเป็นพรรคเสรีนิยมที่เคยได้ที่นั่งมากที่สุดในการเลือกตั้งปี 2023 กลับทำผลงานในการเลือกตั้งครั้งนี้ได้ไม่ดีเท่าที่ควร ซึ่ง ดร.ฐิติพล มองว่าเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของผู้มีสิทธิเลือกตั้งบางส่วนเกี่ยวกับความสุดโต่งของพรรคที่ต้องการปฏิรูประบบต่างๆ ของประเทศไทย
แนวคิดและแผนขับเคลื่อนไทยของอนุทิน
นิตยสาร TIME เผยแพร่บทความตั้งคำถามว่า “การเลือกนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล มีความหมายอย่างไรต่อประเทศไทยและโลก”
บทความอ้างถึงข้อมูลจากการสัมภาษณ์อนุทิน เมื่อปลายเดือนที่แล้ว โดยแบ่งเป็น 5 ประเด็นสำคัญ ที่สะท้อนให้เห็นแนวคิดและแผนของเขาสำหรับการขับเคลื่อนประเทศไทย
ประเด็นแรก TIME ชี้ว่า “อิทธิพลของกองทัพจะยังคงอยู่ต่อไป” ภายใต้การนำของอนุทิน
โดยชัยชนะของอนุทินเกิดขึ้นจากกระแสชาตินิยมที่ฟื้นคืนหลังจากเหตุการณ์ปะทะระหว่างไทยและกัมพูชาเป็นเวลาหลายเดือน ในขณะที่ฝ่ายก้าวหน้าพยายามมรณรงค์ลดบทบาทของกองทัพที่ใหญ่โตเกินไป โดยเฉพาะในด้านการเมืองและธุรกิจ
ข้อพิพาทชายแดนยิ่งเป็นตัวกระตุ้นให้อนุทินแสดงตนเป็นผู้รักชาติที่แข็งกร้าว ทั้งปกป้องศักดิ์ศรีและความมั่นคงของชาติ ซึ่งเขากล่าวโทษกัมพูชาว่าเป็นต้นเหตุของการนองเลือด
โดยอนุทิน ยังกล่าวถึงความจำเป็นในการปรับแผนที่ของภูมิภาคให้สอดคล้องกันเพื่อแก้ไขข้อพิพาทชายแดนอย่างถาวร อย่างไรก็ตาม เขาปฏิเสธที่จะดึงอำนาจด้านความมั่นคงชายแดนที่มอบให้กองทัพกลับคืนมา และเปิดทางให้ผู้บัญชาการกองทัพมีอำนาจเต็มที่ในการตอบโต้การคุกคามด้วยกำลัง ซึ่งอนุทินกล่าวว่า “ทุกการเคลื่อนไหว เราจะนั่งคุยกันและตัดสินใจร่วมกัน ดังนั้นเราจึงทำงานเป็นทีม” และเขา “ไม่จำเป็นต้องนำอำนาจใดๆ กลับคืนมา”
ส่วนประเด็นที่ 2 TIME ชี้ถึงแนวคิดของอนุทิน ที่มองว่า “คนไทยไม่ได้ปรารถนาการปฏิรูปแบบหัวรุนแรงอย่างที่ฝ่ายก้าวหน้าพยายามกล่าวอ้าง”
โดยชัยชนะอย่างถล่มทลายของพรรคภูมิใจไทยเป็นเครื่องยืนยันได้อย่างชัดเจน ขณะที่อนุทินกล่าวกับ TIME ว่า “ความแตกแยกที่แท้จริงนั้นมาจากสื่อและผู้ที่ไม่สามารถชนะได้” ซึ่งแทนที่จะกลับไปปรับปรุงตัวเอง แต่ฝ่ายก้าวหน้ากลับโทษสิ่งอื่น
ประเด็นที่ 3 TIME ระบุถึงการฟื้นคืนของฝ่ายนิยมสถาบันพระมหากษัตริย์ (Royalism) โดยชี้ว่านอกเหนือจากการสนับสนุนกองทัพ อนุทินยังมีความใกล้ชิดกับสถาบันฯ และชี้ว่า การที่อนุทินซึ่งแสดงจุดยืนสนับสนุนสถาบันฯ อย่างเปิดเผยได้รับเสียงสนับสนุนอย่างแข็งแกร่งในการเลือกตั้งครั้งนี้ อาจสะท้อนได้ว่า ความพยายามที่จะจำกัดอำนาจของสถาบันฯ จะยังคงไม่เกิดขึ้น
ส่วนประเด็นที่ 4 ซึ่ง TIME ชี้ว่าเป็นเรื่องสำคัญที่สุดคือเรื่องเศรษฐกิจ ซึ่งประเทศไทยกำลังถูกขนานนามว่าเป็น ‘คนป่วยแห่งเอเชีย’ หลังจากหลายปีของการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ซบเซา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลมาจากความวุ่นวายทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง โดยเศรษฐกิจขยายตัวเพียง 1.5% ในปีที่แล้ว
TIME ชี้ว่า อนุทินคาดหวังว่าเสียงสนับสนุนอย่างท่วมท้นของเขาจะช่วยสร้างเสถียรภาพให้แก่เศรษฐกิจของประเทศได้บ้าง ในขณะที่เขาพยายามดำเนินนโยบายส่งเสริมธุรกิจ โดยเสนอการสร้างงานด้วยการส่งเสริมอุตสาหกรรมจากภาคส่วนการเติบโตใหม่ของโลก เช่น รถยนต์ไฟฟ้า, บริการทางการแพทย์, สุขภาพ เทคโนโลยีชีวภาพ และเศรษฐกิจดิจิทัล
ที่ผ่านมา ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์หลายคนเตือนว่า ไทยจำเป็นต้องมีการปฏิรูปโครงสร้างเพิ่มเติมเพื่อหยุดยั้งภาวะตกต่ำทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง ซึ่งรวมถึงการยุติการผูกขาดโดยกลุ่มบริษัทที่เชื่อมโยงกับตระกูลใหญ่ต่างๆ ที่ครอบงำภาคส่วนอุตสาหกรรมที่สำคัญ เช่น พลังงาน ค้าปลีก โทรคมนาคม และอาหาร ซึ่งอนุทินบอกกับ TIME ว่าเขาตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหานี้
อย่างไรก็ตาม แม้อนุทิน จะยืนยันว่า “การปฏิรูปโครงสร้างไม่เคยปราศจากความเจ็บปวด แต่การเลื่อนออกไปนั้นมีค่าใช้จ่ายมากกว่ามาก” แต่ TIME มองว่า “การกระทำใดๆ ที่ขัดต่อผลประโยชน์ของกลุ่มชนชั้นนำที่สนับสนุนอนุทินนั้น มีเพียงเวลาเท่านั้นที่จะบอกได้ว่า อนุทินจะทำตามที่พูดจริงหรือไม่”
ส่วนประเด็นสุดท้ายนั้นเกี่ยวกับการรักษาสมดุลในเวทีระหว่างประเทศของไทย
โดย TIME เผยความเห็นของอนุทิน ที่ยืนยันว่าท่ามกลางการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจในปัจจุบัน ประเทศไทยปฏิเสธที่จะเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
“เรายึดมั่นในระเบียบระหว่างประเทศที่ยึดหลักกฎหมายและบรรทัดฐานที่ประชาคมโลกเห็นพ้องต้องกันมาโดยตลอด” เขากล่าวกับ TIME และเชื่อว่า
“ในโลกที่แตกแยก ประเทศที่ยังคงมีความเป็นกลางและน่าเชื่อถือจะยิ่งมีคุณค่ามากขึ้น ไม่ใช่น้อยลง”
นอกจากนี้ TIME ชี้ว่า อนุทินยังต้องการมีบทบาทในเวทีอาเซียนมากขึ้น เพื่อนำสันติภาพที่ยั่งยืนมาสู่เมียนมา ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่ถูกทำลายจากสงคราม
ท่าทีของอนุทิน มีขึ้นในขณะที่รัฐบาลทหารเมียนมาจัดการเลือกตั้งที่ถูกประณามอย่างกว้างขวางว่าเป็นเพียงการหลอกลวง โดยอนุทินเชื่อว่า การมีส่วนร่วมเพื่อสร้างสันติภาพแก่เมียนมาไม่ได้หมายถึงการสนับสนุนรัฐบาลทหาร
“เราจะทำงานร่วมกับทุกฝ่ายเพื่อลดความทุกข์ยากและสนับสนุนแนวทางแก้ไขที่นำโดยอาเซียน ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการเข้าถึงความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม เสถียรภาพในภูมิภาค และความปลอดภัยของพลเรือน ในขณะที่อาเซียนมีนโยบายไม่แทรกแซง แต่ความรุนแรงต่อพลเรือนเป็นขอบเขตทางศีลธรรมที่ชัดเจน”
อ้างอิง:


