ความพยายามคลี่คลายเงื่อนไขทางกฎหมายบนเส้นทางการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของสมาชิกวุฒิสภา (สว.) และตัวแทนพรรคการเมือง ที่ได้เดินทางเข้าพบและหารือกับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในวันนี้ (19 มิถุนายน) เพื่อขอความชัดเจนเกี่ยวกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 ที่ได้กำหนดบรรทัดฐานไว้ว่า
ประเด็นสำคัญ
“รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง”
อย่างไรก็ตาม ผลการหารือครั้งนี้ได้ข้อสรุปสำคัญว่า การจัดให้มีการเลือกตั้งเพื่อให้ได้มาซึ่งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) จากประชาชนโดยตรงทั้งหมด 100% เป็นกระบวนการที่สามารถ ‘ดำเนินการได้’ และ ‘ไม่ได้ขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ’
เนื่องจากข้อจำกัดตามคำวินิจฉัยมุ่งหมายห้ามเฉพาะการให้ประชาชนเลือกคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญโดยตรงเท่านั้น
• สมาชิกรัฐสภาขอความชัดเจนคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
ที่มาที่ไปของการเข้าหารือครั้งนี้ เป็นความร่วมมือระหว่างคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ที่มี นรเศรษฐ์ ปรัชญากร สว. เป็นประธานคณะกรรมาธิการ และคณะกรรมาธิการการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน สภาผู้แทนราษฎร ที่มี นพ. วาโย อัศวรุ่งเรือง ประธานคณะกรรมาธิการ
พร้อมด้วยตัวแทนจากพรรคการเมือง เช่น พริษฐ์ วัชรสินธุ สส. แบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ประธานวิปฝ่ายค้าน และ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส. แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นต้น
ขณะที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่เข้าร่วมอธิบายความประกอบด้วย นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ, อุดม สิทธิวิรัชธรรม และ สราวุธ ทรงศิวิไล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
• ไม่ได้ห้าม ‘สสร. จากการเลือกตั้ง’ ห้ามเพียง ‘ผู้ยกร่าง’ จากการเลือกตั้ง
จากการหารือ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในที่ประชุมได้ให้คำอธิบาย และยืนยันข้อเท็จจริงว่า คำวินิจฉัยดังกล่าวหมายถึงการห้ามไม่ให้ประชาชนลงคะแนนเลือก ‘คณะกรรมาธิการยกร่าง’ หรือคณะบุคคลที่เป็นคนร่างข้อความของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยตรง แต่คำวินิจฉัยไม่ได้ห้ามหรือตัดสิทธิของรัฐสภาในการเสนอให้มี ‘สภาร่างรัฐธรรมนูญ’ หรือ สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน
นอกจากนี้ ตุลาการในที่ประชุมยังระบุว่า เมื่ออ้างอิงขอบเขตหน้าที่ของสภาร่างรัฐธรรมนูญตามแนวทางในอดีต สสร. สามารถมีอำนาจในการแต่งตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างเพื่อทำหน้าที่เขียนเนื้อหารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ รวมถึงมีอำนาจพิจารณาให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญที่คณะกรรมาธิการยกร่างจัดทำขึ้นมาได้
ดังนั้น การมี สสร. ที่มาจากการเลือกตั้ง 100% จึงไม่ขัดต่อคำวินิจฉัย เนื่องจากคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่ถูกตั้งขึ้นโดย สสร. จะถือว่ามีที่มาจากกระบวนการเลือกตั้งโดยอ้อมของประชาชน ไม่ใช่การเลือกตั้งโดยตรง
อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมเห็นตรงกันว่าการพิจารณาข้อดีและข้อเสียของการออกแบบโครงสร้าง สสร. ในรูปแบบต่างๆ เป็นภาระหน้าที่และความรับผิดชอบของฝ่ายการเมืองในระบบรัฐสภา
• สส.-สว. ขยับอย่างไรต่อ หลังยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ด้านพริษฐ์ให้ความเห็นว่า คำอธิบายของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทำให้เกิดความชัดเจนว่า สิ่งที่กระทำไม่ได้คือการให้ประชาชนเลือกคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญโดยตรง แต่ไม่ได้หมายความว่าประชาชนจะไม่สามารถเลือก สสร. ได้ ที่ผ่านมาพรรคประชาชนยืนยันจุดยืนให้มี สสร. จากการเลือกตั้ง 100% และเคยยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าสู่รัฐสภาไปแล้วเมื่อปี พ.ศ. 2567
แต่เมื่อมีข้อจำกัดจากคำวินิจฉัยที่ 18/2568 ทางพรรคจึงพยายามออกแบบกระบวนการเพื่อป้องกันข้อครหาเรื่องการขัดคำวินิจฉัย เช่น การเสนอให้ประชาชนเลือก สสร. 150 คนแล้วให้รัฐสภาโหวตรับรอง หรือให้ประชาชนเลือก สสร. 300 คนแล้วให้รัฐสภาคัดเลือกเหลือ 150 คน
พริษฐ์ระบุว่า เมื่อได้รับความชัดเจนว่าคำวินิจฉัยไม่ได้ห้ามการดำเนินการในลักษณะดังกล่าว ก็จะนำบทสรุปจากการหารือเข้าสู่ที่ประชุม ส.ส. พรรคประชาชนในครั้งถัดไป เพื่อหารือแนวทางการดำเนินงานและพิจารณาปรับปรุงร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่พรรคได้ยื่นไว้ก่อนหน้านี้ให้เป็นไปตามจุดยืนเดิมที่ต้องการให้ สสร. มาจากการเลือกตั้งของประชาชน 100%
ขณะเดียวกัน นรเศรษฐ์ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมในส่วนของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของสมาชิกวุฒิสภาว่า รูปแบบที่กำหนดไว้ไม่ได้ขัดกับแนวทางที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอธิบายในวันนี้ เนื่องจากร่างของวุฒิสภากำหนดให้มี ‘สภาการมีส่วนร่วมของประชาชน’ จำนวน 200 คน ซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนเพื่อทำหน้าที่กำกับดูแลกระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญ
ส่วนขั้นตอนการยกร่างจะดำเนินการโดยคณะกรรมาธิการยกร่างจำนวน 35 คน ที่มาจากการคัดเลือกของรัฐสภา แล้วจึงเสนอให้สภาการมีส่วนร่วมของประชาชนทำหน้าที่รับรองอีกชั้นหนึ่ง
นรเศรษฐ์ย้ำในตอนท้ายว่า แม้ความเห็นและคำอธิบายที่ได้รับจากการหารือครั้งนี้จะไม่ใช่คำวินิจฉัยอย่างเป็นทางการขององค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้งหมด แต่ถือเป็นคำอธิบายที่ช่วยสร้างความเข้าใจต่อขอบเขตทางกฎหมายให้แก่สังคมและฝ่ายการเมือง โดยหลังจากนี้ คณะกรรมาธิการทั้ง 2 คณะ จะร่วมกันนำบทสรุปอย่างเป็นทางการเพื่อแจ้งให้แก่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้รับทราบต่อไป











