เศรษฐกิจไทย ไม่ได้พังลงในคราวเดียวเหมือนวิกฤตต้มยำกุ้ง แต่กำลังค่อยๆ ชะลอลงอย่างเงียบๆ จนสังคมแทบไม่รู้ตัว ภาวะเช่นนี้ถูกอธิบายว่าเป็น ‘วิกฤตต้มกบ’
อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นปัญหาที่ถูกพูดถึงมาอย่างยาวนาน แต่การแก้ไขเชิงโครงสร้างกลับเดินหน้าได้ยากอย่างผิดปกติ ทั้งที่ภาครัฐ ภาคเอกชน และนักวิชาการ ต่างรับรู้ถึงต้นตอของปัญหาไม่ต่างกัน
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า ประเทศไทยไม่รู้ว่าควรแก้อะไร แต่คือ เหตุใดรัฐจึงไม่สามารถขับเคลื่อนการแก้ปัญหาเหล่านั้นได้จริง ซึ่งหนึ่งในคำอธิบายหลัก ถูกชี้ไปที่โครงสร้างอำนาจทางการเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ที่ทำให้รัฐบาลอ่อนแอ และขาดเสถียรภาพในการผลักดันนโยบายระยะยาว
รศ.ดร.อภิชาต สถิตนิรามัย อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เขียนหนังสือ ‘รัฐไทยกับการปฏิรูปเศรษฐกิจ’ โดยสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH โดยอธิบายถึง สาเหตุสำคัญที่ทำให้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 เป็นกลไกขัดขวางการกู้ ‘วิกฤตต้มกบ’
เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ส่งผลให้รัฐบาลขาดเสถียรภาพ มีอายุสั้น และไม่สามารถใช้อำนาจบริหารได้อย่างเต็มที่ ขณะที่กลไกภาครัฐเองก็มีประสิทธิภาพลดลง สะท้อนจากดัชนีชี้วัดด้านธรรมาภิบาลที่ปรับตัวแย่ลงอย่างต่อเนื่อง
ซึ่งหากไม่เร่งแก้ไข ‘รัฐธรรมนูญ’ รศ.ดร.อภิชาตเตือนว่า เศรษฐกิจไทยอาจถูก ‘ต้มเปื่อย’ ลงในท้ายที่สุด
‘วิกฤตต้มกบ’ เป็นอย่างไร?
รศ.ดร.อภิชาตระบุว่า ปัจจุบันไทยกำลังเผชิญภาวะเศรษฐกิจ ‘ต้มกบ’ ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่เศรษฐกิจมีการเติบโตลดต่ำลงเรื่อยๆ จนไม่ทันระวังตัว ต่างจาก ‘วิกฤตต้มยำกุ้ง’ ที่สถานการณ์มีการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน
เปรียบดังกบในหม้อน้ำอุ่น ที่จะมีการปรับตัวไปตามอุณหภูมิน้ำที่สูงขึ้นโดยไม่ทันระวังตัว และถูกต้มเปื่อยในท้ายที่สุด ต่างจากกบในหม้อน้ำร้อนที่จะรีบหนีทันที
ภาวะ ‘ต้มกบ’ สะท้อนได้จากอัตราการเติบโตของ GDP ไทยที่ลดลงเรื่อยๆ จากแนวโน้ม 7% ในช่วงก่อน ‘วิกฤตต้มยำกุ้ง’ ซึ่งเมื่อฟื้นตัวแล้ว ก็โตอยู่ที่ระดับ 5% จนถึง ‘วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์’ และหลังจากนั้นก็มีการเติบโตเหลือเพียง 3% เรื่อยมาจนถึง ‘วิกฤตโควิด-19’
“หลังโควิด-19 จนถึงปัจจุบัน เราโตช้าลงเรื่อยๆ และไม่เคยกลับไปถึง 3% อีกเลย” รศ.ดร.อภิชาตกล่าว
ทั้งนี้ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ประมาณการเมื่อเดือนพฤศจิกายนว่า เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวที่ 2.0% ในปี 2568 และมีแนวโน้มขยายตัวลดลงเหลือเพียง 1.7% ในปี 2569 เท่านั้น
รศ.ดร.อภิชาตยังขยายความต่อว่า ภาวะ ‘ต้มกบ’ จะทำให้เวลาที่ต้องใช้ในการขยายตัวทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นตามไปด้วย หากการเติบโตเฉลี่ยของไทยยังต่ำต่อไป ดังนี้
- ถ้าโตเฉลี่ย 7% ใช้เวลา 10 ปี GDP จึงจะโตเพิ่มอีก 70%
- ถ้าโตเฉลี่ย 1% ต้องใช้เวลา 70 ปี GDP จึงจะโตเพิ่มอีก 70%
นั่นหมายความว่า หากไม่เร่งแก้ไข เศรษฐกิจจะเติบโตไม่ทันกับความต้องการของสังคมมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ
นับถอยหลัง เศรษฐกิจไทยจ่อโดนต้มเปื่อย
รศ.ดร.อภิชาต ชี้ว่าหากปล่อยสถานการณ์ไว้อย่างนี้ต่อไป เศรษฐกิจไทยอาจโดนต้มเปื่อยได้ โดยระบุปัจจัยที่จะเข้ามาซ้ำเติมเศรษฐกิจไทยให้เติบโตช้าลงกว่าเดิมอีก ดังนี้
- ไม่มีสวัสดิการรองรับสังคมสูงวัย ประเทศไทยได้เข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ (Aged Society) แล้ว และกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super-Aged Society) ภายในอีก 10 ปีข้างหน้า ขณะที่ 60% ของแรงงานยังอยู่นอกระบบ และไม่มีสวัสดิการบำนาญรองรับ โดยมีแรงงานเพียง 40% เท่านั้นที่อยู่ในระบบบำนาญข้าราชการ หรือประกันสังคม
- ปัญหาคนรุ่นใหม่ว่างงาน หากเศรษฐกิจยังคงเติบโตต่ำต่อไปเรื่อยๆ ตำแหน่งงานที่เปิดใหม่ก็จะมีน้อยลง และอาจนำไปสู่ภาวะว่างงานได้ โดยเฉพาะในกลุ่มคนวัยหนุ่มสาวที่เพิ่งเริ่มเข้าสู่ตลาดแรงงาน ขณะที่กลุ่มคนทำงานทั่วไป อาจเผชิญภาวะค่าแรงไม่เติบโตได้เช่นกัน
- ขาดแคลนแรงงาน ไทยจำเป็นต้องเพิ่มผลิตภาพแรงงาน (Labor Productive) เพื่อชดเชยกำลังแรงงานที่ลดลงจากภาวะสังคมสูงวัย ผ่านการพัฒนาแรงงานทักษะสูง อย่างไรก็ตาม รศ.ดร.อภิชาตชี้ว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของประเทศไทยลดลงเรื่อยๆ ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ถ้าไม่เร่งแก้ไข แรงงานไทยจะถดถอยลงทั้งในมิติปริมาณและคุณภาพ
- พึ่งพาตลาดต่างประเทศสูง มาตรการภาษีศุลกากรแบบตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ทำให้ระเบียบการค้าโลกพังทลายไม่เหมือนเดิม ขณะที่ไทยพึ่งพิงการส่งออกกว่า 60% ของ GDP
‘รู้ทุกปัญหาแต่แก้ไม่ได้’ เพราะติด รธน.60
รศ.ดร.อภิชาตระบุว่า ปัญหาเศรษฐกิจไทยวันนี้ไม่ได้อยู่ที่ ‘ไม่รู้ว่าควรทำอะไร’ แต่อยู่ที่ ‘รู้แต่ทำไม่ได้’ เพราะโครงสร้างอำนาจอย่าง รัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2560 ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อป้องกันการเปลี่ยนแปลง
“รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ถูกออกแบบมาเพื่อรักษาการสืบทอดอำนาจของ คสช. แม้ว่าจะไม่มีพลเอกประยุทธ์ต่อไปแล้ว ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อป้องกันการเปลี่ยนแปลง และพยายามที่จะดึงให้ประเทศไทยย้อนกลับไป ท่ามกลางบริบทโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง” รศ.ดร.อภิชาตกล่าว
ที่ผ่านมากว่า 10 ปี นักวิชาการ ผู้กำหนดนโยบาย ภาครัฐและภาคเอกชน ต่างทราบดีว่าประเทศไทยไม่ได้จนเพราะ ‘ดีมานด์หาย’ แต่จนเพราะ ‘ซัพพลายไม่โต’ ปัญหาของไทยไม่ใช่การบริโภคอ่อนหรือการส่งออกสะดุด แต่เป็นเพราะสูญเสียความสามารถในการแข่งขันเชิงโครงสร้าง
“แม้แต่รัฐบาลยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยังกำหนดไว้ในแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ว่าในการผลักดันให้ประเทศไทยพ้นกับดักรายได้ปานกลางต้องมีการสร้าง New S-Curve สร้าง EEC สร้างทางรถไฟเชื่อม 3 สนามบิน แต่ตอนนี้ ช้ามา 5 ปีแล้วยังไม่ตอกเสาเข็มเลย” รศ.ดร.อภิชาตกล่าว
รัฐบาลอายุสั้น ยากฟื้นเศรษฐกิจ
ไม่เพียงเท่านั้น รศ.ดร.อภิชาตยังระบุอีกด้วยว่า รัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2560 สร้างสภาพแวดล้อมให้รัฐบาลอ่อนแออย่างชัดเจน และลดอำนาจของพรรคการเมืองโดยให้ ส.ส. ที่ถูกขับพ้นจากพรรคสามารถย้ายไปสังกัดพรรคอื่นได้ และที่ร้ายแรงที่สุด คือทำให้พรรคการเมืองถูกยุบพักและโดนตัดสิทธิ์ได้ง่ายๆ
ด้วยกติกาทั้งหมดนี้ จึงทำให้รัฐบาลอ่อนแอและมีอายุสั้น ระบบราชการจึงมีอิสระเพราะไม่มีคนคอยควบคุมมากนัก ดังนั้น รศ.ดร.อภิชาตชี้ว่า ต่อให้ผู้กำหนดทิศทางนโยบายจะดีแค่ไหน หรือใครจะเป็นรัฐบาลก็ไม่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ เพราะมีอำนาจในการบริหารน้อย และเสี่ยงถูกไล่ออกได้ง่ายๆ ด้วยข้อหา ‘ไร้จริยธรรม’ ที่คลุมเครือ
นอกจากนี้ หน่วยงานราชการซึ่งเป็นกลไกขับเคลื่อนนโยบาย ก็มีประสิทธิภาพที่เสื่อมลงเรื่อยๆ โดยสะท้อนจากดัชนีของ World Bank ที่ชี้ว่า กลไกรัฐไทยตกลงในทุกมิติ ทั้งในด้าน Government Effectiveness, Regulatory Quality, Rule of Law และ Control of Corruption พร้อมระบุว่า ไทยเป็นประเทศเดียวในอาเซียนที่คุณภาพรัฐ แย่ลงตามกาลเวลา ขณะที่เวียดนาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย ดีขึ้น
“จุดขายของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ รณรงค์ว่าเป็นฉบับปราบโกง ผ่านมา 10 ปี ดัชนีต่างๆ ฟ้องอยู่ว่ามันไม่สำเร็จ มันแย่ลง” รศ.ดร.อภิชาตกล่าว
ด้วยเหตุนี้ รศ.ดร.อภิชาตจึงสรุปว่า รัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2560 จึงเป็นอุปสรรคที่ขัดขวางการแก้ปัญหา เศรษฐกิจ ‘ต้มกบ’ เพราะประเทศจำเป็นต้องมีรัฐบาลที่มีอายุยืนเพื่อแก้ปัญหา และต้องการการปฏิรูประบอบราชการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
โดยรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ต้องมีอำนาจเข้มแข็งกว่า ซึ่งการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเพียง เงื่อนไขจำเป็น (Necessary Condition) แต่ยังไม่ใช่เงื่อนไขเพียงพอ (Sufficient Condition) ในการแก้ไขวิกฤต ‘ต้มกบ’ ที่เกิดขึ้น
ถ้าไม่แก้รธน. มีวิธีอื่นไหม
การทบทวนกฎหมาย (Regulatory Guillotine) จะเข้ามาทดแทนได้หรือไม่ หากกำแพงรัฐธรรมนูญยังหนาเกินกว่าจะแก้ได้ในเร็ววัน เพื่อโละกฎระเบียบที่ล้าสมัยทิ้งไป และเปิดทางให้เอกชนหายใจได้คล่องขึ้น
รศ.ดร.อภิชาต มองว่าแม้จะเป็นเรื่องที่ดี แต่ความท้าทายยังคงหนีไม่พ้นเรื่อง คุณภาพของระบบราชการที่ ‘ไร้ประสิทธิภาพ’ และอาจต้องใช้เวลากว่า 20 ปีจึงจะดำเนินการเสร็จสิ้น ซึ่งช้าเกินไปและไม่ทันการ
นอกจากนี้ หากรัฐบาลในฐานะผู้ขับเคลื่อนนโยบายยังไม่เข้มแข็งเพียงพอ สุดท้ายการปฏิรูปกฎหมายอาจไม่เกิดขึ้น เพราะอาจต้องเผชิญแรงต้านจากหน่วยงานที่กฎหมายให้อำนาจไว้ ซึ่งรัฐบาลที่อ่อนแอคงไม่สามารถลดอำนาจหน่วยงานต่างๆ ได้ง่ายๆ
แล้วทำไม เศรษฐกิจไทย โตช้า?
สำหรับต้นเหตุสำคัญที่ทำให้ เศรษฐกิจไทย เติบโตช้าจนเกิดภาวะ ‘ต้มกบ’ รศ.ดร.อภิชาตระบุว่า เป็นเพราะไทยสูญเสีย ‘ขีดความสามารถในการแข่งขัน’ เนื่องจากขาดการลงทุนมาอย่างยาวนาน
อย่างไรก็ตาม รศ.ดร.อภิชาตชี้ว่า ไทยไม่ได้ขาดเงินลงทุน เพราะปัจจุบันประเทศไทยมีเงินออมมากกว่าเงินลงทุน แต่ที่น่าตกใจคือ ภาคเอกชนไทยเลือกที่จะไม่ลงทุนในประเทศบ้านเกิด
โดยรศ.ดร.อภิชาตระบุว่า ทุนไทยที่ไหลออกไปต่างประเทศ (Net FDI Outflow) มีมูลค่าสูงกว่าทุนต่างชาติที่ไหลเข้าไทยมาหลายปีแล้ว นั่นเป็นเพราะการลงทุนในไทยให้ผลตอบแทนไม่คุ้มค่า เพราะ Product Champion ของไทยทั้ง 3 อันดับแรกกำลังล้าสมัย ดังนี้
1. รถยนต์สันดาป กำลังถูกรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ตีตลาดทั้งในและต่างประเทศ กระทบห่วงโซ่การผลิตกว่า 10% ของ GDP
2. พลาสติก จากเดิมที่เคยส่งออกไปจีน ปัจจุบันจีนผลิตเองได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่าและกลับมาแย่งตลาดของไทย
3. ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ (HDD) เทคโนโลยีโลกเปลี่ยนไปใช้ Solid State Drive (SSD) ทำให้โรงงานผลิต HDD ขนาดใหญ่ของไทยกลายแค่เป็นอดีต
ทั้งหมดนี้เกิดจากการติดกับดักรับจ้างการผลิต (OEM) แต่ไม่คิดดัดแปลงเทคโนโลยีให้เป็นของตัวเอง ต่างจากจีนและเกาหลีใต้ที่สามารถพัฒนาเทคโนโลยี จนมีแบรนด์ระดับโลกอย่าง Samsung หรือ LG ขณะที่ไทยยังหา Product Champion ที่เป็นแบรนด์ตัวเองไม่เจอเลย
ไม่เพียงภาคอุตสาหกรรมเท่านั้น แม้แต่ภาคการเกษตร ไทยก็กำลังสูญเสียความสามารถในการแข่งขันเช่นกัน โดยข้าวไทยเริ่มสูญเสียส่วนแบ่งตลาดอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ผักไทยก็เริ่มสู้ผักนำเข้าจากจีนไม่ได้ จนไทยกลายเป็น ‘ผู้นำเข้าสุทธิ’ ในสินค้าเกษตรหลายรายการ
ขณะที่ภาครัฐเลือกใช้วิธีแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุอย่างการพยุงราคาและให้เงินอุดหนุนปีละเป็นแสนล้านบาท แทนที่จะนำเงินไปใช้ลดต้นทุนหรือวิจัยสายพันธุ์พืช สัตว์ที่มีผลผลิตต่อไรสูง และทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ
ทั้งนี้ รศ.ดร.อภิชาตชี้ว่า ภาคเอกชนไม่มีแรงจูงใจที่จะลงทุน เป็นเพราะสภาวะความล้มเหลวของตลาด จากปัญหาผลกระทบภายนอกเชิงบวก โดยการลงทุนพัฒนาเทคโนโลยีมีต้นทุนและความเสี่ยงสูงมาก แต่เมื่อพัฒนาสำเร็จ ความรู้มักจะแพร่กระจายไปยังคู่แข่งได้ง่าย ทำให้ภาคเอกชนมองว่าไม่คุ้มค่าที่จะแบกรับความเสี่ยงเพียงลำพัง จึงเลือกที่จะไม่ลงทุนหรือลงทุนน้อยกว่าระดับที่ควรจะเป็น
ดังนั้น รัฐจึงจำเป็นต้องเข้ามาทำหน้าที่เป็นผู้แบกรับความเสี่ยงและนำร่องการลงทุน แต่ด้วยปัญหาของรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2560 กลับทำให้กลไกการผลักดันนโยบายจากภาครัฐเสื่อมถอยลงจนไม่สามารถทำหน้าที่นี้ได้
ภาพ: anuchit kamsongmueang/Getty Images


