×

เลือกตั้ง 2569 : เปิดข้อสังเกต TDRI ต่อนโยบายหาเสียง ‘พรรคประชาธิปัตย์’ ห่วงก่องบสูง กระทบเสถียรภาพการคลัง หากไม่สามารถหารายได้ใหม่ทดแทนได้

02.02.2026
  • LOADING...
สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) วิเคราะห์นโยบาย ‘พรรคประชาธิปัตย์’ ห่วงงบสูงกระทบเสถียรภาพการคลัง

TDRI วิเคราะห์งบประมาณที่ใช้ในนโยบายหาเสียง ‘พรรคประชาธิปัตย์’ ห่วงก่องบประมาณสูงกว่า 5.2 แสนล้านบาทต่อปี กระทบเสถียรภาพการคลังอย่างมาก หากไม่สามารถหารายได้ใหม่ทดแทนได้ แนะทบทวน ‘เมกะโปรเจ็กต์’ สร้างรถไฟความเร็วสูง สนามบินใหม่ 2 แห่ง สะพานข้ามเกาะและคลองสายใหม่ (แม่น้ำชัยนาท-ป่าสัก) มองทำไม่ทัน 4 ปี ชี้ ‘ค่าไฟฟ้า 3.50 บาท’ ผลาญงบ 2.16 แสนล้านบาทต่อปี หนุนปรับปรุงและยกเลิกกฎหมายที่ไม่จำเป็น ตลอดจน ‘ประกันรายได้’

 

วันนี้ (2 กุมภาพันธ์) สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) วิเคราะห์ ‘ต้นทุนทางการเงินและที่มาของเงิน’ จากนโยบายหาเสียงของ ‘พรรคประชาธิปัตย์’ จากเอกสารที่พรรคยื่นเสนอต่อสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการเลือกตั้งทั่วไปปี 2569

 

โดยพบว่า พรรคประชาธิปัตย์มีนโยบาย 10 นโยบายที่ใช้วงเงินเกินกว่า 1 หมื่นล้านบาทต่อปี โดยในจำนวนนี้มีนโยบายที่ใช้วงเงินเกินกว่า 1 แสนล้านบาทต่อปีจำนวน 1 นโยบายคือ นโยบาย ‘เบี้ยผู้สูงอายุ 1,000 บาท ถ้วนหน้า’

 

ในภาพรวมแล้วพรรคประชาธิปัตย์นำเสนอนโยบายที่ผสมผสานระหว่าง ‘นโยบายเรือธงเดิม’ คือการประกันรายได้ โดยระบุราคาประกันตามชนิดของพืช กับ ‘นโยบายสวัสดิการและโครงสร้างพื้นฐานใหม่’ ที่กระจายสู่ภูมิภาค เช่น สนามบินอันดามัน สนามบินล้านนา และสะพานข้ามเกาะสมุย

 

โดยคณะผู้วิจัยมีความเห็นว่ามีทั้งนโยบายที่มีความเหมาะสม และควรดำเนินการให้เกิดประสิทธิผล และนโยบายที่น่าจะสร้างปัญหาและควรทบทวน ดังตัวอย่างดังต่อไปนี้

 

นโยบายที่มีความเหมาะสม และควรดำเนินการให้เกิดประสิทธิผล

 

  • นโยบาย “พระราชบัญญัติการปรับปรุงและยกเลิกกฎหมายที่ไม่จำเป็น พ.ศ….” ซึ่งมุ่งลดการทุจริตของเจ้าหน้าที่ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

 

คณะผู้วิจัยมองว่าเป็นนโยบายที่ตรงกับปัญหาการประกอบอาชีพของประชาชนและใช้งบประมาณน้อยมาก อย่างไรก็ตาม พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ระบุแนวทางในการดำเนินการ คณะผู้วิจัยจึงเสนอให้ดำเนินการโดยต่อยอดแนวคิด Regulatory Guillotine

 

ทั้งนี้หัวใจของการดำเนินการดังกล่าวให้สำเร็จคือ การมีหน่วยงานกลางที่มีอำนาจในการทบทวนกฎระเบียบ และการที่ฝ่ายการเมืองให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่

 

  • โครงการจ่ายเงินชดเชยทันทีแก่เกษตรกรเมื่อเกิดภัยธรรมชาติ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย ‘ประกันรายได้’

 

คณะผู้วิจัยประเมินว่าเป็นนโยบายที่ดีที่จะช่วยลดความเสี่ยงที่เกษตรกรควบคุมไม่ได้ อย่างไรก็ตาม โครงการนี้ควรคิดเบี้ยประกันบางส่วนจากเกษตรกร เพื่อสร้างตลาดประกันภัย และประกาศการเกิดภัยพิบัติโดยใช้ข้อมูลที่เป็นวิทยาศาสตร์ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดล่วงหน้า ไม่ใช่โดยการตัดสินใจทางการเมือง

 

นโยบายที่น่าจะสร้างปัญหาและควรทบทวน

 

  • พรรคประชาธิปัตย์เสนอโครงการ ‘เมกะโปรเจกต์’ พร้อมกันหลายโครงการ ทั้งการสร้างรถไฟความเร็วสูง สนามบินใหม่ 2 แห่ง สะพานข้ามเกาะและคลองสายใหม่ (แม่น้ำชัยนาท-ป่าสัก)

 

คณะผู้วิจัยมองว่า แม้หลายโครงการอาจมีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่คุ้มค่า แต่ควรเริ่มต้นจากการศึกษาความเป็นไปได้ (feasibility study) รวมถึงเตรียมความพร้อมของโครงการ เช่น เวนคืนที่ดิน ซึ่งน่าจะใช้เวลาดำเนินการนานกว่า 4 ปี ทำให้เกินกว่ากรอบเวลาและงบประมาณที่เสนอ

 

นอกจากนี้การทำโครงการเมกะโปรเจกต์พร้อมกันหลายโครงการอาจเกิดปัญหาด้านการบริหารโครงการและหาผู้ร่วมลงทุน (PPP) ได้ยาก พรรคประชาธิปัตย์จึงควรจัดลำดับความสำคัญในการจัดทำโครงการ

 

  • โครงการ ‘ประกันรายได้พืชผลทางการเกษตร’ ซึ่งเป็นส่วนหลักของนโยบาย ‘ประกันรายได้’ ที่จะใช้วงเงิน 8 หมื่นล้านบาทต่อปี

 

คณะผู้วิจัยมองว่าเป็นนโยบายที่น่าจะก่อให้เกิดปัญหา เพราะแม้จะจำกัดการชดเชยให้แต่ละครัวเรือน ก็ยังจะสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรผลิตสินค้าออกมาสู่ตลาดมากเกินไปเช่นเดียวกับในอดีต (รวมทั้งการผลิตในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม) และขาดแรงจูงใจในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตหรือใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ และทำให้แรงงานยังคงยึดติดอยู่กับภาคเกษตรที่มีผลิตภาพต่ำ แทนที่จะเกิดการปรับโครงสร้างออกจากภาคเกษตร

 

  • นโยบาย ‘ค่าไฟฟ้า 3.50 บาท’ (ทุกหน่วย) ซึ่งระบุว่าจะใช้การ ‘ปรับแผนพลังงานแห่งชาติใหม่’ ให้ ‘รัฐวิสาหกิจด้านไฟฟ้าต้องปรับตัว’ โดยไม่ใช้งบประมาณ

 

นโยบายดังกล่าวคณะผู้วิจัยประเมินว่า น่าจะไม่สามารถดำเนินการได้จริง ซึ่งจากการประมาณการของทีดีอาร์ไอพบว่า นโยบายดังกล่าวน่าจะต้องใช้เงินประมาณถึง 2.16 แสนล้านบาทต่อปี จากการชดเชยส่วนต่างจากต้นทุนจริงประมาณ 1.08 บาทต่อหน่วย

 

  • นโยบาย ‘ประกันรายได้ผู้ใช้แรงงาน-รัฐจ่ายส่วนต่าง’ ซึ่งรัฐจะจ่ายส่วนต่างระหว่าง ‘ค่าครองชีพรายจังหวัด’ กับ ‘ค่าจ้างขั้นต่ำรายจังหวัด’ โดยไม่ผลักภาระไปที่นายจ้างเพื่อป้องกันเงินเฟ้อ

 

คณะผู้วิจัยมองว่าเป็นนโยบายที่แทรกแซงกลไกตลาดแรงงานอย่างมาก และอาจส่งผลให้นายจ้างไม่ขึ้นค่าแรงให้แรงงาน เพราะรัฐจะจ่ายส่วนต่างให้อยู่แล้ว

 

นอกจากนี้ นโยบายดังกล่าวจะทำให้แรงงานขาดแรงจูงใจในการพัฒนาทักษะ เพราะมีหลักประกันรายได้อยู่แล้ว และไม่สามารถป้องกันเงินเฟ้อได้ เพราะจะทำให้มีเม็ดเงินเพิ่มในระบบเศรษฐกิจที่จะสร้าง ‘เงินเฟ้อด้านอุปสงค์’ แม้จะลด ‘เงินเฟ้อด้านอุปทาน’ จากการที่นายจ้างขึ้นราคาสินค้าก็ตาม

 

ในภาพรวม นโยบายต่างๆ ของพรรคประชาธิปัตย์ก่อให้เกิดภาระงบประมาณที่สูงมากกว่า 5.2 แสนล้านบาทต่อปี ซึ่งอาจกระทบต่อเสถียรภาพทางการคลังอย่างมาก หากไม่สามารถหารายได้ใหม่มาทดแทนได้เพียงพอ ดังที่พรรคได้ระบุความเสี่ยงนี้ไว้ในหลายนโยบาย

 


 

เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และรายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ได้ที่นี่
https://thestandard.co/election2569/

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising