อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส. แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยถึงการขับเคลื่อนงานด้านนิติบัญญัติของพรรค และความเคลื่อนไหวของการยื่นร่างแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ โดยยอมรับว่า พรรคประชาธิปัตย์มีจำนวนเสียง สส. ไม่เพียงพอตามเงื่อนไขในการยื่นร่างแก้ไขฯ เอง
ประเด็นสำคัญ
▪️เปิด 3 สาระสำคัญ ร่าง รธน. ‘ประชาธิปัตย์-แนวร่วม’
ดังนั้น พรรคจึงได้เจรจาประสานงานกับพรรคการเมืองต่างๆ ที่มีอุดมการณ์และเผชิญปัญหาทำนองเดียวกัน เพื่อร่วมมือกันผลักดันร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ และได้มีกำหนดการยื่นร่างแก้ไขฯ ร่วมกันภายในสัปดาห์หน้า
โดยมีกรอบสาระสำคัญ 3 ประการ ประกอบด้วย
- ที่มาของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ต้องกระจายตัว โดยกำหนดให้ สสร. มาจากการคัดเลือกและมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริง ขณะที่กลไกการโหวตเลือกในรัฐสภาจะต้องออกแบบให้เกิดการกระจายสัดส่วน ไม่ให้กลุ่มทุนหรือเสียงข้างมากในสภาเข้าควบคุมหรือผูกขาด สสร. ได้
- ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะไม่มีการแก้ไขเพิ่มเติมในหมวด 1 (บททั่วไป) และหมวด 2 (พระมหากษัตริย์) ซึ่งเป็นเรื่องที่มีความละเอียดอ่อนต่อความมั่นคงของรัฐและความรู้สึกของสังคม
- ปรับปรุงกระบวนการลงมติเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญในชั้นรัฐสภาหลังจากที่ สสร. ยกร่างเสร็จสิ้น เพื่อให้กลไกประชาธิปไตยเดินหน้าได้โดยไม่ถูกกลุ่มเสียงข้างน้อยที่มีเงื่อนไขพิเศษใช้อำนาจยับยั้งจนร่างกฎหมายสูงสุดของประเทศต้องตกไป
▪️เกาะติดปม ป.ป.ช. ยกคำร้องศักดิ์สยาม
นอกเหนือจากนี้ คณะทำงานกฎหมายของพรรคประชาธิปัตย์ได้ตรวจสอบมติและการชี้แจงของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ระบุว่า ศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ไม่ได้จงใจแสดงบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จและไม่ได้แทรกแซงการจัดซื้อจัดจ้าง
“พรรคประชาธิปัตย์เห็นว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในอดีตมีผลผูกพันทุกองค์กร และได้ชี้ชัดไว้แล้วว่าพฤติการณ์ของศักดิ์สยามเข้าข่ายกระทำความผิดตามกฎหมาย ป.ป.ช. มาตรา 126 ในเรื่องของการมีผลประโยชน์ทับซ้อน ดังนั้น สส. พรรคประชาธิปัตย์จึงได้เข้าชื่อกันเพื่อยื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช. ให้ดำเนินการไต่สวนและวินิจฉัยความผิดในประเด็นนี้ต่อไปตามบรรทัดฐานทางกฎหมาย” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าว
▪️เสนอร่างกฎหมายภาคประชาชนกลับเข้าสภาฯ
อภิสิทธิ์ระบุด้วยว่า จากกรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติไม่ยืนยันร่างกฎหมายสำคัญหลายฉบับที่ค้างมาจากสภาชุดก่อน ส่งผลให้ความเพียรพยายามของภาคประชาชนต้องกลับไปนับหนึ่งใหม่ในสัปดาห์นี้
สส. ของพรรคประชาธิปัตย์จึงได้ร่วมกันเข้าชื่อเพื่อเสนอร่างกฎหมายเหล่านั้นกลับเข้าสู่ระเบียบวาระของสภาอีกครั้ง โดยหยิบยกเอาเนื้อหาที่ผ่านการเคาะจากชั้นกรรมาธิการวิสามัญชุดก่อนซึ่งเป็นจุดสมดุลระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ มาปัดฝุ่นและยกระดับให้เข้มข้นขึ้น ประกอบด้วย
- ร่าง พ.ร.บ. รายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษ (PRTR) ร่างฉบับของประชาธิปัตย์จะใช้เนื้อหาเดิมที่ได้รับความเห็นชอบร่วมกันระหว่างภาคประชาชนและภาคธุรกิจแล้ว แต่จะมีการ ปรับลดระยะเวลาบทเฉพาะกาลให้สั้นลงจาก 5 ปี เหลือ 2 ปี เพื่อเร่งยกระดับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมไทยให้สอดรับกับเกณฑ์ในการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ตามหมุดหมายของประเทศ
- ร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงาน มุ่งเน้นการขจัดปัญหาการเลือกปฏิบัติในสถานประกอบการทุกรูปแบบ โดยนำร่างที่กรรมาธิการพิจารณาเสร็จสิ้นแล้วมาปรับปรุงรายละเอียดเล็กน้อย เพื่อให้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานยุคใหม่
- ร่างกฎหมายอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เพื่อยกระดับและรับรองสถานะทางกฎหมาย กำหนดมาตรฐานจรรยาบรรณ และสิทธิประโยชน์ของแนวหน้าสุขภาพ โดยพรรคประชาธิปัตย์ได้ เพิ่มกลไก ‘กองทุนสวัสดิการ อสม.’ เข้าไปในร่างกฎหมาย เพื่อสร้างหลักประกันชีวิตที่มั่นคงอย่างเป็นรูปธรรม
นอกจากกฎหมายเยียวยาภาคประชาชนแล้ว อภิสิทธิ์ระบุว่า พรรคได้จัดทำร่างกฎหมายที่เป็นเสาหลักนโยบายของพรรคเสร็จสิ้น และพร้อมยื่นต่อสภาอีก 2 ฉบับ คือ
- ร่างแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ปรับปรุงกติกาให้หน่วยงานรัฐต้องจัดทำและจัดเก็บข้อมูลอยู่ในรูปแบบดิจิทัลเพื่อความโปร่งใสและเอื้อให้เกิดการแบ่งปันข้อมูล พร้อมกระชับกระบวนการอุทธรณ์ในกรณีที่รัฐปฏิเสธการเปิดเผยข้อมูลให้รวดเร็วและเป็นธรรมยิ่งขึ้น
- ร่าง พ.ร.บ. สภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สภา SME) จัดตั้งองค์กรกลางเพื่อเป็นตัวแทนของกลุ่มผู้ประกอบการ SME ทั่วประเทศในการคานอำนาจและเจรจาต่อรอง พร้อมบรรจุบทบัญญัติบังคับให้รัฐต้องมีมาตรการส่งเสริม SME ไทยอย่างเป็นรูปธรรม เช่น การกำหนดสัดส่วนโควตาในการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ


