เมื่อการดื่มไม่ได้หมายถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพียงอย่างเดียว แต่เป็นการออกเดินทางผ่านรสชาติ บาร์ Khaoya Archive จึงถือกำเนิดขึ้นในฐานะแผนที่ของประเทศไทย ที่บันทึกเรื่องราวของผืนดิน ผู้คน และวัฒนธรรมอาหารไทย ผ่านค็อกเทลที่ทำจากวัตถุดิบในบ้านเรา

ชื่อ Khaoya (ข้าวยา) มาจากคำล้อเสียงจากสำนวน ‘เหล้ายา ปลาปิ้ง’ ที่สะท้อนภาพความอุดมสมบูรณ์ของแผ่นดินไทย มีทั้งพืชผัก สมุนไพร และวัตถุดิบซึ่งเป็นทั้งอาหารและยา บาร์จึงเลือกหยิบสิ่งเหล่านี้มาเล่าใหม่ ไม่ว่าจะเป็น มะระขี้นก ผักคราดหัวแหวน ใบมะกรูด ข้าวเม่า เมล็ดพืช และผลไม้พื้นถิ่น เพื่อแสดงให้เห็นถึงรสชาติวัตถุดิบของไทยให้ชัดขึ้นในสายตาของคนไทยและต่างชาติ

แนวคิดของบาร์นี้คือการเปรียบบาร์เสมือนคลังความทรงจำ ที่บันทึกรสชาติผ่านฤดูกาล บางอย่างที่เราคุ้นเคย บางอย่างแปลกใหม่สำหรับเรา ค็อกเทลทุกแก้วก็เหมือนชวนย้อนกลับไปสำรวจบ้านเกิดของคนไทย ทั้งวัฒนธรรม และวิถีชีวิตของคนที่อยู่เบื้องหลังวัตถุดิบเหล่านั้น
The Vibe

Khaoya Archive ตั้งอยู่บนชั้น 2 ของ No Bar Wine Bar พื้นที่ที่เคยเล่าเรื่องโลกผ่านไวน์ วันนี้เปิดพื้นที่ใหม่ ให้ค็อกเทลพาเราเดินทางกลับบ้านผ่านรสชาติ

ตัวร้านยังคงโครงสร้างเดิมของอาคารไว้ พื้นปูนเปลือย ผนังเรียบ และบรรยากาศที่อบอุ่น เสริมด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้และของตกแต่งชิ้นเล็กๆ ตั้งแต่งานศิลปะ ไปจนถึงรายละเอียดจากวัสดุธรรมชาติ ซึ่งสะท้อนตัวตนของร้านไว้ชัดเจน ทำให้บรรยากาศเป็นกันเอง เหมือนห้องรับแขกที่ชวนให้นั่งฟังเรื่องเล่า ก่อนจะค่อยๆ เปิดคลังความทรงจำ ผ่านแต่ละแก้วที่ถูกยกมาเสิร์ฟ
The Drink

Khaoya ไม่มีเมนูที่ตายตัว ทุกอย่างหมุนเวียนเหมือนตลาดเช้า วันนี้มีอะไร พรุ่งนี้อาจจะเปลี่ยน การสั่งเครื่องดื่มที่นี่เหมือนการไปนั่งร้านข้าวต้มที่คัดสรรวัตถุดิบที่ดีในแต่ละวัน
เมนูส่วนใหญ่ก็รังสรรค์จากวัตถุดิบไทย ซึ่งบาร์ไม่ได้มองว่านี่เป็นค็อกเทลฟิวชัน แต่คือการแปลภาษาจากครัวไทยไปสู่แก้วค็อกเทลให้ปรากฏขึ้นในรูปแบบที่ดื่มได้ทั้งรูป รส กลิ่น สัมผัส วัฒนธรรม รวมถึงความสนใจของทั้งคนทำและคนดื่ม

‘เขียวเสวย’ Green Mango & Passion Fruit (Gin Fizz) (420 บาท) แก้วนี้กลิ่นมะม่วงชัดตั้งแต่ยกแก้วขึ้นจิบแรก ความทรอปิคัลของมะม่วงทำให้แก้วนี้สดใสและดื่มง่าย ไม่แรง เหมาะกับคนที่อยากเริ่มต้นเบาๆ

‘กระบก & มะปี๊ด’ Wild Almond & Calamansi (White Russian) (400 บาท) กระบกหรืออัลมอนด์ของไทย ถูกเคี่ยวกับนมจนกลายเป็นนมกระบก แล้วผสมกับแยมมะปี๊ดที่กวนไว้ ดื่มแรกให้รสสัมผัสที่ครีมมี่ นัตตี้ แต่เปรี้ยวที่ปลายลิ้น เป็นแก้วที่นุ่ม ละมุน และดื่มสบาย เหมือนดื่มนมก่อนนอน

‘มะเขือเทศ & ผักกาดหิ่น’ Tomato & Mustard Greens (Bloody Mary) (400 บาท) นำมะเขือเทศ 3 สี ทั้งสีเขียว สีเหลือง และสีแดงมาเป็นส่วนประกอบหลัก จิบแรกให้ภาพของน้ำพริกอ่องแบบภาคเหนืออยู่ในปาก เสิร์ฟคู่ใบผักกาดหิ่นมาให้กัดตาม รสซ่าเบาๆ คล้ายวาซาบิ แก้วนี้รู้สึกว่าเหมือนกำลังกินมากกว่าแค่ดื่มเสียอีก

‘มะระขี้นก’ Bitter Melon & Apple (Pisco Sour) (380 บาท) ใช้พิสโกจากองุ่นเป็นเบส ปั่นมะระขี้นกกับแอปเปิ้ลเขียวเพื่อลดความขม จิบแรกให้ความเปรี้ยวสดใสคล้ายนมเปรี้ยว ก่อนจะทิ้งรสขมปลายลิ้น เราว่าเป็นแก้วที่เล่นกับความคาดไม่ถึงได้อย่างสนุกจริงๆ

‘ข้าวเม่า & ยี่หร่า’ Flattened Rice & Shrubby Basil (Gin & Tonic) (350 บาท) นำข้าวเม่าที่คั่วไปอินฟิวส์กับจิน ยี่หร่าและคราฟต์โทนิก ให้รสคล้ายชาข้าวนุ่มๆ ที่มีความเผ็ดเบาๆ ที่ปลายลิ้น เป็นแก้วที่ดื่มง่ายแต่มีเลเยอร์ของกลิ่นและรสชาติของยี่หร่า

‘น้ำผึ้งชันโรง’ Stingless Bee Honey (Penicillin) (420 บาท) ใช้ Blended Malt Scotch Whisky เป็นเบสหลัก เติมความเปรี้ยวจากใบมะขามอ่อน และความเผ็ดจากขิงดอง ก่อนบาลานซ์ด้วยน้ำผึ้งชันโรงที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ที่เปรี้ยวธรรมชาติ ให้กลิ่นและรสคล้ายสับปะรด จบด้วยการสเปรย์ Islay Single Malt Whisky เพิ่มกลิ่นสโมกกี้บางๆ ช่วยตัดเลี่ยนและเพิ่มมิติให้แก้วนี้ลึกขึ้นอย่างนุ่มนวล

นอกจากนี้ยังเมนูที่แนะนำคนชอบดื่มแบบแรงๆ อย่าง ‘ผักชีใบเลื่อย’ Culantro (Kingston Negroni) (420 บาท) ‘ขนุน & สะเดา’ Jackfruit & Margosa (Dry Martini) (420 บาท) ขนุนถูกอินฟิวส์กับวอดก้า เพื่อเพิ่มความหอมหวานแบบทรอปิคอล แต่ให้รสขมปลายลิ้น

และตัวที่แรงที่สุด ‘โอเลี้ยง’ Oliang Coffee (Rum Old-Fashioned) (380 บาท) ใส่โอเลี้ยงจากกาแฟอาราบิก้าคั่ว ถูกอินฟิวส์กับรัมและข้าวโพด เพิ่มมิติความหวานและกลิ่นคั่วไหม้ ดื่มแล้วให้ความรู้สึกเข้ม ลึก และอบอุ่น เหมาะกับการปิดค่ำคืน
Behind the Archive
พาร์ทครีเอทีฟดูแลโดย ‘ณัฐ-ณัฐชนน วะนา’ และ ‘อาย-พรชนก ดิบดี’ ณัฐ ผู้อยู่ในวงการนักเขียนและแวดวงภาพยนตร์ ที่สนใจความทรงจำของผู้คน ขณะที่ อายชื่นชอบด้านแฟชั่นและงานดีไซน์ สนใจวัสดุ งานไม้ และภูมิปัญญาชาวบ้าน จนทำให้บาร์นี้เกิดความสมบูรณ์แบบ ในแบบฉบับของพวกเขาเอง


ด้านเมนูเครื่องดื่มดูแลโดย หัวหน้าบาร์เทนเดอร์ที่จบด้านวิจิตรศิลป์ และมีประสบการณ์ในบาร์หลายแห่งในกรุงเทพฯ เติบโตในครอบครัวเชื้อสายเวียดนาม ทำให้คุ้นเคยกับสมุนไพรและวัตถุดิบตั้งแต่วัยเด็ก ซึ่งการใช้ชีวิตในหลายพื้นที่ยิ่งเปิดมุมมองต่อรสชาติท้องถิ่น
Good for…


สำหรับคนที่ไม่ได้มองค็อกเทลเป็นแค่เครื่องดื่ม แต่มองว่ามันเป็นบทสนทนา การเดินทาง และการเรียนรู้ผ่านรสชาติ ถ้าอยากดื่มอะไรที่พาคุณกลับไปหาบ้านเกิด ผู้คน และความทรงจำ เราว่านี่คือบาร์ที่มาแล้วจะเข้าใจว่าคำว่า รสชาติไทยๆ ยังมีอะไรให้ค้นอีกมาก
ภาพ: ลักษณา บุญญาปฏิภา
Khaoya Archive
Address: ชั้น 2 ของร้าน No Bar Wine Bar
Open: เปิดให้บริการทุกวันพุธ-อาทิตย์ เวลา 19.00-01.00 น.
Contact: Khaoya Archive
Budget: ราคาเริ่มต้น 350 บาท
Map: https://maps.app.goo.gl/5bdjSRF9CnEB6vFM6


