ทำไมดีลประวัติศาสตร์ ‘Mother of All Deals’ EU-อินเดีย อาจทำให้ไทยได้ประโยชน์?

29.01.2026
  • LOADING...
สัญลักษณ์แสดงความร่วมมือทางการค้า สหภาพยุโรป-อินเดีย และโอกาสทางเศรษฐกิจของไทย

‘กอบศักดิ์’ ชี้ไทยต้องคว้าโอกาสเปิดตลาดใหม่อินเดีย ลดพึ่งสหรัฐฯ ดัน ‘ท่าเรือระนอง’ เป็นประตูการค้าฝั่งตะวันตก หลังโลกเปลี่ยนขั้ว EU-อินเดีย ปิดดีลประวัติศาสตร์ บรรลุข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) หลังเจรจายืดเยื้อนานเกือบ 20 ปี ท่ามกลางนโยบายกำแพงภาษี เชิงรุกของโดนัลด์ ทรัมป์

 

Ursula von der Leyen ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ซึ่งเดินทางไปกรุงนิวเดลีเพื่อร่วมประกาศข้อตกลงกับ Antonio Costa ประธานสภายุโรป ระบุว่า “เราปิดดีลแม่แห่งทุกข้อตกลงแล้ว” (Mother of All Deals)

 

พร้อมชี้ว่า ข้อตกลงนี้จะสร้างเขตการค้าเสรีที่มีประชากรรวมกันกว่า 2,000 ล้านคน และทั้งสองฝ่ายจะได้รับประโยชน์ร่วมกัน

 

ด้านนายกรัฐมนตรี Narendra Modi ของอินเดีย ยกย่องข้อตกลงดังกล่าวว่า ‘เป็นข้อตกลงการค้าเสรีที่ใหญ่’ ที่สุดและมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ ที่สุดของประเทศ ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้ภาคการผลิตและภาคบริการ เพิ่มความเชื่อมั่นนักลงทุน และเปิดทางให้เกษตรกรรวมถึงธุรกิจ ขนาดเล็กของอินเดียเข้าถึงตลาดยุโรปได้ง่ายขึ้น

 

‘ขั้วอำนาจใหม่เศรษฐกิจโลก’ พันธมิตรลดพึ่งพาสหรัฐฯ

 

ทั้งนี้ การปิดดีล EU-อินเดีย สะท้อน ‘ขั้วอำนาจของเศรษฐกิจโลก’ อย่างชัดเจน ภายใต้บริบทที่ยุโรปต้องการลดการพึ่งพาสหรัฐฯ และจีน

 

ขณะที่อินเดียพยายามสลัดภาพประเทศกีดกันทางการค้า และหาทางชดเชยผลกระทบจากภาษี 50% ของรัฐบาลทรัมป์ พร้อมเดินเกมรักษาสมดุลความสัมพันธ์กับรัสเซียไปพร้อมกัน

 

อย่างไรก็ตาม ตามแถลงการณ์ของคณะกรรมาธิการยุโรป (EU) ข้อตกลงนี้คาดว่าจะช่วยเพิ่มการส่งออกของ EU ไปยังอินเดียเป็น 2 เท่าภายในปี 2032 หลังอินเดียตกลงยกเลิกหรือปรับลดภาษีนำเข้าสำหรับสินค้า 96.6% ของปริมาณการค้า ขณะที่ EU จะยกเลิกหรือปรับลดภาษีสำหรับสินค้าอินเดีย 99.5% ภายใน 7 ปี

 

นอกจากนี้ นิวเดลียังยอมเปิดตลาดรถยนต์ยุโรปภายใต้โควตาสูงสุด 250,000 คัน ซึ่งมากกว่าข้อตกลงการค้าอื่น ๆ ก่อนหน้าถึงกว่า 6 เท่า

 

ขณะที่อินเดียจะได้เปรียบในการส่งออกสินค้าที่ใช้แรงงานเข้มข้น เช่น เสื้อผ้า อัญมณี เครื่องประดับ และรองเท้า ซึ่งได้รับผลกระทบหนักจากภาษีของสหรัฐฯ

 

ขณะเดียวกัน ฝั่ง EU ยังเสนอพันธกรณีด้านการเคลื่อนย้ายนักศึกษา วีซ่าหลังเรียนจบ และการเปิดตลาดบริการครอบคลุม 144 สาขา และอินเดียเลือกกีดกันภาคผลิตภัณฑ์นมซึ่งอ่อนไหวทางการเมืองออกจากข้อตกลง

 

อินเดียเป็นคู่ค้ารายใหญ่อันดับ 9 ของ EU

 

ข้อตกลงนี้คาดว่าจะลงนามอย่างเป็นทางการ หลังการตรวจสอบทางกฎหมายภายในราว 6 เดือน และยังต้องผ่านการให้สัตยาบันจากรัฐสภายุโรป โดยเกิดขึ้นไม่นานหลัง EU เพิ่งบรรลุข้อตกลงการค้ากับกลุ่มเมอร์โคซูร์ในอเมริกาใต้ ซึ่งเป็นอีกก้าวในการลดการพึ่งพาสหรัฐฯ และจีน

 

สำหรับอินเดีย ดีลนี้นับเป็นข้อตกลงการค้าฉบับที่ 4 ของรัฐบาล Modi ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ต่อจากสหราชอาณาจักร โอมาน และนิวซีแลนด์ พร้อมเดินหน้าขยายความร่วมมือกับเมอร์โคซูร์ ชิลี เปรู และกลุ่ม GCC เพื่อเข้าถึงทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์และเพิ่มบทบาทบนเวทีโลก

 

มูลค่าการค้าระหว่างทวิภาคีระหว่าง EU และอินเดียอยู่ที่ 1.365 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปีงบประมาณสิ้นสุดเดือนมีนาคม 2025 โดย EU คิดเป็นกว่า 17% ของการส่งออกทั้งหมดของอินเดีย

 

สัญลักษณ์แสดงความร่วมมือทางการค้า สหภาพยุโรป-อินเดีย และโอกาสทางเศรษฐกิจของไทย 1

 

‘กอบศักดิ์’ ชิงโอกาสใหม่ เจาะตลาด ‘อินเดีย’ ดัน ‘ท่าเรือระนอง’ เปิดประตูการค้าตะวันตก

 

ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล นายกสมาคมเศรษฐศาสตร์แห่งประเทศไทย กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ และประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) กล่าวว่า การที่สหภาพยุโรป (EU) และอินเดียบรรลุข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) หลังการเจรจายาวนานเกือบ 20 ปี ถือเป็น ‘ดีลประวัติศาสตร์’ ที่สะท้อนการเปลี่ยนขั้วของเศรษฐกิจโลกอย่างชัดเจน และเป็นโลกที่ไม่มีวันเหมือนเดิมอีกต่อไป

 

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวนับเป็น ‘อานิสงส์’ สำคัญของประเทศไทย ในการเร่งแสวงหาตลาดใหม่เพื่อลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ

 

โดยเฉพาะอินเดียซึ่งอยู่ไม่ไกลจากไทย และเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง ด้วยประชากรกว่า 1,400 ล้านคน รวมถึงชนชั้นกลาง (Middle Class) ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันมีราว 500 ล้านคน และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 800-900 ล้านคนในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

 

ดร.กอบศักดิ์ มองว่า ยุทธศาสตร์ของไทยควรมุ่งตอบโจทย์ความ ต้องการหลักของชนชั้นกลางและรัฐบาลอินเดีย โดยเฉพาะด้านที่อยู่อาศัย

 

ขณะเดียวกัน อินเดียกำลังเผชิญปัญหาฝุ่นและมลภาวะจากภาคการก่อสร้าง ไทยจึงมีโอกาสเจาะตลาดวัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Building Components) รวมถึงเทคโนโลยีการก่อสร้างแบบ Modular Building ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่อินเดียยังขาดแคลน และสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน

 

ขณะที่ ในภาพใหญ่ของเศรษฐกิจโลก จะเห็นว่าหลายประเทศเริ่มลดการพึ่งพาสหรัฐฯ และหันมาจับมือกันเองมากขึ้น ซึ่งจะเห็นได้จากยุโรป (EU) กระชับความสัมพันธ์กับอินเดีย ดังข้างต้น หรืออินเดียที่ขยายความร่วมมือกับจีน หรือแม้แต่แคนาดาที่เดินหน้าเจรจาการค้ากับจีน

 

“อินเดียกลายเป็นพันธมิตรที่น่าสนใจมาก เพราะกำลังถูกสหรัฐฯ กดดันอย่างหนัก จึงมีความต้องการเจรจาการค้ากับประเทศอื่นมากขึ้น ถือเป็นโอกาสของไทยในการดึงอินเดียเข้าสู่อาเซียน หรือจัดทำความตกลงการค้าแบบทวิภาคี โดยตลาดใหม่ที่น่าสนใจสำหรับไทยในช่วงนี้ ได้แก่ อินเดีย อาเซียน บังกลาเทศ และตะวันออกกลาง” ดร.กอบศักดิ์กล่าว

 

ดร.กอบศักดิ์ แนะว่า ไทยควรใช้โอกาสที่ไทยมีภูมิศาสตร์ที่ดี อย่างท่าเรือน้ำลึก ภายใต้ โครงการสะพานเศรษฐกิจไทย หรือแลนด์บริดจ์ ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่ใช้ประโยชน์จากทำเลที่ตั้งของไทยซึ่งเชื่อมระหว่างมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิก หากออกแบบและดำเนินการอย่างเหมาะสม จะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และเพิ่มโอกาสแข่งขันกับเพื่อนบ้านในระยะยาว

 

“แม้โครงการแลนด์บริดจ์ทั้งหมดจะยังไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในทันที แต่ภายใต้โครงการดังกล่าวยังมีหลายโครงการย่อยที่สามารถเริ่มดำเนินการก่อนได้ โดยโครงการเร่งด่วนในระยะแรกคือ “ท่าเรือระนอง” ซึ่งมีศักยภาพด้านทำเลและพื้นที่ เหมาะต่อการพัฒนาเป็นท่าเรือน้ำลึก และเป็นท่าเรือยุทธศาสตร์ของภูมิภาค ทำหน้าที่เป็นประตูการค้าด้านตะวันตกของไทย”

 

ทั้งนี้ ท่าเรือระนองจะช่วยเปิดการค้าสู่ตลาดขนาดใหญ่ที่มีการเติบโตสูง เช่น อินเดียและบังกลาเทศ ซึ่งมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจราว 8% ต่อปี เพิ่มโอกาสในการขนส่งสินค้าไทย และรองรับทิศทางเศรษฐกิจโลก ที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

 

อย่างไรก็ตาม ปี 2569 นักลงทุน ผู้ประกอบการไทย SMEs ที่จะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการ SME ไทย จากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นของสินค้าจีน ซึ่งมีแนวโน้มไหลเข้าสู่ตลาดอาเซียน

 

“โดยช่วง 3 ปีข้างหน้าจะเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ที่ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเร่งปรับตัว หาตลาดใหม่ และใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่ไทยมีอยู่กว่า 14 ฉบับ”

 

ขณะที่ FETCO เองก็อยู่ระหว่างผลักดันให้บริษัทเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมใหม่ ที่เข้ามาลงทุนในไทย เข้าจดทะเบียนในตลาดทุน ใช้สิทธิประโยชน์ FTA เพื่อเพิ่มความหลากหลายของโครงสร้างตลาด และยกระดับศักยภาพตลาดทุนไทย

 

ทั้งนี้ คาดการณ์ว่า ภาคการผลิตและการส่งออกของไทยในปี 2569 อาจขยายตัวไม่มากนัก ทางออกสำคัญคือการเร่งลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ จากระดับราว 20% เหลือ 15% และหันไปเน้นตลาดใหม่ที่มีการเติบโตสูง เช่น จีน อินเดีย อาเซียน และยุโรป เพื่อลดความเสี่ยงในระยะยาว

 

ดังนั้น ตลาดอินเดียกลายเป็นหนึ่งในตลาดเป้าหมายสำคัญ ที่ไทยควรเร่งเข้าไปช่วงชิงโอกาส

 

ภาพ: PromesaArtStudio / Getty image

อ้างอิง:

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising