วันนี้ (28 มกราคม) ที่สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย นพ.กิตติศักดิ์ อักษรวงศ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต และ เกตุแก้ว แก้วใส ผู้อำนวยการสำนักมาตรฐานวินัยและระบบคุณธรรม ได้ร่วมกันแถลงข่าวชี้แจงกรณีที่คณะอนุกรรมการสามัญประจำกระทรวงสาธารณสุข (อ.ก.พ.สธ.) มีมติ 4 ต่อ 3 ให้ปลด นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ออกจากราชการ เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2569 โดยระบุเหตุผลจากการกระทำผิดวินัยร้ายแรงในการจัดซื้อชุดตรวจ ATK เมื่อปี 2564
เกตุแก้ว ได้ไล่เรียงลำดับเหตุการณ์ว่า กรณีดังกล่าวสืบเนื่องมาจากการจัดทำโครงการ แพทย์ชนบทบุกกรุง ของชมรมแพทย์ชนบท นำโดย นพ.สุภัทร เมื่อเดือนสิงหาคม 2564 เพื่อตรวจโควิดเชิงรุกในพื้นที่ กทม. ซึ่งพบว่ามีการนำชุดตรวจ ATK มาใช้งานก่อนกระบวนการจัดซื้อตามระเบียบจะแล้วเสร็จ ต่อมาในวันที่ 25 มกราคม 2566 กระทรวงสาธารณสุขได้มีคำสั่งย้าย นพ.สุภัทร จากผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะ ไปยังโรงพยาบาลสะบ้าย้อย จ.สงขลา ท่ามกลางข้อสังเกตจากตัว นพ.สุภัทร ว่าเป็นการโยกย้ายที่ไม่เป็นธรรมและมีมูลเหตุทางการเมือง
ต่อมาเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2566 กระทรวงสาธารณสุขได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรงเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีการจัดซื้อและอนุมัติชุดตรวจ ATK โดยมีการตั้งข้อสังเกตถึงความผิดปกติในการนำเข้าชุดตรวจก่อนการอนุมัติ รวมถึงประเด็นเรื่องราคาและขั้นตอนการคัดเลือกผู้ขาย ซึ่งจากการสอบสวนพบว่า ในขณะที่ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะ นพ.สุภัทร ได้อนุมัติการจัดซื้อวัสดุวิทยาศาสตร์และเวชภัณฑ์ชุดตรวจ ATK วงเงินไม่เกิน 2 ล้านบาท จำนวน 5 ครั้ง ในลักษณะแบ่งซื้อแบ่งจ้าง ซึ่งถือเป็นการฝ่าฝืนระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างวัสดุภาครัฐ และเป็นการปฏิบัติราชการเพื่อแสวงหาประโยชน์อันมิควร ส่งผลให้ราชการได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง
เกตุแก้ว ยืนยันว่า กระบวนการสอบสวนเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายทุกประการ โดย นพ.สุภัทร ได้รับทราบข้อกล่าวหาและมีโอกาสยื่นหนังสือชี้แจงโต้แย้งหลายฉบับต่อคณะกรรมการสอบสวนฯ แล้ว ซึ่งผลการสอบสวนที่เสร็จสิ้นเมื่อเดือนกันยายน ได้สรุปว่ามีความผิดวินัยอย่างร้ายแรงและเห็นควรให้ลงโทษปลดออก โดยปลัดกระทรวงสาธารณสุขได้เห็นชอบตามความเห็นของคณะกรรมการฯ และนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของ อ.ก.พ.สธ. ในที่สุด
ทางด้าน นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน กล่าวว่า ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดการประชุม อ.ก.พ.สธ. ได้ เนื่องจากยังไม่สิ้นสุดกระบวนการตามกฎหมาย แต่ยืนยันว่าการดำเนินการทุกขั้นตอนเป็นไปตามระเบียบราชการ โดยได้มีการตรวจสอบพยานหลักฐานอย่างรอบคอบ ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขเพียงรอการออกคำสั่งอย่างเป็นทางการต่อไป ส่วนกรณีที่กรรมการ อ.ก.พ.สธ. บางท่านมีความเห็นต่างถือเป็นดุลยพินิจส่วนบุคคล และเมื่อมีคำสั่งปลดออกแล้ว จะต้องรายงานให้คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) รับทราบตามขั้นตอน ซึ่งหาก ก.พ. มีมติเป็นประการใด ทางกระทรวงฯ พร้อมปฏิบัติตามภายใน 15 วัน
นพ.กิตติศักดิ์ กล่าวย้ำว่า การพิจารณาในครั้งนี้ปราศจากใบสั่ง ทางการเมือง ข้าราชการประจำทุกคนดำเนินการตามหน้าที่และกรอบของกฎหมาย เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย รวมถึงตัวข้าราชการเองที่ต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ไม่ใช่การกลั่นแกล้งหรือมีความโกรธเคืองส่วนตัวแต่อย่างใด
พญ.อัมพร กล่าวเสริมว่า ในฐานะคณะกรรมการ เข้าใจดีถึงความรู้สึกของทุกฝ่ายที่มีทั้งเห็นด้วยและเห็นต่าง แต่คณะกรรมการต้องพิจารณาบนพื้นฐานของความถูกต้องตามกฎหมาย วินัย และระเบียบราชการ เพื่อให้เป็นคำตอบที่ถูกต้องและเป็นธรรมที่สุดสำหรับสังคม พร้อมชี้แจงว่าตนได้เข้าร่วมประชุม อ.ก.พ.สธ. ผ่านระบบออนไลน์เนื่องจากติดภารกิจ แต่ยืนยันว่าได้ร่วมพิจารณาในวาระดังกล่าว
ผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขยังระบุด้วยว่า นพ.สุภัทร ยังมีสิทธิในการยื่นอุทธรณ์หรือขอความเป็นธรรมต่อองค์กรที่มีอำนาจเหนือกว่าได้ตามกระบวนการทางกฎหมาย
ในช่วงหนึ่งของการแถลงข่าวมีตัวแทนประชาชน เปิดเผยความในใจ ระบุว่า คำสั่งดังกล่าวไร้จริยธรรมหน้าอดสูไม่เฉพาะกับภาคประชาชนที่รู้สึก แต่ผู้บริหารกระทรวงควรคำนึงว่าการกระทำแบบนี้เหมือนการเชือดไก่ให้ลิงดู เหตุการณ์ครั้งนี้จะส่งผลกระทบให้เห็นชัดเจนเพราะ ไก่ที่กำลังเชือดไม่ใช่ไก่ที่อ่อนแอที่อยู่ในกลุ่มแสวงหาอำนาจเพื่อที่ดำเนินดำเนินชีวิตต่อไป แต่เป็นไก่เถื่อนที่ไม่ยอมพ่ายแพ้ต่อความอยุติธรรมอย่างแน่นอน


