วานนี้ (26 มกราคม) ที่ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ร่วมปาฐกถาพิเศษในงานเสวนา ‘กันก่อนท่วม: น้ำแปรปรวน เมืองต้องพร้อม’ (From Risk to Action) ซึ่งจัดโดยศูนย์กันก่อนท่วม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภายใต้โครงการ Chula the Impact ครั้งที่ 37 โดยมี ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นประธานกล่าวเปิดงาน เพื่อระดมองค์ความรู้และเทคโนโลยีในการเตรียมความพร้อมรับมือผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ชัชชาติ กล่าวเน้นย้ำถึงหัวใจสำคัญของการบริหารจัดการน้ำในกรุงเทพมหานครว่า อนาคตของเมืองขึ้นอยู่กับการวางแผนในปัจจุบัน หากมีการระดมความรู้และเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ จะช่วยบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติที่ทวีความรุนแรงขึ้นได้ โดยต้องเริ่มจากความเข้าใจปัจจัยเสี่ยงหลัก 3 ประการ ได้แก่ น้ำฝน น้ำเหนือหลาก และน้ำทะเลหนุน
สำหรับการจัดการน้ำฝน นั้น กทม. ยึดหลักการระบายออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยาให้เร็วที่สุด ผ่านระบบเส้นเลือดฝอยอย่างท่อระบายน้ำและคูคลอง ซึ่งจากบทเรียนปัญหาน้ำท่วมปี 2565 กทม. ได้สำรวจพบจุดเสี่ยงน้ำท่วมถึง 737 จุด ปัจจุบันดำเนินการแก้ไขเสร็จสิ้นแล้ว 383 จุด แก้ไขบางส่วน 133 จุด และส่วนที่เหลืออยู่ระหว่างเร่งดำเนินการ พร้อมเสริมทัพด้วยระบบเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ (Mobile Pump) ในจุดที่ระบบหลักอาจรองรับปริมาณฝนที่ตกหนักผิดปกติไม่เพียงพอ
นอกจากมาตรการเชิงโครงสร้าง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า กทม. ได้ยกระดับการเตรียมความพร้อมด้วยการจัดทำแผนจำลองสถานการณ์ (Scenario Planning) โดยถอดบทเรียนจากเหตุการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ มาสู่การจำลองฉากทัศน์กรณีเกิดฝนตกหนักถึง 300 มิลลิเมตรต่อชั่วโมงครอบคลุมทั้ง 50 เขต โดยร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยชั้นนำและสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) นำข้อมูลศักยภาพการระบายน้ำ ระดับความสูงต่ำของพื้นที่ และปริมาณฝน เข้าสู่แบบจำลองเพื่อวิเคราะห์จุดอ่อนรายพื้นที่อย่างละเอียด
ตัวอย่างเช่น ในเขตดินแดง หากมีฝนตกในระดับดังกล่าว จะส่งผลให้มีจุดน้ำท่วมหนัก 2-3 จุด และมีปริมาณน้ำขังกว่า 1.5 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งต้องใช้เวลาการระบายประมาณ 12 ชั่วโมง ข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำมาวางแผนบริหารจัดการน้ำและการอพยพประชาชนได้อย่างแม่นยำและทันท่วงที โดยมีการประสานงานร่วมกับการไฟฟ้านครหลวงและการประปานครหลวง เพื่อประกันความมั่นคงของระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานในภาวะวิกฤต
ในส่วนของการรับมือน้ำเหนือหลาก และ น้ำทะเลหนุน กทม. ได้เสริมความแข็งแกร่งด้วยแนวคันกั้นน้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยา คลองบางกอกน้อย และคลองมหาสวัสดิ์ รวมความยาว 88 กิโลเมตร ที่ระดับความสูง 2.8 – 3.5 เมตร อย่างไรก็ตาม ยังคงมีจุดฟันหลอจำนวน 120 จุด บริเวณท่าเรือและแนวเขื่อนเอกชนที่ยังไม่สมบูรณ์ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้เร่งแก้ไขและเตรียมพร้อมเรียงกระสอบทรายป้องกันเหตุในช่วงวิกฤต
พร้อมกันนี้ ชัชชาติ ได้กล่าวถึงความท้าทายระยะยาวในอีก 20 ปีข้างหน้า โดยเฉพาะปัญหาน้ำทะเลหนุนสูง ซึ่งอาจต้องศึกษาแนวทางจากต่างประเทศ เช่น เมืองเวนิส หรือประเทศเนเธอร์แลนด์ มาปรับใช้
ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ยังเรียกร้องให้มีการบริหารจัดการน้ำในระดับมหภาค โดยมองว่ากรุงเทพฯ เป็นเพียงจังหวัดปลายน้ำ ไม่สามารถแก้ปัญหาได้โดยลำพัง จึงจำเป็นต้องมีการบูรณาการแผนงานร่วมกันทั้ง 4 ลุ่มน้ำหลัก ได้แก่ แม่กลอง ท่าจีน เจ้าพระยา และบางปะกง โดยอาศัยความร่วมมือจากรัฐบาลและจังหวัดที่เกี่ยวข้อง เพื่อวางแผนแก้ไขปัญหาระยะยาวอย่างยั่งยืน
ส่วนประเด็นข้อกังวลเรื่องแผ่นดินทรุดตัวนั้น ยืนยันว่าจากการควบคุมการใช้น้ำบาดาลอย่างเข้มงวด ปัจจุบันกรุงเทพฯ หยุดการทรุดตัวในภาพเหลือเพียงระดับเซนติเมตรต่อปี ซึ่งไม่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างอุโมงค์ระบายน้ำหรือโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเมืองแต่อย่างใด


