วานนี้ (26 มกราคม) ไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ รักษาการแทนเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยถึงความคืบหน้ามาตรการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีว่า ขณะนี้ สำนักงาน กสทช. อยู่ระหว่างรอรับมอบพยานหลักฐานฉบับสมบูรณ์จากกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) และสถานีตำรวจภูธรคลองลึก จังหวัดสระแก้ว เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาดำเนินคดีตามกฎหมายกับผู้กระทำความผิด กรณีลักลอบให้บริการสัญญาณอินเทอร์เน็ตข้ามแดนเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มมิจฉาชีพ
สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา บก.ปอท. ได้รับการแจ้งเตือนจากธนาคารพาณิชย์แห่งหนึ่งถึงความผิดปกติของการทำธุรกรรมทางการเงิน โดยตรวจพบหมายเลข IP Address ที่จดทะเบียนใช้งานในประเทศไทย ถูกนำไปเชื่อมต่อสัญญาณอินเทอร์เน็ตเพื่อใช้รับโอนเงินในลักษณะบัญชีม้าแถวที่ 1 ผ่านแอปพลิเคชันของธนาคาร แต่พิกัดการใช้งานจริงกลับอยู่ในประเทศกัมพูชา
ซึ่งสอดคล้องกับฐานข้อมูลการรับแจ้งความคดีแก๊งคอลเซ็นเตอร์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทาง บก.ปอท. จึงได้ประสานขอความร่วมมือมายังสำนักงาน กสทช. เป็นกรณีเร่งด่วน เพื่อขอหมายค้นและร่วมลงพื้นที่ตรวจสอบจุดติดตั้งโครงข่ายอินเทอร์เน็ต (โหนด) ในตำบลท่าข้าม อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2569 จนนำไปสู่การตรวจพบการกระทำผิดดังกล่าว ซึ่งขัดต่อมาตรการภาครัฐที่ห้ามมิให้นำ IP Address ของไทยไปให้บริการในต่างประเทศ
ไตรรัตน์ กล่าวต่อว่า ล่าสุด สำนักงาน กสทช. ได้เรียกประชุมหน่วยงานภายในที่กำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมทั้งหมด เพื่อเตรียมสรุปสำนวนและเสนอบทลงโทษกรณีผู้ให้บริการโทรคมนาคมกระทำความผิดเกี่ยวกับการประกอบกิจการ ต่อคณะกรรมการ กสทช. พิจารณา โดยเน้นย้ำถึงความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมาย
ซึ่งในช่วงเดือนมกราคมเพียงเดือนเดียว สำนักงาน กสทช. ได้สนธิกำลังลงพื้นที่ตรวจสอบจุดเสี่ยงที่อาจเข้าข่ายสนับสนุนอาชญากรรมทางเทคโนโลยีไปแล้วถึง 3 กรณีสำคัญ ได้แก่ 1. การลักลอบวางท่อลากสายสัญญาณไปยังฝั่งประเทศเมียนมา บริเวณอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ตรงข้ามพื้นที่ชเวก๊กโก 2. การตรวจสอบแหล่งจำหน่ายกล้องวงจรปิดย่านลาดพร้าว 101 กรุงเทพฯ ที่มีการลักลอบขายซิมการ์ดต่างประเทศพ่วงอุปกรณ์และใช้อุปกรณ์ไม่ได้มาตรฐาน รวมถึงมีการแอบอ้างเอกสารราชการ และ 3. กรณีล่าสุดที่จังหวัดสระแก้วตามการประสานของ บก.ปอท.
ทั้งนี้ สำนักงาน กสทช. ขอยืนยันเจตนารมณ์ในการกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมอย่างเคร่งครัด โดยจะเร่งรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดเพื่อดำเนินคดีตามขั้นตอนของกฎหมายให้ถึงที่สุด เพื่อตัดวงจรการสนับสนุนแก๊งคอลเซ็นเตอร์และอาชญากรรมออนไลน์ที่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน


