CIMB มองทรัมป์ไม่ได้ต้องการเข้าสู่ ‘สงครามเต็มรูปแบบ’ แต่เดินหน้าเปิดสงคราม 3 มิติ ‘การค้า-ค่าเงิน-เงินทุน’ สั่นคลอนเศรษฐกิจโลก คาด GDP ไทยปีนี้ชะลอตัวเหลือ 1.7% เท่านั้น ท่ามกลางความเสี่ยงขาลงรุมเร้า พร้อมคาดว่า กนง.คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับปัจจุบันที่ 1.25% ไปตลอดทั้งปี
ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย (CIMB Thai) กล่าวว่า แม้วันนี้ หลายคนจะกังวลว่า สหรัฐฯ จะเปิดสงครามทางการทหาร (Military War) หลังจากเกิดกรณีจับกุมตัวผู้นำเวเนซุเอลา ประเด็นอิหร่าน และความต้องการกรีนแลนด์ อย่างไรก็ตาม ดร.อมรเทพมองว่า ทรัมป์ไม่ได้ต้องการเข้าสู่ ‘สงครามเต็มรูปแบบ’ โดยเฉพาะหลังจากทรัมป์กล่าวบนเวที World Economic Forum ว่าต้องการกรีนแลนด์ แต่จะไม่ใช้กำลังเข้ายึด แต่ทรัมป์กำลังทำสงครามใน 3 มิติ ได้แก่
- สงครามการค้า (Trade War) ที่คาดว่าไม่น่าจะจบลงได้โดยง่าย โดยดร.อมรเทพกล่าวว่า ไม่ว่า ศาลสูงสุดสหรัฐฯ จะตัดสินเกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายของมาตรการกำแพงภาษี (Reciprocal Tariff) ออกมารูปแบบใด แต่ทรัมป์ก็ยังมีมาตรการอื่นๆ เพื่อทำสงครามการค้าต่อไป นอกจากนี้ ยังคงต้องติดตามสงครามทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนต่อด้วย
- สงครามค่าเงิน (Currency War) ที่มาจากความต้องการของทรัมป์ที่ต้องการให้ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่า ซึ่งประเด็นดังกล่าวส่งผลกระทบต่อไทยโดยตรงเพราะ ทำให้บาทแข็ง ทำให้ไทยตกเป็นเหยื่อของสงครามค่าเงินอีกครั้ง โดยสิ่งนี้ยังต้องติดตามต่อไป เนื่องจาก การแข็งค่าของเงินบาททำให้ไทยเสียเปรียบในการแข่งขัน ด้านการส่งออก รวมถึงกระทบต่อรายได้ภาคการเกษตรและภาคการผลิตด้วย
- สงครามเงินทุน (Capital War) โดยจากการดำเนินนโยบายต่างๆ ของทรัมป์ ทำให้ประเทศอื่นตอบโต้กันด้วยการเทขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งทำให้ผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ผันผวน วิ่งขึ้นและลงอย่างรวดเร็ว ต่างจากสถานการณ์ปกติที่พันธบัตรสหรัฐฯ ถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven)
ดร.อมรเทพยังกล่าวว่า “ถ้าถามว่า ทรัมป์เก่งอะไรที่สุด ไม่ใช่ มิติที่ 4 สงครามทางการทหาร (Military War) ไม่ใช่สงคราม 3 มิตินี้ แต่คือมิติที่ 5 สงครามจิตวิทยา (Psychological War) ซี่งทำให้ตลาดผันผวนอย่างมาก”
ดร.อมรเทพ ยังคาดการณ์ว่า อัตราการเติบโตของ GDP ไทยปี 2569 จะชะลอตัวเหลือ 1.7% จากประมาณการการเติบโตที่ 2.1% ในปี 2568
อย่างไรก็ตาม ดร.อมรเทพ ยังมองบวก เนื่องจากคาดว่า เศรษฐกิจไทยเผชิญมรสุมแค่ครึ่งแรกของปีเท่านั้น ส่วนในครึ่งหลังของปี เชื่อมั่นว่า จะมีแสงสว่างและเริ่มเห็นสายรุ้งอีกครั้ง เนื่องจากจะมีแรงขับเคลื่อนจากมาตรการภาครัฐ หลังได้รัฐบาลใหม่ ท่ามกลางนโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย และการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง
“เศรษฐกิจไทยเผชิญมรสุมแค่ครึ่งแรกของปีเท่านั้น เพราะกำลังซื้อ การบริโภค การลงทุนยังไม่เร่งแรง การส่งออกครึ่งแรกยังไม่ดูค่อยดี ค่าเงินบาทยังคงแข็งค่ากระทบเศรษฐกิจ การท่องเที่ยวคึกคักแค่ช่วงปีใหม่ พอหมดไฮซีซั่นจะกลับมาซบเซาอีกครั้ง ส่วนในครึ่งหลังของปี เชื่อมั่นว่า จะมีแสงสว่างและเริ่มเห็นสายรุ้งอีกครั้ง เนื่องจากคาดว่า เงินลงทุนจะไหลกลับเข้ามา ส่วนค่าเงินบาทก็คาดว่า จะกลับมาอ่อนค่าเล็กน้อย เพื่อเพิ่มการแข่งขันของภาคส่งออก ส่วนภาพรวมนโยบายการเงิน คาดว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะคงหรือไม่ก็ปรับลดลง ส่วนภาคการท่องเที่ยวช่วงครึ่งหลังน่าจะกลับมาคึกคักได้อีกครั้ง” ดร.อมรเทพ กล่าว
ดังนั้น ดร.อมรเทพจึงคาดว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จบรอบลดดอกเบี้ยแล้ว กล่าวคือ คาดว่า กนง.คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับปัจจุบันที่ 1.25% ไปตลอดทั้งปี เนื่องจาก การส่งผ่านอัตราดอกเบี้ยจะใช้เวลา 6-12 เดือน ดังนั้นถึงกนง.จะลดดอกเบี้ยรอบถัดไปในเดือนกุมภาพันธ์นี้ ก็จะไม่ทันช่วยเศรษฐกิจครึ่งแรกของปีแล้ว ดังนั้น กนง.จึงน่าจะเลือกเก็บกระสุน (Policy Space) ไว้แทน ท่ามกลางคาดการณ์ที่ว่า เศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังจะเริ่มฟื้นตัว
ดร.อมรเทพ ยังคาดว่า เงินบาท (USD/THB) จะแข็งค่าในระยะสั้น โดยมีปัจจัยหนุนให้เงินบาทแข็งค่า ได้แก่ การเลือกตั้งทั่วไปที่จะหนุนความเชื่อมั่นนักลงทุน ราคาทองคำที่ปรับสูงขึ้น ราคาน้ำมันปรับลดลง เงินดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่า และรายได้จากการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม ดร.อมรเทพ มองว่า ในปีนี้ แรงแข็งค่าจะจำกัดมากกว่าปีก่อน โดย คาดว่า USD/THB จะเคลื่อนไหวในกรอบ 32.0–33.0 บาทต่อดอลาร์ ภายในสิ้นปี 2569 โดยปัจจัยที่หนุนให้ค่าเงินบาทอ่อนค่า ได้แก่ ธปท.เข้มงวดมาตรการธุรกรรมทองคำ พร้อมลดเงินทุนเก็งกำไร นอกจากนี้ ไทยยังปัจจัยเรื่องความไม่แน่นอนของการเมืองในประเทศ และความเสี่ยงการปรับลดอันดับเครดิตประเทศที่คอยกดดันค่างเงินบาทอยู่


