วันนี้ (22มกราคม) กลุ่มเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) นำโดย พิชิต ไชยมงคล แกนนำกลุ่มฯ ได้เดินทางมายังกระทรวงยุติธรรม เพื่อยื่นหนังสือถึง พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เพื่อขอให้พิจารณาตรวจสอบคุณสมบัติของ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี อย่างรอบคอบ ภายหลังมีกระแสข่าวว่าทักษิณอาจเข้าเกณฑ์ได้รับการพักโทษในเดือนพฤษภาคมนี้ เนื่องจากรับโทษมาแล้วครบ 2 ใน 3 ตามคำสั่งบังคับโทษของศาลฎีกาเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2568
ในช่วงก่อนการยื่นหนังสือเกิดเหตุชุลมุนเล็กน้อยจากการสื่อสารที่คลาดเคลื่อนในการประสานงานเข้าพื้นที่ แต่ท้ายที่สุดได้ข้อยุติโดยการยื่นหนังสือนอกรั้วกระทรวงยุติธรรม ซึ่งมีกิตติวิทย์ คงบุญรักษ์ หัวหน้าศูนย์บริการร่วม กระทรวงยุติธรรม เป็นผู้รับมอบหนังสือแทน
พิชิต เปิดเผยสาระสำคัญของหนังสือที่ยื่นต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม โดยเรียกร้องให้คณะกรรมการพักการลงโทษนำ 2 ประเด็นสำคัญไปประกอบการพิจารณา นอกเหนือจากเกณฑ์ระยะเวลาการรับโทษและปัญหาสุขภาพ
คปท. ตั้งข้อสังเกตว่า ทักษิณควรถูจัดอยู่ใน ชั้นปรับปรุง เนื่องจากมีการกระทำผิดระเบียบกรมราชทัณฑ์จนศาลฎีกามีคำสั่งบังคับโทษเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2568 ซึ่งตามกฎระเบียบ นักโทษในชั้นดังกล่าวจะไม่มีสิทธิ์ได้รับการพิจารณาพักโทษ
หากปัจจุบันทักษิณถูกปรับสถานะเป็นชั้นดี หรือสูงกว่า ทางกลุ่มฯ ขอตั้งคำถามถึงเกณฑ์การพิจารณาว่ามีการเอื้อประโยชน์หรือไม่
ขอให้พิจารณาประเด็นการไม่ปฏิบัติตามหมายขังของศาลฎีกาเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2566 โดยเฉพาะกรณีการเข้าพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจและการพักโทษที่บ้านจันทร์ส่องหล้า ซึ่งศาลชี้ว่าเป็นการร่วมกันกระทำความผิดเพื่อเลี่ยงการคุมขังในเรือนจำ อีกทั้งประเด็นนี้ยังอยู่ระหว่างการไต่สวนของ ป.ป.ช. ในคดีเจ้าหน้าที่รัฐปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ (ม.157)
พิชิตระบุว่า หากรัฐมนตรีและคณะกรรมการฯ สามารถชี้แจงข้อสงสัยทั้ง 2 ประเด็นได้ชัดเจน และทักษิณมีคุณสมบัติครบถ้วนตามเกณฑ์จริง ทาง คปท. จะไม่คัดค้าน แต่หากมีการเร่งรัดพิจารณาโดยไม่คำนึงถึงพฤติการณ์ความผิด ทางกลุ่มเตรียมยื่นเรื่องขอให้ทบทวนคำสั่ง และอาจพิจารณาดำเนินคดีอาญา มาตรา 157 กับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงเร่งรัดให้ ป.ป.ช. สรุปสำนวนคดีพักโทษชั้น 14 ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 2-3 เดือนนี้
สำหรับกระแสข่าวเรื่องการพักโทษที่ถูกปล่อยออกมาในช่วงนี้ พิชิตมองว่าอาจมีนัยทางการเมือง เนื่องจากผู้เปิดเผยข้อมูลคือลูกเขยของทักษิณ จึงอาจเป็นการหวังผลคะแนนนิยมหรือคะแนนสงสารให้กับพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง
ส่วนกรณีคดีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่อัยการยื่นอุทธรณ์นั้น ทางแกนนำ คปท. มองว่าเป็นคนละส่วนกัน เนื่องจากคดียังไม่ถึงที่สุด


