สส. ฝ่ายค้าน และสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เสียงข้างน้อย ทวงถามความชัดเจนจาก โสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ถึงการพิจารณาคำร้องขอให้ตั้งคณะกรรมการไต่สวนอิสระเพื่อตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรณีมีมติยกคำร้องคดีซุกหุ้นของ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม โดยเรียกร้องให้ประธานรัฐสภาตัดสินใจภายในสัปดาห์นี้ก่อนปิดสมัยประชุม
ประเด็นสำคัญ
4 ข้อกล่าวหาต่อ ป.ป.ช.
ที่อาคารรัฐสภาวันนี้ (8 กรกฎาคม) พริษฐ์ วัชรสินธุ สส. แบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร (วิปฝ่ายค้าน) พร้อมด้วย นันทนา นันทวโรภาส สว. พร้อมกลุ่ม สว. อิสระ ร่วมกันแถลงข่าวเพื่อทวงถามความคืบหน้าในกรณีดังกล่าว
พริษฐ์ได้ทบทวนลำดับเหตุการณ์ว่า เมื่อวันที่ 5 มิถุนายนที่ผ่านมา สมาชิกรัฐสภาจำนวนกว่า 140 คน ได้ใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญมาตรา 236 เข้าชื่อกล่าวหาคณะกรรมการ ป.ป.ช. ว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบในคดียกคำร้องนายศักดิ์สยาม โดยได้ส่งมอบรายชื่อพร้อมคำร้องต่อประธานรัฐสภาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งข้อกล่าวหาที่มีต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. แบ่งออกเป็น 4 ประเด็นหลัก
- ผู้ร้องเห็นว่า ป.ป.ช. ดำเนินการตรวจสอบด้วยกระบวนการที่บกพร่อง โดยมีการละเว้นการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินเชิงลึก ทั้งที่มีพฤติการณ์บ่งชี้ถึงการถือครองหุ้นผ่านบุคคลอื่น
- ผู้ร้องมองว่า ป.ป.ช. ใช้ดุลพินิจวินิจฉัยผิดพลาด
- มีพฤติการณ์ปกปิดข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการตรวจสอบ
- ป.ป.ช. ละเว้นการตรวจสอบความผิดฐานอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะความผิดฐานขัดกันแห่งผลประโยชน์ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย ป.ป.ช. มาตรา 126
กรอบเวลาการพิจารณาและทางเลือกของประธานรัฐสภา
พริษฐ์อธิบายว่า ภายหลังการรับคำร้อง ประธานรัฐสภามีทางเลือก 2 แนวทาง คือการส่งคำร้องต่อประธานศาลฎีกาเพื่อพิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการไต่สวนอิสระ หรือการปัดตกคำร้องซึ่งจะทำให้กระบวนการยุติลง
แม้รัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดกรอบเวลาการพิจารณาของประธานรัฐสภาไว้โดยชัดเจน
แต่พริษฐ์ได้ยกกรณีเทียบเคียงเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2569 ที่ส สว. เข้าชื่อกล่าวหาคณะกรรมการ ป.ป.ช. กรณีรับสินบนทองคำจากอดีตตำรวจ ซึ่งประธานศาลฎีกาได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการไต่สวนอิสระในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 โดยใช้ระยะเวลาในกระบวนการทั้งหมด 41 วัน
เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับคำร้องในกรณีนี้ที่ยื่นไปตั้งแต่วันที่ 5 มิถุนายน ปัจจุบันผ่านไปแล้ว 33 วัน จึงมีการเรียกร้องให้ โสภณ ซารัมย์ ตัดสินใจภายในสัปดาห์นี้ก่อนที่สมัยประชุมสภาจะสิ้นสุดลง
รัฐธรรมนูญมาตรา 236 กำหนดให้ประธานรัฐสภาทำหน้าที่พิจารณาเพียงว่า ‘มีเหตุอันควรสงสัย’ ว่ามีการกระทำตามที่ถูกร้องหรือไม่ หากพบเหตุสงสัยย่อมมีหน้าที่ส่งเรื่องต่อประธานศาลฎีกา โดยไม่จำเป็นต้องทำหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดความผิดของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ด้วยตนเอง
พริษฐ์ระบุว่า ข้อมูลและหลักฐานที่ยื่นไปนั้นมีเหตุอันควรสงสัยเพียงพอ หากประธานรัฐสภาตัดสินใจปัดตกคำร้อง ก็จำเป็นต้องอธิบายเหตุผลต่อสังคมให้รับทราบ
ข้อสังเกตจากสมาชิกวุฒิสภาต่อความล่าช้าของกระบวนการ
ทางด้านนันทนาได้เป็นตัวแทนสมาชิกวุฒิสภาอิสระที่ร่วมลงชื่อ ทวงถามถึงสาเหตุของความล่าช้าตลอด 33 วันที่ผ่านมา โดยระบุว่าไม่มีผู้ร่วมลงชื่อรายใดขอถอนชื่อหรือแจ้งว่าถูกปลอมแปลงลายมือชื่อ การตรวจสอบรายชื่อจึงไม่ควรใช้เวลานาน ความล่าช้าดังกล่าวทำให้ประชาชนตั้งข้อสังเกตว่าอาจเป็นกระบวนการช่วยเหลือพวกพ้อง หรือเป็นเครื่องสะท้อนถึงการมีอยู่ของสิ่งที่สังคมเรียกว่า ‘ระบอบสีน้ำเงิน’
นันทนาเสนอว่า หากประธานรัฐสภาต้องการสลายข้อครหาดังกล่าว ควรเร่งดำเนินการส่งเรื่องต่อประธานศาลฎีกาตามขั้นตอน และไม่ควรใช้ดุลพินิจปัดตกคำร้องโดยไม่อธิบายเหตุผล หรือใช้วิธีประวิงเวลาจนพ้นสมัยประชุม พร้อมระบุว่าหากยังคงไม่มีการดำเนินการใดๆ อาจมีผู้พิจารณาดำเนินการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่
การทวงถามเอกสารประกอบการไต่สวนจาก ป.ป.ช.
ในประเด็นความโปร่งใสของ ป.ป.ช. ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส. แบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน แจ้งความคืบหน้ากรณีที่ได้ยื่นขอเอกสารการไต่สวนทั้งหมดในคดีของศักดิ์สยามจาก ป.ป.ช. โดยก่อนหน้านี้ ป.ป.ช. ได้ขอเวลาให้ฝ่ายกฎหมายพิจารณาเอกสารที่สามารถเปิดเผยได้ ปัจจุบันเวลาผ่านไปเกือบ 1 เดือนนับจากวันครบกำหนด 15 วันแรก แต่ยังไม่มีการส่งมอบเอกสารใดๆ กลับมา
ปกรณ์วุฒิระบุว่า หากไม่ได้รับเอกสารในระยะเวลาอันใกล้ จะดำเนินการตามขั้นตอนอื่นต่อไป เช่นเดียวกับกระบวนการในคดีนาฬิกาเพื่อนที่ผู้ร้องเคยยื่นเรื่องผ่านคณะกรรมการข้อมูลข่าวสาร พร้อมเรียกร้องให้ ป.ป.ช. ปฏิบัติตามหลักการความโปร่งใสและตรวจสอบได้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน
ในตอนท้าย พริษฐ์ยืนยันว่าการตรวจสอบรายชื่อผู้เข้าชื่อเสร็จสิ้นกระบวนการแล้ว และเอกสารทั้งหมดอยู่ระหว่างการพิจารณาของประธานรัฐสภา กลุ่มผู้ร้องยังคงหวังว่าประธานรัฐสภาจะเร่งปฏิบัติหน้าที่และส่งเรื่องไปยังประธานศาลฎีกาโดยไม่ต้องถึงขั้นการดำเนินการฟ้องร้องตามกฎหมายอาญา มาตรา 157


