ภาคธุรกิจและประชาสังคมต่างเห็นตรงกันว่า ‘การทุจริต’ ไม่ใช่เพียงวิกฤตทางจริยธรรม แต่เป็นภัยคุกคามทางเศรษฐกิจที่บั่นทอนขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างรุนแรง
บริบทการเลือกตั้งปี 2569 จึงสะท้อนผ่านนโยบายพรรคการเมืองที่ระดมนำเสนอ ‘เทคโนโลยีดิจิทัล’ เป็นเครื่องมือสร้างความโปร่งใส แต่อย่างไรก็ตาม ภายใต้นวัตกรรมที่ทันสมัย ความท้าทายที่แท้จริงยังคงอยู่ที่ประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมายและการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ
เมื่อการทุจริตคืออุปสรรคต่อการพัฒนาชาติ
ข้อมูลจากสภาผู้แทนราษฎรระบุ ความเสียหายจากการทุจริตในภาครัฐมีมูลค่าสูงถึง 500,000 ล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 3 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงโอกาสที่สูญเสียไป ในการนำงบประมาณไปใช้เพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
ปัญหาหลักยังคงกระจุกตัวอยู่ในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ซึ่งประเมินว่ามีการรั่วไหลของงบประมาณสูงถึง 2-3 แสนล้านบาท โดยพบรูปแบบการเรียกรับผลประโยชน์ในอัตราที่สูงถึงร้อยละ 20-30 ของมูลค่าโครงการ
ไม่เพียงแต่สูญเสียเม็ดเงิน แต่ยังส่งผลต่อคุณภาพของโครงการสาธารณะ เช่นกรณีอาคารสำนักงานของหน่วยงานรัฐที่ชำรุดก่อนเวลาอันควร สะท้อนถึงมาตรฐานการก่อสร้างที่ถูกลดทอนจากการทุจริต
ทั้งนี้คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้นิยามปัญหาคอร์รัปชันว่าเป็นต้นทุนแฝงเชิงโครงสร้าง ที่เปรียบเสมือนสนิมเกาะกินเครื่องจักรเศรษฐกิจ ส่งผลให้ประเทศไทยมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียศักยภาพในการแข่งขันให้กับประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามในระยะเวลาอันใกล้
นอกเหนือจากความเสียหายทางเศรษฐกิจ ปรากฏการณ์นี้ยังบั่นทอนความเชื่อมั่นต่อหลักนิติรัฐ (Rule of Law) ปัญหาการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมและการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจผ่านระบบอุปถัมภ์ ได้สร้างวาทกรรมว่า ความยุติธรรมเป็นอภิสิทธิ์ชน ซึ่งเป็นโจทย์ที่พรรคการเมืองต้องเร่งแก้ไขผ่านการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจ มิใช่เพียงการจัดหาเครื่องมือทางเทคโนโลยีเท่านั้น
ยุทธศาสตร์หลากมิติ จาก ‘นวัตกรรมดิจิทัล’ สู่ ‘มาตรการยาแรง’
ในการเลือกตั้ง 2569 ‘เทคโนโลยี’ ได้กลายเป็นฉันทามติร่วมของนโยบายพรรคการเมือง เพื่อลดการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งเป็นช่องว่างสำคัญของการทุจริต อย่างไรก็ตาม แต่ละพรรคมีปรัชญาและแนวทางปฏิบัติที่แตกต่างกันไป
พรรคประชาชน: การปฏิรูปเชิงระบบด้วยฐานข้อมูล
โดยพรรคนำเสนอยุทธศาสตร์การผ่าตัดโครงสร้างรัฐ เน้นการใช้ข้อมูลเปิด (Open Data) และปัญญาประดิษฐ์:
- Open Data by Default: ผลักดันการแก้ไขกฎหมายข้อมูลข่าวสาร เพื่อกำหนดให้การเปิดเผยข้อมูลเป็นพันธกิจหลัก โดยเฉพาะข้อมูลภาครัฐ 25 ชุดสำคัญ อาทิ งบประมาณและการจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อให้สาธารณชนเข้าถึงและตรวจสอบได้โดยปราศจากอุปสรรค
- AI Red Flag System: ประยุกต์ใช้ AI ในการวิเคราะห์ความผิดปกติของโครงการรัฐ และเชื่อมโยงฐานข้อมูลคู่สัญญากับบัญชีทรัพย์สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อตรวจสอบความสัมพันธ์ที่อาจนำไปสู่ผลประโยชน์ทับซ้อน
- Digital Permitting (Auto-approve): ลดขั้นตอนการติดต่อระหว่างบุคคล ด้วยระบบอนุมัติใบอนุญาตอัตโนมัติเมื่อเอกสารครบถ้วน เพื่อขจัดการเรียกรับสินบน
พรรคเพื่อไทย: รัฐบาลดิจิทัลและธรรมาภิบาลข้อมูล
พรรคมุ่งเน้นการบูรณาการข้อมูลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ:
- Centralized Cloud & Dashboard: รวบรวมข้อมูลภาครัฐสู่ระบบคลาวด์กลาง และสร้าง Dashboard แสดงผลแบบเรียลไทม์ เพื่อความโปร่งใสทางงบประมาณ
- Anti-Nominee Technology: ใช้เทคโนโลยีวิเคราะห์เส้นทางการเงินและโครงสร้างองค์กร เพื่อสกัดกั้นบริษัทตัวแทนอำพรางที่จัดตั้งขึ้นเพื่อฮั้วประมูลโครงการรัฐ
พรรคไทยภักดี: ยุทธการหักดิบด้วยบทลงโทษสูงสุด
ในขณะที่พรรคอื่นเน้นเทคโนโลยี พรรคไทยภักดีเลือกที่จะนำเสนอ มาตรการยาแรง เพื่อสร้างความเกรงกลัว โดยมองว่าปัญหามิได้อยู่ที่ระบบ แต่อยู่ที่ความหย่อนยานของบทลงโทษ:
- โทษประหารชีวิต: เสนอแก้กฎหมายให้คดีทุจริตที่มีมูลค่าความเสียหายสูง (เช่น เกิน 1,000 ล้านบาท) ต้องระวางโทษประหารชีวิต เพื่อสร้างบรรทัดฐานใหม่ที่เด็ดขาด
- ห้ามลดโทษ-ห้ามอภัยโทษ: ปิดช่องโหว่ทางกฎหมายที่เอื้อให้นักโทษคดีทุจริตได้รับการปล่อยตัวก่อนกำหนด
- ยึดทรัพย์ทันที: เน้นมาตรการทางแพ่งควบคู่อาญา โดยการยึดทรัพย์สินที่ได้จากการทุจริตตกเป็นของแผ่นดินโดยไม่มีข้อยกเว้น
พรรคประชาธิปัตย์: เสริมสร้างกลไกการตรวจสอบภาคประชาชน
เน้นการใช้เทคโนโลยีเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วม ผ่านระบบ Whistleblowing ที่ปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลของผู้แจ้งเบาะแส เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับการตรวจสอบการทำงานของภาครัฐ
พรรคภูมิใจไทย: ดุลยพินิจและเจตจำนงผู้นำ
นำเสนอมุมมองที่แตกต่าง โดยระบุว่าเทคโนโลยีเป็นเพียงเครื่องมือสนับสนุน แต่ปัจจัยชี้ขาดคือเจตจำนงทางการเมือง
- Traceability: ใช้ระบบดิจิทัลเพื่อการตรวจสอบย้อนกลับ สร้างความเกรงกลัวต่อการกระทำผิด
- Leadership: เน้นย้ำว่าระบบที่ดีต้องควบคู่กับผู้นำที่กล้าบังคับใช้กฎหมาย
การปฏิรูปองค์กรตำรวจและกระบวนการยุติธรรม
แม้เทคโนโลยีจะมีบทบาทสำคัญ แต่ข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ชี้ว่า อัลกอริทึมไม่สามารถแก้ไขปัญหาระบบอุปถัมภ์ได้โดยลำพัง การปฏิรูปองค์กรตำรวจจึงเป็นเงื่อนไขจำเป็น
พรรคประชาชน ได้เสนอแผนปฏิบัติการปราบ-ปรับ-ปฏิรูป ซึ่งมีความชัดเจนในเชิงโครงสร้าง
1. ปราบ (ขจัดระบบอุปถัมภ์): ยกเลิกระบบตั๋วตำรวจ ในการแต่งตั้งโยกย้าย เปลี่ยนสู่ระบบประเมินผลงานแบบ 360 องศา ที่ยึดโยงกับดัชนีชี้วัดความสำเร็จ (KPIs) ที่เป็นวิทยาศาสตร์
2. ปรับ (ยกระดับคุณภาพชีวิต): แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างรายได้ โดยการเพิ่มค่าตอบแทนการสอบสวนที่ไม่มีการปรับปรุงมากว่า 3 ทศวรรษ เพื่อลดแรงจูงใจในการทุจริต ควบคู่กับการถ่ายโอนภารกิจรองให้หน่วยงานอื่นรับผิดชอบ
3. ปฏิรูป (กระจายอำนาจ): ปรับโครงสร้างให้ตำรวจพื้นที่ยึดโยงกับประชาชน ผ่านการกำกับดูแลโดยผู้ว่าราชการจังหวัดที่มาจากการเลือกตั้ง
ผลสำรวจความคิดเห็นจากภาคธุรกิจและประชาสังคม สะท้อนถึงความคาดหวังต่อมาตรฐานทางจริยธรรมที่สูงขึ้น โดยปฏิเสธพฤติกรรมทางการเมือง 3 ประการ
1. ปัญหาธรรมาภิบาลของผู้ดำรงตำแหน่ง : การแต่งตั้งบุคคลที่มีมลทินมัวหมองเข้าสู่ตำแหน่งบริหาร
2. นโยบายเชิงวาทกรรม : การประกาศนโยบายต้านโกงเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองโดยขาดการปฏิบัติจริง
3. ผลประโยชน์ทับซ้อน : การใช้อำนาจรัฐเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจพวกพ้อง
การเลือกตั้ง 2569 เปรียบเสมือนรอยต่อสำคัญของการเมืองไทย นโยบายของพรรคการเมืองต่างสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการนำเทคโนโลยีมาเป็นกลไกหลักในการสร้างความโปร่งใส และความรับผิดรับชอบ
ความท้าทายที่แท้จริงของรัฐบาลชุดใหม่ ไม่ใช่อยู่ที่ความทันสมัยของเทคโนโลยี แต่อยู่ที่ความสามารถในการผสานความจริงที่ตรวจสอบได้ด้วยข้อมูล เข้ากับการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กร
การจะมีเสถียรภาพทางการเมืองเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากปราศจากความกล้าหาญทางจริยธรรมในการรื้อถอนโครงสร้างระบบอุปถัมภ์ที่ฝังรากลึก เพื่อวางรากฐานนิติรัฐที่เข้มแข็งและยั่งยืนสำหรับอนาคตของประเทศไทย
เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และ รายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ ได้ที่ https://thestandard.co/election2569/
- Facebook: THE STANDARD
- YouTube: THE STANDARD


