อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยกำลังเผชิญกับมรสุมลูกใหญ่ หลังจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติปรับตัวลดลงในปี 2025 ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปี โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีนที่ร่วงลงถึง 30% ท่ามกลางปัญหาเรื้อรังเรื่อง ‘แก๊งต้มตุ๋น’ และสถานการณ์ความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา
บรรยากาศบนท้องถนนย่านวัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหารในกรุงเทพฯ ซึ่งตามปกติจะเนืองแน่นไปด้วยนักท่องเที่ยวที่มาถ่ายรูปในชุดไทย กลับเงียบเหงาจนแทบร้างผู้คนในช่วงบ่ายวันพฤหัสบดี (14 ม.ค.) ที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจนในระดับผู้ประกอบการรายย่อย
เจ้าของร้านเช่าชุดไทยรายหนึ่งกล่าวด้วยความกังวลกับ Nikkei Asiaว่า “เมื่อเทียบกับจุดสูงสุดเมื่อ 2 ปีครึ่งที่แล้ว จำนวนนักท่องเที่ยวจีนลดลงไปประมาณ 60% เราลดราคาลงแล้วเพราะไม่มีลูกค้า แต่ก็ทำอะไรมากกว่านี้ไม่ได้”
ขณะที่เจ้าของร้านน้ำผลไม้ในละแวกเดียวกันเปิดเผยว่า ยอดขายตกลงไปราว 40% จากปีที่แล้ว และสถานการณ์กำลังเข้าขั้นวิกฤต “ถ้าสถานการณ์ยังเป็นแบบนี้ต่อไปอีก 3 หรือ 6 เดือน ร้านนี้คงอยู่ไม่ได้ ผมอยากให้รัฐบาลทำให้เห็นว่าที่นี่เป็นประเทศที่ปลอดภัย”
ผลกระทบนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ร้านค้าขนาดเล็ก แต่ยังลามไปถึงผลประกอบการของบริษัทขนาดยักษ์ โดยบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT ซึ่งบริหารสนามบินหลัก 6 แห่ง รายงานกำไรสุทธิสำหรับปีสิ้นสุดเดือนกันยายนลดลง 6% เหลือ 1.81 หมื่นล้านบาท
แม้ธุรกิจการบินจะเติบโตขึ้นจากการเพิ่มจำนวนเที่ยวบิน แต่รายได้จากค่าธรรมเนียมสิทธิการดำเนินงานร้านค้าปลอดภาษีและธุรกิจอื่นๆ กลับลดลง ซึ่งเป็นผลมาจากการหายไปของนักท่องเที่ยวจีน ในขณะที่รายได้รวมของบริษัทขยับขึ้นเพียง 1% อยู่ที่ 6.85 หมื่นล้านบาท
ด้านการบินไทย รายได้ร่วงลง 23% เมื่อเทียบรายปี เหลือ 4.44 หมื่นล้านบาท และกำไรสุทธิดิ่งลงถึง 65% เหลือเพียง 4.4 พันล้านบาท ในไตรมาสเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน เนื่องจากการลดลงของผู้โดยสารและรายได้ที่เกี่ยวข้อง ส่วนเอเชีย เอวิเอชั่น ผู้บริหารไทยแอร์เอเชีย พลิกขาดทุน 875 ล้านบาท จากที่เคยมีกำไรสุทธิ 3.44 พันล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน
นอกจากปัญหาเรื่องภาพลักษณ์ความปลอดภัย ปัจจัยลบอื่นๆ ที่ฉุดรั้งการท่องเที่ยวซึ่งคิดเป็น 20% ของ GDP ไทย ได้แก่ เงินบาทที่แข็งค่า, ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชาที่มีความรุนแรง และเหตุน้ำท่วมในภาคใต้
ยูจิ คาโตะ หัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการจากสถาบันวิจัยโนมูระ ประเทศไทย ให้ความเห็นว่า “การลดลงนี้มากกว่าที่คาดไว้ ประเทศไทยพึ่งพาการท่องเที่ยวมากกว่าประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และสิ่งนี้จะกระทบต่อความน่าเชื่อถือทางเครดิตและกำลังซื้อของกลุ่มผู้มีรายได้น้อย”
ธุรกิจโรงแรมเองก็เจ็บหนักไม่แพ้กัน ดิ เอราวัณ กรุ๊ป ซึ่งเน้นตลาดระดับกลาง รายงานกำไรสุทธิลด 54% เหลือเพียง 57 ล้านบาท ในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน ส่วนเครือใหญ่อย่าง ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล ก็มีรายได้ลด 1% ในไตรมาสเดียวกัน
ผู้ประกอบการต่างเร่งปรับตัวเพื่อความอยู่รอด มีรายงานว่าไทยแอร์เอเชียได้ลดเที่ยวบินไป-กลับจีนในตารางบินฤดูหนาวปี 2025-26 และหันไปเพิ่มเที่ยวบินอินเดียแทน ส่วนเอราวัณ กรุ๊ป วางแผนขยายธุรกิจโรงแรมราคาประหยัดในต่างประเทศภายในปี 2030 โดยมุ่งเน้นไปที่ญี่ปุ่นและฟิลิปปินส์ พร้อมตั้งเป้าดึงลูกค้าจากยุโรป, อินเดีย และตะวันออกกลาง เพื่อลดการพึ่งพาตลาดไทย
แม้รัฐบาลไทยจะตั้งเป้าเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปีนี้อีก 10% เป็น 36.7 ล้านคน แต่ผลสำรวจของสมาคมโรงแรมไทยพบว่า ผู้ประกอบการโรงแรมราวครึ่งหนึ่งคาดการณ์ว่ายอดนักท่องเที่ยวปี 2026 จะทรงตัวอยู่ที่ระดับเดียวกับปีที่แล้วคือ 33 ล้านคน
อย่างไรก็ตาม คาโตะมองว่าแม้แนวโน้มตัวเลขนักท่องเที่ยวจะยังเป็นขาขึ้นในปีนี้ แต่ไทยจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์ระยะยาว “เพื่อให้ไทยหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง (ซึ่งเป็นจุดที่รูปแบบการเติบโตด้วยแรงงานราคาถูกมาถึงทางตัน) ประเทศควรผนวกการท่องเที่ยวเข้ากับภาคส่วนอื่นๆ เช่น การดูแลสุขภาพและความบันเทิง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว”
ภาพ: ฐานิส สุดโต / THE STANDARD
อ้างอิง:


