ย้อนกลับไปหลายทศวรรษ เวที World Economic Forum ที่ดาวอสเคยถูกมองเป็นพื้นที่แห่ง ‘ความหวัง’ เป็นสถานที่ที่ผู้นำโลก ผู้นำภาคธุรกิจ และชนชั้นนำมาพบปะพูดคุยในหัวข้อที่เป็นกระแสโลกและกำหนดทิศทางอนาคตร่วมกัน แต่ภาพของ ดาวอส ในปี 2026 กลับสะท้อนโลกอีกใบหนึ่ง
โลกที่เต็มไปด้วยรอยร้าว ความไม่ไว้วางใจ และการเมืองระหว่างประเทศเชิงอำนาจที่ชัดเจนยิ่งกว่าเดิม
โลกที่ถอยห่างจากกฎกติกามากขึ้นเรื่อยๆ และถูกแทนที่ด้วยความไร้ระเบียบ โดยมี ภูมิรัฐศาสตร์ การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ และชายที่ชื่อว่า โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นตัวเร่ง
ธีม A Spirit of Dialogue หรือ ‘จิตวิญญาณแห่งบทสนทนา’ ของการประชุมปีนี้ จึงเป็นดั่งไซเรนเตือนให้โลกหันมาพูดคุยกัน เพราะ บอร์เกอ บรันเดอ ประธานและ CEO ของ World Economic Forum บอกว่า ดาวอสปีนี้เป็นช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อที่โลกกำลังแตกออกเป็นหลายขั้ว ทั้งจากสงครามยูเครนและความรุนแรงในกาซาที่ยังไม่ยุติ ความเปราะบางทางเศรษฐกิจ ไปจนถึงการแข่งขันด้านเทคโนโลยี และการดิสรัปต์มนุษยชาติของ AI
และเหนือสิ่งอื่นใด ทรัมป์กับการกลับมาของแนวคิดการล่าอาณานิคมเพื่อความมั่นคงของสหรัฐฯ ทำให้อุณหภูมิในเมืองตากอากาศที่เย็นยะเยือกของดาวอสในปีนี้กลับร้อนระอุขึ้น
ปีที่แล้วทรัมป์ร่วมประชุมดาวอสผ่านระบบเทเลคอนเฟอเรนซ์หลังเพิ่งรับตำแหน่ประธานาธิบดีเทอมที่ 2 พร้อมด้วยโจทย์ท้าทายความร่วมมือภายในกลุ่มพันธมิตร NATO จากการที่สหรัฐฯ ประกาศชัดว่าไม่อยากแบกค้ำความมั่นคงของยุโรปอีกต่อไป
ปีนี้ทรัมป์จะกลับมาปรากฏตัวที่นี่อีกครั้ง แต่ไม่ใช่การกลับมาร่วมประชุมด้วยตนเองเท่านั้น แต่มีนัยคือการกลับมาท้าทายระเบียบโลกเดิมอย่างตรงไปตรงมา ตั้งแต่การขู่ใช้มาตรการภาษีกับพันธมิตรยุโรปเพื่อตอบโต้การขัดขวางสหรัฐฯ ยึดครองกรีนแลนด์ การประกาศตั้งคณะกรรมการสันติภาพที่มีสหรัฐฯ เป็นหัวหอกเอง ไปจนถึงการเลือกใช้เวทีนอกระบบอย่าง USA House เพื่อสื่อสารวาระของสหรัฐฯ นอกสถานที่ประชุมในสวิตเซอร์แลนด์ โดยไม่ยึดโยงกับกติกาพหุภาคีแบบเดิม
นอกจากนี้การเผชิญหน้ากันระหว่างสหรัฐฯ และยุโรปก็ตึงเครียดมากขึ้น
สิ่งเหล่านี้ทำให้ดาวอสไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป และกลายเป็นพื้นที่ที่ทุกฝ่ายต้องอ่านเกมทรัมป์และพลิกตำราตั้งรับกันให้ทัน
คำถามคือสหรัฐฯ จะทำอะไรหลังจากนี้ และจะส่งแรงกระเพื่อมไปไกลแค่ไหน ประเด็นเหล่านี้กลบความสำคัญของประเด็นการค้า เศรษฐกิจ และเทคโนโลยี เพราะทั้งหมดทั้งมวลต่างโดนผลกระทบจากสึนามิทางภูมิรัฐศาสตร์ทั้งสิ้น
ดาวอส 2026 จึงไม่เหลือความหวังที่จะเป็นเวทีสร้างฉันทมติ ความพยายามผลักดันประเด็นสันติภาพ ไม่ว่าจะเป็นยูเครนหรือกาซา กลับสะท้อนความจริงที่น่ากังวลว่า กลไกระหว่างประเทศแบบดั้งเดิมกำลังถูกตั้งคำถามมากขึ้น ขณะที่ข้อเสนอใหม่ๆ ที่ขับเคลื่อนโดยผู้นำไม่กี่คนก็ดูไร้พลัง
สุดท้าย ดาวอสที่เสื่อมมนต์ขลังลงทุกขณะ อาจไม่ได้มอบคำตอบอะไรให้โลก แต่ทำหน้าที่เป็นกระจกสะท้อนว่า โลกกำลังแตกแยกไปในทิศทางไหน และการที่จีนดูเหมือนให้ความสำคัญกับเวทีนี้น้อยลง ก็อาจเป็นโอกาสสำหรับประเทศในขั้วอำนาจใหม่ ที่จะช่วยกันประคับประคองค้ำจุนระบบพหุภาคีนี้ให้เดินหน้าต่อ ในโลกที่เหลือพื้นที่พูดคุยน้อยลงเรื่อยๆ


