×

กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กหวังภาครัฐคุมผลิตเหล็กตั้งแต่โรงงานแทนสุ่มตรวจ แก้ปัญหาแข่งขันไม่เป็นธรรม ท่ามกลางภาวะสินค้าจีนทะลัก

19.01.2026
  • LOADING...
กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กหวัง ภาครัฐคุมผลิตเหล็กตั้งแต่โรงงานแทนสุ่มตรวจ แก้ปัญหาแข่งขันไม่เป็นธรรม ท่ามกลางภาวะสินค้า จีนทะลัก

ท่ามกลางมรสุมทางเศรษฐกิจที่ถาโถมใส่อุตสาหกรรมเหล็กไทย ทั้งปัญหากำลังการผลิตส่วนเกินจากจีน และสงครามราคาที่ดุเดือด ล่าสุดภาคเอกชนและผู้เชี่ยวชาญได้ออกมาระดมความเห็นในงานสัมมนา “อุตสาหกรรมเหล็กและมาตรฐานเหล็กเส้น สำหรับงานก่อสร้างไทย” โดยชี้ว่า ‘มาตรฐานผลิตภัณฑ์’ คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยพยุงทั้งความปลอดภัยของประชาชนและความอยู่รอดของผู้ผลิตไทย

 

2569 ปีแห่งความท้าทายและการต่อสู้ของเหล็กไทย

 

บัณฑูรย์ จุ้ยเจริญ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ฉายภาพสถานการณ์ปี 2569 ว่ายังคงเป็นปีที่ยากลำบาก แม้คาดการณ์ว่าการบริโภคเหล็กในประเทศจะสูงเกิน 17 ล้านตัน แต่ผู้ผลิตไทยกลับมีส่วนแบ่งเค้กก้อนนี้น้อยลงเรื่อยๆ

 

อย่างไรก็ตาม อัตราการใช้กำลังการผลิต (Capacity Utilization) ของไทยในปี 2568 ดีขึ้นเล็กน้อยจากสองปีก่อนหน้าที่ต่ำกว่า 30% แต่ก็ยังอยู่ที่ระดับ 32% เท่านั้น ขณะที่การนำเข้าเหล็กของไทยยังสูงถึง 11 ล้านตัน หรือราว 2 ใน 3 ของการบริโภคทั้งหมด โดยเฉพาะการนำเข้าจากจีนที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

 

โดยจีนกำลังเผชิญภาวะกำลังการผลิตส่วนเกินกว่า 200 ล้านตัน จากภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ชะลอตัว ทำให้ต้องระบายเหล็กออกมาทั่วโลก ปีที่ผ่านมาจีนส่งออกสูงเป็นประวัติการณ์ 119 ล้านตัน ส่งผลให้ราคาส่งออกมาไทยเฉลี่ยลดลง 12%

 

“แม้ภาครัฐจะออกมาตรการทางการค้าต่างๆหลายมาตรการในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา แต่การนำเข้าเหล็กจากประเทศจีนไม่ได้ลดลง กลับเพิ่มขึ้นทุกปีในและยังพบลักษณะของการทุ่มตลาดและการหลบเลี่ยงมาตรการทุ่มตลาดด้วยวิธีการต่างๆ” บัณฑูรย์กล่าว

 

ทำไมต้องคุมผลิตเหล็กตั้งแต่ต้นทาง

 

บัณฑูรย์กล่าวต่อว่า การควบคุมกรรมวิธีการผลิตเหล็กตั้งแต่ต้นทาง เช่น มาตรฐานเหล็กเส้นไทยที่ใช้อยู่ก่อนปี 2559 เช่นเดียวกับมาตรฐานเหล็กเส้นจีนฉบับปัจจุบัน สามารถสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขัน ลดภาระในการกำกับดูแล สร้างความมั่นใจในคุณภาพเหล็กเส้นซึ่งเป็นประโยชน์โดยตรงต่อความมั่นคงของสิ่งก่อสร้าง

 

การมีมาตรฐานที่ควบคุมตั้งแต่ต้นทางคือการป้องกันความเสี่ยงเชิงระบบ เพราะเหล็กที่ด้อยมาตรฐานอาจไม่ก่อปัญหาในระยะสั้น แต่จะไม่สามารถรองรับความต้องการใช้งานในบริบทของการก่อสร้างสมัยใหม่และภัยธรรมชาติที่เพิ่มขึ้นได้ การยกระดับมาตรฐานเหล็กเส้นจึงเป็นการวางกรอบที่เข้มแข็งเพื่อปกป้องผู้บริโภคและความปลอดภัยสาธารณะ

 

กรณีศึกษาที่เห็นภาพชัดเจนที่สุดคือปัญหาของ Metal Sheet หรือเหล็กเคลือบโลหะผสมของสังกะสี ที่ผ่านมาสินค้าที่ผลิตในไทยได้รับความเชื่อถือเรื่องความทนทานนานหลายสิบปีเพราะมีการเคลือบที่ได้มาตรฐาน แต่ในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากการขาดมาตรฐานภาคบังคับ ทำให้มีสินค้าคุณภาพต่ำ เคลือบบางเพื่อลดต้นทุน เข้ามาตีตลาดด้วยราคาที่ถูกกว่า แม้ตอนซื้อใหม่ๆ จะดูดี แต่ผ่านไปเพียง 1-2 ปีก็สีซีดและเกิดสนิม สร้างความเสียหายให้ผู้บริโภคจนนำไปสู่การร้องเรียนที่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคต้องเข้ามาดูแล

 

สำหรับเหล็กเส้น การควบคุมมาตรฐานตั้งแต่ต้นทางหรือตั้งแต่กรรมวิธีการผลิต ถือเป็นกุญแจสำคัญในการแก้ปัญหาระยะยาว โดยมีความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างเทคโนโลยีการผลิต 2 รูปแบบ คือ

 

  • กรรมวิธี EAF (Electric Arc Furnace) เป็นเทคโนโลยีที่ใช้ออกซิเจนในการหลอมและมีความจำเป็นต้องผ่านขั้นตอนการปรุงในเตาปรุง เพื่อกำจัดสิ่งเจือปนและสารตกค้าง เช่น ฟอสฟอรัส และกำมะถัน ทำให้สามารถรับมือกับวัตถุดิบเศษเหล็กที่ไม่สะอาดได้ดี ซึ่งกรรมวิธีนี้ไม่สามารถข้ามขั้นตอนการปรุงเหล็กได้ จึงมั่นใจได้ในคุณภาพเนื้อเหล็ก

 

  • ส่วนกรรมวิธี IF เป็นเพียงการนำเศษเหล็กมาให้ความร้อนเพื่อหลอมใหม่ หากวัตถุดิบสกปรก เนื้อเหล็กที่ได้ก็จะสกปรกตามไปด้วย นอกจากนี้ เตา IF ยังเอื้อให้ผู้ผลิตสามารถข้ามขั้นตอนการปรุงเหล็ก เพื่อตัดต้นทุนการควบคุมคุณภาพได้ง่าย ซึ่งก่อให้เกิดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้ผลิตที่รักษามาตรฐาน

 

บทเรียนจากจีน ยกระดับการผลิตเหล็กทั่วประเทศ

 

รุ่งโรจน์ เลิศอารมย์ รองประธานสายงานมาตรฐาน กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก ส.อ.ท. หยิบยกกรณีศึกษาจากประเทศจีน ซึ่งเคยเป็นผู้ผลิตเหล็กด้วยเตาหลอมแบบ IF (Induction Furnace) มากที่สุดในโลก

 

จุดเปลี่ยนสำคัญคือเหตุการณ์ แผ่นดินไหวที่มณฑลเสฉวน ปี 2008 ที่มีอาคารบ้านเรือนและโรงเรียนพังถล่มเป็นจำนวนมาก และทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 90,000 คน การสอบสวนพบว่าหนึ่งในสาเหตุสำคัญคือการใช้เหล็กเส้นคุณภาพต่ำที่ผลิตจากเตา IF ซึ่งเปราะบางและไม่ทนทานต่อแรงสั่นสะเทือน

 

เหตุการณ์นี้ทำให้รัฐบาลจีนประกาศนโยบายเด็ดขาดในปี 2560 สั่งปิดตายโรงงานเหล็กแบบ IF กว่า 600 แห่ง กำลังการผลิตรวม 120 ล้านตัน และปรับปรุงมาตรฐานใหม่ในปี 2561 และ 2567 โดยกำหนดให้ควบคุมมาตรฐานตั้งแต่ต้นทางการผลิต เพื่อปิดความเสี่ยง

 

ต้นทุนสูงขึ้น 5-8% ดีกว่าเสี่ยงตึกถล่ม

 

ระหว่างงานสัมมนา “อุตสาหกรรมเหล็กและมาตรฐานเหล็กเส้น สำหรับงานก่อสร้างไทย” กลุ่มผู้ค้าเหล็กและวิศวกรมีข้อเสนอแนะตรงกันว่า มอก. เหล็กเส้นฉบับใหม่ ต้องกำหนดให้ระบุกรรมวิธีการผลิตที่ชัดเจน และควรส่งเสริมการผลิตแบบ EAF หรือ BOF ที่ควบคุมคุณภาพได้จริง แทนการพึ่งพาการสุ่มตรวจสินค้าที่ปลายทาง ซึ่งมักเกิดช่องโหว่

 

บัณฑูรย์ ย้ำว่า “การคุมต้นทางอาจทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น 5-8% แต่นี่คือสิ่งก่อสร้างที่จะอยู่กับเราไปชั่วลูกชั่วหลาน เหล็กเป็นต้นทุนก่อสร้างเพียง 6% ของโครงการ การยอมเพิ่มต้นทุนส่วนนี้เพื่อแลกกับความปลอดภัยของชีวิตประชาชน เป็นสิ่งที่คุ้มค่าและไม่ควรนำมาเป็นข้ออ้างในการลดมาตรฐาน”

 

พลิกวิกฤตด้วย ‘เหล็กกรีน’ รับกติกาโลก

 

นอกจากการแก้ปัญหาคุณภาพและความปลอดภัย การยกระดับการผลิตมาสู่ระบบ EAF ยังสอดรับกับกติกาโลกใหม่อย่าง CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) ของสหภาพยุโรป ที่จะเริ่มเก็บภาษีคาร์บอนในปี 2569

 

ผู้ผลิตเหล็กไทยที่ใช้เตา EAF มีแต้มต่อสำคัญ เพราะกระบวนการนี้ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ต่ำกว่ากระบวนการถลุงจากแร่เหล็กถึง 1 ใน 3

 

“นี่คือโอกาสของเหล็กไทยในตลาดโลก หากเราสามารถพิสูจน์คาร์บอนฟุตพริ้นท์ได้อย่างโปร่งใส และภาครัฐสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาด เราจะเปลี่ยนจากผู้ถูกกระทำด้วยการทุ่มตลาด กลายเป็นผู้ส่งออกเหล็กเกรดพรีเมียมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้” บัณฑูรย์กล่าว

 

ภาพ: CFOTO/Future Publishing via Getty Images

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising