ต๊ะ-ศิวัช และเพื่อนไม่เคยจินตนาการมาก่อนเลยว่าบ้านในฝันของตัวเองจะหน้าตาเป็นอย่างไร เขาแค่เพียงบอกกับเกรซ ปราณสวรรค์ซึ่งขณะนั้นยังคบหาเป็นแฟนว่า ถ้ามีบ้านเขาอยากให้เกรซที่กำลังเรียนสถาปัตย์ฯ เป็นคนออกแบบ และขอแค่บ้านที่เห็นท้องฟ้าก็เพียงพอ แต่หลังจากนั้นเพียงไม่นานบ้านหลังนั้นก็เกิดขึ้นจริง ต๊ะและเกรซแต่งงานกัน พร้อมซัมเมอร์ลูกสาวตัวน้อยที่เป็นหัวใจของบ้านและทำให้คำว่าครอบครัวสมบูรณ์มากขึ้น
หากย้อนกลับไปในอดีต ต๊ะ ศิวัชเติบโตมาในบ้านที่อยู่หลังวัด ชุมชนบริเวณนั้นรู้จักและสัมพันธ์กันหมด เขาใช้ชีวิตแบบเด็กผู้ชายที่ใกล้ชิดธรรมชาติ จนกระทั่งมหาวิทยาลัยที่ต้องย้ายไปอยู่หอพัก และหลังจากนั้นเขาก็ไม่เคยกลับบ้านอีกเลย เพราะความตื่นตาตื่นใจในการใช้ชีวิตคนเดียวกลายเป็นเรื่องใหม่ ที่ได้เรียนรู้ ได้ทดลองรูปแบบชีวิตที่ไม่เคยถูกใช้ เขาเริ่มตั้งวงดนตรีกับเพื่อน เล่นดนตรีกลางคืน แต่ผลลัพธ์คือเขาถูกไล่ออกเมื่อเรียนถึงชั้นปีที่ 4
ชีวิตช่วงนั้นทำให้เขากลับมาตั้งคำถามกับชีวิตอีกครั้งว่า เขาต้องการอะไรกันแน่ ต๊ะกลับมาขอโอกาสพ่อในการเข้าสมัครเรียนใหม่ในคณะนิเทศศาสตร์ เขาสอบเข้าได้และเริ่มเรียนใหม่อีกครั้ง และช่วงนั้นเองที่เขาได้เจอเกรซ ผู้หญิงที่เดินเข้ามาขอเพลงจากวงดนตรีเขาด้วยเพลงที่ไม่เหมือนใคร และนั่นคือจุดเริ่มต้นในการทำความรู้จัก และตกลงเป็นแฟนกัน
ต๊ะย้ายออกจากหอพักของตัวเอง เพื่อมาใช้ชีวิตร่วมกับเกรซ จากนั้นก็ย้ายมาอยู่บ้านเกรซที่คลองสามวา หลังจากที่ย้ายไปย้ายมาหลายครั้ง เกรซก็คิดขึ้นมาว่าไม่ไกลจากบ้านหลังปัจจุบัน ยังมีบ้านเก่าของครอบครัวที่ถัดไปไม่กี่ซอย พื้นที่กว้างขวาง สามารถรีโนเวตใหม่ได้ ทั้งคู่จึงเริ่มร่างภาพบ้านในฝันด้วยกระดาษแผ่นหนึ่ง ที่เขียนความต้องการของทุกคนลงไป มีบ้านที่เห็นท้องฟ้า บ้านที่มีชั้น 2 เชื่อมต่อกับชั้น 1 บ้านที่มีที่เก็บของเยอะๆ บ้านที่มีห้องทำงานของต๊ะและเกรซแยกสัดส่วนกันชัดเจน และในที่สุดแบบร่างบ้านในฝันด้วยฝีมือการเขียนแบบของเกรซก็เสร็จสมบูรณ์
ทั้งคู่ตัดสินใจทุบโครงสร้างบ้านเดิมทั้งหมด เหลือเพียงที่ดินเปล่า จากนั้นจึงค่อยๆ สร้างแบบบ้านตามแปลน จนในที่สุดบ้านสีขาวทรงโมเดิร์นที่โดดเด่นกว่าบ้านอื่นๆ ในหมู่บ้านก็เสร็จสมบูรณ์
ทันทีที่ประตูบ้านที่สูงรั้วรอบขอบชิดถูกเปิดออก ทำให้เห็นภายในที่ถูกตกแต่งด้วยโทนไม้สีอ่อน ตัดกับสีขาวสบายตา มีลมเย็นๆ ไล่หลังจากหน้าบ้านไปถึงหลังบ้านทำให้รู้สึกโล่งโปร่ง เมื่อแหงนหน้าขึ้นไปจะเห็นท้องฟ้าผ่านกระจกบานกว้าง ทำให้รู้สึกใกล้ชิดธรรมชาติ พอๆ กับที่ด้านซ้ายคือสวนขนาดเล็กที่อยู่กลางบ้าน สามารถพักสายตาเห็นทั้งสีฟ้าและสีเขียวไปพร้อมๆ กัน


ด้านขวามือของชั้น 1 คือครัวที่ต๊ะและเกรซใช้กันเป็นประจำทุกวัน เพราะซัมเมอร์ลูกสาวตัวน้อยจะรับประทานอาหารตรงเวลา ตื่นเช้ามาเกรซจะประจำตำแหน่งในการทำอาหารให้ซัมเมอร์ 6 โมงเช้าคือเวลาตื่น ซัมเมอร์ก็จะประจำตำแหน่งของตัวเองบนไอแลนด์เคาน์เตอร์ครัวท็อปหินอ่อน และทุกคนจะร่วมรับประทานอาหารร่วมกัน ซึ่งแม้ว่าซัมเมอร์จะอายุเข้าเดือนที่ 7 แต่ต๊ะและเกรซก็ยังต้องเรียนรู้ ที่มีอีก 1 ชีวิตมาเป็นสมาชิกเพิ่มในครอบครัว ชีวิตของซัมเมอร์ยังคงเป็นเรื่องมหัศจรรย์ที่ทุกอย่างถูกกำหนดด้วยนาฬิกาชีวิตอย่างเที่ยงตรง ทำให้ต๊ะและเกรซก็ปรับกิจวัตรตัวเองตามเวลาตื่น หิว หลับของลูกไปด้วย
แต่ช่วงเวลานั้นเองกลับมีความหมายและเป็น Living Quality ของครอบครัว ต๊ะได้ตื่นเช้ามาชงกาแฟก่อนเริ่มงาน ช่วงเวลาเล็กๆ ที่เขาได้ป้อนอาหารลูก ทำให้เขาได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของลูกสาว เช่นเดียวกันกับเกรซที่ปกติเคยทำอาหารสำหรับผู้ใหญ่ 2 คนรับประทานกันเอง ช่วงเวลาเล็กๆ ที่ได้คิดเมนูใหม่สำหรับซัมเมอร์ ค่อยๆ ตุ๋นให้อาหารสุกและช่วยกันป้อนให้ลูก เป็น Living Quality ที่ทั้ง 2 คนไม่เคยคาดคิดมาก่อน
เพราะใช้งานทุกวันครัวจึงเป็นพื้นที่ที่เกรซออกแบบให้มีฟังก์ชันที่มีตู้เก็บของจำนวนมาก ทำให้สามารถเก็บจาน ชาม และอุปกรณ์ครัวให้อยู่ในตู้ได้ทั้งหมด ทำให้บ้านเป็นระเบียบมากขึ้น โดยเฉพาะตู้บนซิงก์ล้างจานที่ประยุกต์ให้กลายเป็นที่คว่ำจาน เมื่อล้างเสร็จสามารถเก็บเข้าตู้ได้ทันที เพิ่มความสวยงามมากขึ้น หรือแม้แต่ไอแลนด์เคาน์เตอร์ที่สามารถดึงออกมาได้อีก 1 ที่นั่ง ก็เป็นฟังก์ชันที่เกรซออกแบบไว้เผื่อเพื่อนๆ มาปาร์ตี้ที่บ้าน แต่ทุกวันนี้ก็กลายเป็นที่นั่งของต๊ะ เพิ่มความถนัดในการป้อนข้าวให้ซัมเมอร์

ถัดเข้าไปจากครัวด้านในสุดของชั้น 1 คือห้องนั่งเล่น ที่เกรซออกแบบให้เป็นสเต็ปลึกลงไปด้านล่าง ทำให้ตัวห้องอยู่ต่ำกว่าระดับห้องครัวเล็กน้อย ไม่มีประตู ไม่ว่าจะนั่งอยู่ที่ห้องนั่งเล่นหรือห้องครัวต่างก็มองเห็นกันหมด ก่อนหน้านี้ห้องนั่งเล่นกลายเป็นห้องพักของเกรซช่วงใกล้คลอด ทุกวันนี้เป็นห้องที่ทุกคนได้ใช้เวลาร่วมกัน ซัมเมอร์นอนกลางวัน เกรซทำงานเล็กๆ น้อยๆ ต๊ะได้นั่งดูหนัง ทั้งหมดคือ Living Quality ที่เกิดขึ้นอย่างแท้จริง

ชั้น 2 ของบ้านมีเฉลียงหน้าห้องที่สามารถมองเห็นลงมาถึงชั้น 1 มีห้องนอน บ้านแมว และห้องทำงานของต๊ะและเกรซที่เชื่อมถึงกันแต่มีประตูคั่นเพื่อความเป็นสัดส่วน เนื่องจากงานของต๊ะและเกรซมีความแตกต่างกัน ห้องทำงานของต๊ะคือห้องที่ใช้สำหรับขึ้นไอเดียเพลงใหม่ จึงจำเป็นที่ต้องมีเครื่องดนตรีไว้ทำทำนอง คอมพิวเตอร์ที่ใช้สำหรับบันทึกเสียง ทำให้บางครั้งมีเสียงดัง ซึ่งต้องแยกกับเกรซที่ต้องใช้ความสงบสำหรับการทำงานศิลปะ วาดรูปสติกเกอร์ และถ่ายสินค้าแพ็กช็อต ซึ่งเมื่อถึงเวลาที่ต้องการความสงบก็สามารถแยกเป็นสัดส่วน แต่เมื่อถึงเวลาพักผ่อนก็สามารถเปิดประตูเชื่อมถึงกัน เป็น Living Quality ที่ต๊ะและเกรซสามารถออกแบบและยืดหยุ่น เพื่อใช้ชีวิตร่วมกันได้อย่างมีความสุข


องค์ประกอบของชีวิตของต๊ะและเกรซทั้งชีวิตส่วนตัว เป้าหมาย และงานอันเป็นที่รัก วันนี้เลยไม่มีอะไรยิ่งใหญ่ไปกว่าลูก เมื่อก่อนทั้งคู่อาจเคยตั้งเป้าหมายชีวิต และตั้งคำถามกับการเติบโตของตัวเองจะไปไกลได้แค่ไหน แต่ในวันนี้นิยามของการเติบโตของทั้งคู่คือได้เฝ้ามองลูกเติบโตในแต่ละวัน ได้เห็นลูกค่อยๆ กิน คลาน เดิน พูด คือความหมายใหม่ โดยในฐานะพ่อและแม่ ต๊ะและเกรซยืนยันว่าเขาและเธอจะอยู่ข้างๆ ลูกเสมอ ไม่ว่าจะเป็นวันที่ลูกสำเร็จ พลาดพลั้ง หรือไม่ว่าจะลูกจะเติบโตไปอีกแค่ไหนก็ตาม
รับชม Living Quality ของครอบครัวต๊ะ เกรซ ซัมเมอร์ และเพื่อน ได้ในรายการ HOW DO YOU LIVE? ทาง YouTube ของ THE STANDARD LIFE







#TheStandardLife #TheUrbanGuidetoWellbeing #HowDoYouLive #HowDoYouLiveEP18 #HomeTour #ต๊ะศิวัช #tahandfriends #ยัยหนูซัมเมอร์ #บ้านและเพื่อน #APThai #AP #ชีวิตดีๆที่เลือกเองได้ #APLivingQuality #ที่สุดของLivingQualityในแบบคุณ #LivingQuality


