ว่ากันว่าหากชีวิตของคุณกำลังอยู่ในช่วงที่รู้สึกห่อเหี่ยว ไม่มีเรี่ยวแรงอยากจะทำอะไร ขอให้ลองเปิดหนังรถแข่งดูสักเรื่อง
รับประกันว่าภายใน 2 ชั่วโมง หัวใจของคุณจะเต้นระรัว เลือดลมสูบฉีดเหมือนกระบอกสูบ และมีเรี่ยวแรงเหมือนเครื่องยนต์ 600 แรงม้า
หนึ่งในหนังรถแข่งระดับตำนานที่จัดว่า ‘อมตะ’ ในหัวใจของผู้คนคือ ‘Ford vs vs. Ferrari’ ในชื่อไทยเท่ๆ ว่า ‘ใหญ่ชนยักษ์ ซิ่งทะลุไมล์’ ที่เป็นการประชันบทบาทกันระหว่าง Christian Bale ในบทบาทของ เคน ไมล์ส (Ken Miles) สุดยอดนักซิ่ง กับ Matt Damon ที่ไม่ได้หลงทางในดวงจันทร์แต่มาเป็น แคร์โรล เชลบี (Carroll Shelby) ผู้ออกแบบรถแข่ง Ford GT-40 Mark II
โดยเป้าหมายคือการหักขาม้าลำพอง รถแข่งงานศิลปะของ เอ็นโซ เฟอร์รารี (Enzo Ferrari) ผู้ก่อตั้งค่ายรถระดับตำนานในการแข่งขันรถที่โหดที่สุด ‘Le Mans 24’ ในปี 1966 – ปีเดียวกับที่ทีมชาติอังกฤษพิชิตแชมป์ฟุตบอลโลก – ให้ได้
หนังนั้นถ่ายทอดเรื่องราวในตำนานนี้ได้อย่างสุดยอดครับ
เพียงแต่มันก็มีบางอย่างที่อาจจะไม่ตรงกับความเป็นจริงทั้งหมด

Ford vs. Ferrari ว่าด้วยเรื่องราวที่เริ่มต้นในช่วงปี 1963 ที่เกิดความขัดแย้งรุนแรงระหว่างสองค่ายรถยนต์ที่อยู่กันคนละทวีป
เฮนรี ฟอร์ด ที่ 2 และคณะเดินทางไปถึงสำนักงานใหญ่ของ Ferrari เพื่อทำการเจรจาลงทุนในค่ายรถอิตาลี ซึ่งกำลังประสบปัญหาทางการเงินอย่างรุนแรงและต้องการแหล่งเงินทุนเข้ามาเพื่อต่อลมหายใจกิจการของพวกเขา
การเจรจาครั้งนั้นเป็นไปด้วยดี และกำลังจะจบสวยอยู่แล้ว ถ้าเอ็นโซ เฟอร์รารี เจ้าของรู้สึกไม่อยากจะลงชื่อในสัญญาขึ้นมา ด้วยไม่อยากสูญเสียแผนกทีมรถแข่งที่เขารัก สุดท้ายจึงล้มโต๊ะเจรจา
สำหรับทีม Ford พวกเขาถูกทำให้อับอายขายขี้หน้าอย่างร้ายกาจ และนำไปสู่การตัดสินใจครั้งใหญ่ของ เฮนรี ฟอร์ด ที่ 2
“เราจะสร้างรถแข่งที่แรงจนเอาชนะไอ้ม้าลำพองตัวนี้ให้ได้” ซึ่งม้าลำพองที่ว่านั้นแทบจะไร้เทียมทานในการแข่ง Le Mans
แล้วหนังก็เริ่มจากตรงนี้เอง
เราได้รู้จักกับตัวละครอย่าง แคร์โรล เชลบี อดีตนักแข่งรถ Le Mans ในวัยใกล้ปลดเกษียณที่ถูกดึงตัวมาเพื่อเป็นเจ้าของเมกะโปรเจกต์ในการทำให้ค่ายรถยนต์อเมริกันผู้ล้าหลังและเฉิ่มเชยในสนามแข่งขัน (แต่ก็ต้องการใช้ความสำเร็จในสนามแข่งเพื่อกระตุ้นยอดขายรถในหมู่อเมริกันชนอีกที) สร้าง Speed Demon ที่จะเร็วและแรงที่สุดในโลก
เพียงแต่เชลบีคนเดียวอาจจะไม่พอสำหรับงานนี้
เขาต้องการใครสักคนที่ไม่ใช่แค่เข้าใจ แต่ใช้ลมหายใจเดียวกับรถแข่ง ซึ่งใครคนนั้นคือ เคน ไมล์ส นักขับบันลือโลกที่ขับได้ตั้งแต่รถแข่งยันรถถังในสงครามโลกครั้งที่ 2 ก่อนชีวิตจะนำพามาสู่การเป็นเจ้าของอู่รถแต่งแห่งหนึ่งในฮอลลีวูด
ก่อนที่ทั้งสองจะร่วมมือร่วมใจกัน (และฟาดฟันกันบ้างในบางจังหวะ) ในการสร้างรถแข่งที่แรงและทนที่สุดที่ Ford ไม่เคยมีมาก่อน
ในภาพยนตร์นั้นคนที่โดดเด่นและคล้ายจะแบกเรื่องมากกว่าคือ ไมล์ส
นักแข่งที่ไม่ได้ทำเป็นเพียงแค่การขับรถ แต่เข้าใจระบบเครื่องยนต์กลไกของมันอย่างดีในระดับที่แค่ได้ยินเสียงเครื่องยนต์ก็เหมือนได้ยินเสียงลมหายใจ
ตัวละครไมล์สในเรื่องที่รับบทโดย Christian Bale เป็นคนเปิดประตูให้เราเข้าไปในโลกของการแข่งขันที่สุดระห่ำและเร้าใจ พาทุกคนไปได้ไกลยิ่งกว่าแค่แรงม้าเพราะมันคือแรงหัวใจที่ร้อนยิ่งกว่าอุณหภูมิในกระบอกสูบ
ความดิบ ความบ้า มาพร้อมกับฝีไม้ลายมือการขับรถที่เด็ดขาดของไมล์ส ทำให้เหมือนเราได้หลุดเข้าไปอยู่หลังพวงมาลัยกับเขาด้วย
ก่อนที่สุดท้าย ท้ายสุด ไมล์สจะพาเราเข้าเส้นชัยใน Le Mans ได้จริงๆ
แม้ว่ามันจะเจ็บลึกกับเหตุการณ์ประวัติศาสตร์วันนั้น และยิ่งช็อกไปอีกกับตอนจบที่แม้จะเหมือนมีการส่งสัญญาณเตือนเป็นระยะ แต่ฉากการทดลองรถรุ่นใหม่หลังการแข่ง Le Mans ก็ยังตราตรึงอยู่

แล้วไมล์ส และคนอื่นๆ ในชีวิตจริงเป็นแบบนั้นไหม?
เวลาดูหนังที่ Based on true story แบบนี้ แทบทั้งหมดจะมีการดัดแปลงเรื่องราวและขัดเกลาจากทีมผู้เขียนบทใหม่เพื่อให้สามารถนำมาใช้เป็นภาพยนตร์ได้
บทสนทนาที่เผ็ดร้อนในหนัง มันอาจเป็นเพียงแค่การพูดจากันปกติในชีวิตจริง เหมือนเช่น ช่วงการทดสอบรถ GT-40 ที่ในหนังเราจะได้เห็นการวิวาทะทางความคิดระหว่าง ไมล์สกับทีมวิศวกรของทีม Ford ในการปรับแต่งรถ
แต่ในความเป็นจริงแล้วสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งไมล์สและทีมงานต่างร่วมมือกันอย่างดี เป็นการทำงานร่วมกันแบบสองทางคือทั้งในเชิงของงานออกแบบรถยนต์ของทีมวิศวกร กับคนขับนักแข่งอย่างเขาที่อยู่หน้างาน รู้ปัญหาจริง และรู้ว่าอยากจะได้อะไร
ตัวละครของ Matt Damon อย่าง แคร์โรลล์ เชลบี อดีตนักขับชาวเท็กซัส (กับหมวกคาวบอยของเขาเองก็แตกต่างจากในชีวิตจริง)
เพราะเชลบีตัวจริงไม่ได้นิ่งและเยือกเย็นเหมือนในหนังขนาดนั้น ในทางตรงกันข้ามเขาเป็นคนที่กระตือรือร้นอยู่พอสมควร และพร้อมที่จะ ‘เดินหน้า’ ซึ่งรวมถึงการเดินเข้าไปในสำนักงานของ Ford พร้อมกับตัวเลขเงินค่าตอบแทนในใจจากการทำงานใหญ่ครั้งนี้ ไม่ใช่ว่าได้เช็คเปล่าให้ใส่จำนวนเองแบบในหนัง
เชลบี นอกจากความเป็นอดีตนักแข่งที่ต้องวางมือจากพวงมาลัยด้วยปัญหาสุขภาพรุมเร้า ซึ่งตรงกับความเป็นจริงแล้ว เขายังมีความเป็นเซลส์แมนชั้นยอดอยู่ในตัวด้วย
ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างกันกับไมล์สนั้น ไม่ได้เป็นไปด้วยดีขนาดนั้น
ด้วยธรรมชาติของไมล์ส ซึ่งเป็นคนที่แข็งกร้าวทำให้เชลบีเองก็ไม่ได้ถึงกับสนิทชิดเชื้ออะไร ทั้งสองแค่อยู่ในโปรเจ็คต์เดียวกัน ร่วมงานใหญ่ด้วยกัน และในระหว่างทางก็ต้องฟาดฟันกันประมาณหนึ่ง
เพียงแต่ทั้งสองมีเป้าหมายเดียวกันที่ปลายทาง
คือการเข้าเส้นชัยเป็นคนแรก
การเข้าเส้นชัยในเรื่องเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่มีความสลับซับซ้อนในเรื่อง เรียกว่าเป็นไฮไลต์ได้สมกับการรอคอย
คำสั่งจากฝ่ายบริหารที่ขอให้ไมล์ส ที่ควบตะบึงรถ GT-40 อย่างเร้าใจและกำลังจะเข้าเส้นชัยเป็นคนแรกอยู่แล้ว ชะลอความเร็วลงเพื่อให้นักแข่งอีก 2 คนในทีม Ford ไล่ตามมาทัน โดยมีเป้าหมายใหญ่คือการเซ็ตฉากถ่ายภาพระดับตำนาน
รถยนต์ของ Ford คว้าชัยชนะขาดลอยใน Le Mans ด้วยการเข้าเส้นชัยพร้อมกันในเวลาเดียวกัน
ฉากนี้บีบหัวใจของทุกคน มันทำให้เรารู้สึกว่าไมล์สถูกปฏิบัติอย่างอยุติธรรม เจ็บปวดไปกับเขาด้วย ที่สุดท้าย – แม้จะเป็นคนแข็งแกร่ง แข็งกร้าว และบ้าระห่ำขนาดนี้ – ก็ไม่สามารถต่อต้านกับ ‘อำนาจ’ ที่เหนือกว่าได้
ทำไมเราต้องยอมสยบให้กับสิ่งนี้ด้วย? คือคำถามในใจ

แต่ในชีวิตจริงไมล์สไม่ได้มีปัญหาอะไรขนาดนั้นกับคำสั่งทีม แม้จะเจ็บอยู่ลึกๆ ที่ต้องทำอะไรแบบนี้ตามคำสั่งของลีโอ บีบี และเฮนรี ฟอร์ด ที่ 2
ในการให้สัมภาษณ์หลังจากนั้นเขาก็ไม่ได้ไปฟาดงวงฟาดงาอะไรต่อกับนักข่าว ทั้งยังกลับพยายามเบรกด้วยว่า
“พวกคุณช่วยระวังในรายงานข่าวด้วยว่าผมพูดอะไร ผมยังทำงานให้พวกเขา พวกเขาดีกับผมมาก”
นอกจากนี้ยังมีสิ่งที่แตกต่างกันระหว่างหนังกับเรื่องจริงในทำนอง Fact vs. Fiction และรายละเอียดปลีกย่อยที่ซ่อนอยู่อีกหลายจุด
เช่น ในการแข่ง Le Mans ปีนั้น Ferrari ส่งรถแข่งเพียงแค่ 2 คันเท่านั้น ในขณะที่ Ford ซึ่งร่ำรวยกว่ามากส่งรถลงแข่งถึง 8 คัน เรียกว่ามีโอกาสคว้าชัยชนะสูงกว่าหลายเท่า
ในช่วงของการเข้าเส้นชัยนั้น หนึ่งในนักขับของ Ford ที่เข้าเส้นชัยก่อนไมล์ส คือบรู๊ซ แม็คลาเรน (Bruce McLaren) นักขับสัญชาตินิวซีแลนด์ ที่ฟังดูชื่อคุ้นๆ ใช่ไหม?
เขาคือผู้ก่อตั้งทีมรถแข่ง McLaren แชมป์โลกในปัจจุบัน
เพียงแต่หนึ่งในเรื่องจริงที่เกิดขึ้นใน Ford vs. Ferrari โดยที่ไม่อาจบิดพลิ้วเป็นอื่นได้ คือฉากสุดท้ายของ เคน ไมล์ส นักขับผู้บ้าระห่ำในตำนาน
เสียงของรถที่เสียการทรงตัว
ควันที่พวยพุ่ง
กลายเป็นความทรงจำที่แม้จะรู้ว่าเจ็บ แต่ก็ยังย้อนกลับไปในจุดเริ่มต้นของเรื่องใหม่ทุกครั้ง
ในวันที่หัวใจอยากเต้นรัว


