ดัชนี SET ของหุ้นไทยปิดลบมาต่อเนื่อง 3 ปีติดต่อกัน จากราว 1,700 จุด มาปิดที่ 1,259.67 จุด เมื่อปี 2568 ที่ผ่านมา และครั้งสุดท้ายที่หุ้นไทยร่วงลงต่อเนื่อง 3 ปีติดต่อกัน ต้องย้อนกลับไปถึง 27 ปีก่อน ช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง ที่หุ้นไทยปรับตัวลง 5 ปีติด จากราว 1,700 จุด ช่วงต้นปี 2537 ไปทำจุดต่ำสุดที่ 204.59 จุด ในปี 2541
สำหรับวันทำการแรกของปี 2569 หุ้นไทยประเดิมได้อย่างสวยงาม ช่วงครึ่งวันทำการแรก ดัชนี SET พุ่งขึ้นไปทำจุดสูงสุดของวัน และจุดสูงสุดในรอบหนึ่งเดือนครึ่งที่ 1,287.47 จุด เพิ่มขึ้น 27.80 จุด จากปีก่อน ก่อนที่จะปิดครึ่งวันแรกที่ 1,282.73 จุด เพิ่มขึ้น 23.06 จุด
อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นของดัชนี SET ในวันนี้มาจากแรงหนุนของหุ้น บมจ.เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) หรือ DELTA ที่ปรับตัวขึ้น 186.50 บาท หรือ 7.80% ช่วยหนุนดัชนี SET ราว 13.3 จุด
เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม กรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ เอเซียพลัส จำกัด เปิดเผยว่า ปัจจัยหนุนสำคัญของหุ้นไทยคือ มูลค่าถูก จะเห็นว่าทั้งตลาดมีหุ้นที่ราคาต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี (P/BV) กว่า 400 ตัว และมีหุ้นที่ให้อัตราเงินปันผลตอบแทนเกิน 5% กว่า 250 ตัว
ความถูกของตลาดหุ้นไทยยังสะท้อนผ่าน ผลตอบแทนของตลาดหุ้นไทยที่ลดลง 24.5% ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา สวนทางกับตลาดหุ้นโลกที่ปรับขึ้น 68.5%
“คำถามสำคัญคือ เราจะขึ้นได้ต่อเนื่องแรงๆ หรือไม่ จริงๆ แล้วสภาพแวดล้อมยังไม่เอื้อ ทั้งการเติบโตของ GDP ที่โตได้แค่ครึ่งหนึ่งของศักยภาพ และกำไรต่อหุ้นที่น่าจะโตได้ราว 4% ในปี 2569 ขณะที่การปรับลดอัตราดอกเบี้ยน่าจะน้อยกว่าปีที่ผ่านมา” เทิดศักดิ์กล่าว
ตลาดหุ้นไทยในภาวะเช่นนี้อาจมีความเสี่ยงที่จะปรับลงไม่มาก แต่โอกาสจะปรับขึ้นก็ไม่มากเช่นกัน ช่วงนี้จะเป็นช่วงที่เหมาะกับการสะสม เพื่อรอให้ตลาดหุ้นปรับขึ้นได้ดีช่วงครึ่งปีหลัง
“ตอนนี้มองเป็นช่วงสะสมหุ้น เน้นหุ้นที่ราคาถูกและผลตอบแทนดีต่อเนื่อง ซึ่งในหลายกลุ่มจะมีหุ้นที่ราคาต่ำกว่า book value และให้เงินปันผลสูง เช่น BBL, SCB, SC, AP, PTTEP, CPAXT” เทิดศักดิ์กล่าว
ด้าน ณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ มองว่า หากตัดปัจจัยเรื่องหุ้น DELTA ออกไป ภาพทั้งเดือนมกราคม โดยเฉพาะครึ่งเดือนหลังน่าจะมีสีสันมากขึ้น จากเรื่องการเลือกตั้ง ทำให้หุ้นไทยน่าจะคึกคักกว่าตลาดหุ้นโลก
ขณะที่สภาพคล่องเริ่มมีสัญญาณดีขึ้นตั้งแต่เดือนธันวาคม หลังจากธนาคารกลางหลายประเทศลดดอกเบี้ย ประกอบกับมุมมองที่จะไปในทิศทางผ่อนคลายนโยบายการเงินมากขึ้น จะช่วยประคองไม่ให้ดัชนี SET ลดลงไปต่ำกว่า 1,250 จุด
สำหรับหุ้นที่น่าจะโดดเด่นในช่วงนี้ กลุ่มธนาคารพาณิชย์ยังอยู่ในโมเมนตัมเชิงบวก แม้กำไรไตรมาส 4 ปีก่อน จะไม่โดดเด่น แต่เงินปันผลยังน่าดึงดูด ขณะที่แรงหนุนจากการเลือกตั้งจะช่วยหนุนกลุ่มที่อิงกับเศรษฐกิจในประเทศ เช่น ไฟแนนซ์ ค้าปลีก สื่อ อสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น
อีกกลุ่มที่น่าสนใจคือ กอง REIT และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน ที่หลายคนมองข้ามไป และให้ผลตอบแทนดีมาก อย่างเดือนธันวาคมที่ผ่านมาให้ผลตอบแทน 5%


