ตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดเผยถึงยุแผนในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุน โดยเริ่มต้นจากการมุ่งเน้นปรับปรุงกฎเกณฑ์เพื่อเปิดทางให้ธุรกิจกลุ่ม New Economy เข้ามาจดทะเบียนในตลาดทุนได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งคาดว่าเกณฑ์ความร่วมมือใหม่นี้จะมีความชัดเจนภายในไตรมาส 3 ของปีนี้
ประเด็นสำคัญ
อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ กำลังทำงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) อย่างใกล้ชิด เพื่อปรับปรุงกฎเกณฑ์การเข้าจดทะเบียน (IPO) สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรม New Economy ทั้ง 10 ประเภท ให้สอดคล้องกับภาวะตลาดปัจจุบันและเข้าถึงได้ง่ายขึ้น โดยมีการพิจารณาลดเงื่อนไขด้านมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap) หรือระยะเวลาการทำกำไร รวมถึงการลดระยะเวลาในขั้นตอนการเตรียมตัวทำ IPO ให้รวดเร็วขึ้นจากเดิม
นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังได้หารือร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อพิจารณาให้การสนับสนุนเพิ่มเติมแก่ธุรกิจที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI ให้เข้ามาจดทะเบียนระดมทุนในตลาดหุ้นไทย ซึ่งคาดว่ากฎเกณฑ์ความชัดเจนในส่วนนี้จะออกมาในช่วงไตรมาส 3 ปีนี้
โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการดึงดูดอุตสาหกรรมที่สอดคล้องกับกลุ่มธุรกิจเป้าหมายของ EEC เช่น รถยนต์ไฟฟ้า (EV), ดาต้าเซ็นเตอร์และแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) โดยเปิดกว้างทั้งในรูปแบบการดึงบริษัทต่างชาติที่มาตั้งบริษัทย่อยในไทยเพื่อเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ คล้ายกับกรณีของ บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA ซึ่งมีบริษัทแม่เป็นสัญชาติไต้หวัน รวมถึงการปรับเกณฑ์เพื่อเอื้อให้ บริษัทลูก ของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ขนาดใหญ่ของไทยที่ทำอุตสาหกรรม New Economy Spin-off สามารถทำ IPO เข้าตลาดได้รวดเร็วขึ้น แม้ในบางเซกเตอร์บริษัทลูกจะยังไม่มีกำไรก็ตาม อย่างไรก็ดี กระบวนการดึงกลุ่มธุรกิจเหล่านี้อาจต้องใช้เวลาในการเตรียมตัวอย่างน้อย 2 ปีจึงจะเริ่มเห็นผลบนกระดานเทรด
เล็งศึกษาแยก Sector จัดระเบียบหุ้น ‘กลุ่มเทคโนโลยี’
จากการผลักดันอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเข้ามาใน ตลาดหลักทรัพย์ฯจึงอยู่ระหว่างพิจารณาศึกษาการจัดหมวดหมู่กลุ่มอุตสาหกรรม (Sector) ใหม่ โดยอาจมีการพิจารณาเพิ่มกลุ่มอุตสาหกรรมจาก 8 กลุ่มในปัจจุบัน เป็น 9 กลุ่ม เพื่อจัดระเบียบหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีและ ICT ให้มีความชัดเจน ไม่ให้เข้ามาปะปนกันจนขาดความชัดเจน
ผลงานหุ้นไทยครึ่งปีแรกแกร่ง พุ่ง 25 % ติดอันดับ 2-3 ของภูมิภาคเอเชีย
สำหรับภาพรวมภาวะตลาดหุ้นไทยนับตั้งแต่ต้นปี 2569 เป็นต้นมา ถือว่าให้ผลตอบแทนที่โดดเด่นอย่างมาก โดยปรับตัวพุ่งขึ้นมาประมาณ 25% ซึ่งถือเป็นผลตอบแทนที่สูงเป็นอันดับที่ 2 หรือ 3 ของตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชีย เป็นรองเพียงแค่ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ และสูสีกับตลาดหุ้นไต้หวัน
โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากการเมืองในประเทศที่มีความมั่นคงมากขึ้น รวมถึงกระแสเงินทุน (Fund Flow) ที่เริ่มเคลื่อนย้ายจากกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ขั้นสูง (Advance Market) เข้าสู่กลุ่มตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market)
นอกจากนี้ อัตราแลกเปลี่ยนของไทยที่มีความมั่นคงและผันผวนน้อยเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ยังทำให้ต่างชาติมองตลาดหุ้นไทยเป็นหลุมหลบภัย (Safe Haven) ท่ามกลางความผันผวนของภาวะสงครามทั่วโลก
ในด้านมุมมองต่อเศรษฐกิจ แม้นักลงทุนต่างชาติจะเคยตั้งคำถามถึงโอกาสที่ GDP ไทยจะเติบโตในระดับ 7% ซึ่ง ตลท. ได้ชี้แจงตามจริงว่าภายใต้โครงสร้างพื้นฐานปัจจุบันอาจเป็นไปได้ยาก แต่ด้วยศักยภาพและพื้นฐานที่ไทยมี โอกาสที่ GDP จะเติบโตระดับ 4% นั้นเป็นไปได้ ซึ่งความโปร่งใสนี้ทำให้นักลงทุนพอใจและตอบรับในเชิงบวก
เตรียมจัดบิ๊กอีเวนต์ Thailand Focus 2026 ครบรอบ 20 ปี
ในส่วนของแผนเชิงรุกช่วงครึ่งปีหลัง ตลท. เตรียมจัดงานใหญ่ประจำปี Thailand Focus 2026 ซึ่งปีนี้ถือเป็นวาระครบรอบ 20 ปี โดยจะจัดขึ้นในวันที่ 26-28 สิงหาคม 2569 ภายใต้ธีม ‘REIGNITE Thailand’ เพื่อเป็นเวทีสานต่อความสำเร็จจากการเดินสายโรดโชว์ที่ลอนดอนและฮ่องกง ซึ่งพบว่านักลงทุนต่างชาติเริ่มกลับมาให้ความสนใจธุรกิจในประเทศไทยมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ภาพ: Koupei Studio / Shutterstock

