หลังเข้าเทรด หุ้น SpaceX ยังคงได้รับความสนใจอย่างมากจากตลาด โดยราคาหุ้นปรับขึ้นเหนือราคา IPO อย่างมีนัยสำคัญ และผลักดันให้มูลค่าตลาดของบริษัททะลุ 2 ล้านล้านดอลลาร์ ทำให้ SpaceX ไม่ใช่เพียงหนึ่งใน IPO ขนาดใหญ่ที่สุดของตลาด แต่กลายเป็นบททดสอบสำคัญว่า นักลงทุนควรตีมูลค่า ‘อนาคตของอวกาศ’ อย่างไร
ความยากคือ SpaceX ไม่ได้เป็นธุรกิจมิติเดียว ด้านหนึ่ง บริษัทยังมีรายได้เพียง 18.7 พันล้านดอลลาร์ และยังขาดทุนสุทธิ แต่อีกด้านหนึ่ง SpaceX คือผู้นำด้านจรวดนำกลับมาใช้ซ้ำ มี Starlink เป็นโครงข่ายดาวเทียมระดับโลก มีธุรกิจด้านความมั่นคง และมีโอกาสเติบโตเป็นโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจอวกาศในระยะยาว
ข้อที่ 1 SpaceX เป็นแค่หุ้นจรวด หรือเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของโลก?
หากมองแบบผิวเผิน SpaceX คือบริษัทที่ปล่อยจรวดขึ้นสู่วงโคจร แต่ในมุมของตลาดทุน เรื่องราวใหญ่กว่านั้นมาก SpaceX กำลังถูกมองเป็นแพลตฟอร์มโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจอวกาศ ตั้งแต่บริการปล่อยดาวเทียมและขนส่งนักบินอวกาศ ไปจนถึงอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม ธุรกิจด้านกลาโหม และโอกาสในอนาคตอย่าง direct-to-cell หรือโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลบนวงโคจร
จุดแข็งสำคัญคือ SpaceX ไม่ได้มีเพียงไอเดีย แต่มีขนาดธุรกิจจริงรองรับ บริษัททำภารกิจปล่อยจรวดจำนวนมากในแต่ละปี มีจรวด reusable ที่ช่วยเปลี่ยนเศรษฐศาสตร์ของการเข้าถึงอวกาศ และมี Starlink เป็นธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำ ต่างจากบริษัทอวกาศจำนวนมากที่ยังอยู่ในช่วงพิสูจน์โมเดลธุรกิจ
นี่คือเหตุผลที่ตลาดไม่ได้ตีมูลค่า SpaceX เหมือนบริษัทอุตสาหกรรมอวกาศแบบดั้งเดิม แต่ให้ค่ากับบริษัทในฐานะผู้เล่นที่อาจทำให้อวกาศกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ คล้ายกับยุค AI ที่ตลาดไม่ได้ให้มูลค่าเฉพาะบริษัทที่สร้างแอปพลิเคชันปลายทาง แต่ให้ค่ากับผู้เล่นที่เป็นเจ้าของโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ตั้งแต่ชิป ดาต้าเซ็นเตอร์ ไปจนถึงเครือข่ายที่ทำให้เทคโนโลยีทั้งหมดขยายตัวได้
ข้อที่ 2 ระยะสั้นหุ้นยังมีแรงส่งเหลืออยู่หรือไม่?
ในมุมมองของทีม BLS Global Investing ภาพระยะสั้นของ SpaceX ยังมีโอกาสเป็นบวกในช่วง 2-3 สัปดาห์แรกหลังเข้าเทรด หนึ่งในแรงหนุนสำคัญไม่ใช่แค่กระแสความตื่นเต้นหลัง IPO แต่คือโอกาสที่หุ้นขนาดใหญ่ระดับนี้จะถูกนำเข้าดัชนีสำคัญเร็วกว่าหุ้น IPO ทั่วไป
จากข้อมูลเกณฑ์ดัชนีที่เกี่ยวข้อง FTSE Russell และ CRSP อาจเป็นกลุ่มแรกที่เปิดทางให้ SpaceX เข้าดัชนีได้เร็วที่สุดภายในราว 5 วันทำการ ตามด้วย MSCI ในราว 10 วันทำการ และ Nasdaq-100 ในราว 15 วันทำการ หากผ่านเงื่อนไขที่กำหนด ขณะที่ S&P 500 ยังเป็นข้อยกเว้นสำคัญ เพราะไม่มี fast-track สำหรับ mega-IPO และยังต้องใช้ประวัติการซื้อขาย รวมถึงเงื่อนไขด้านกำไรตามเกณฑ์ปกติ
ความหมายคือ SpaceX อาจได้แรงซื้อจากกองทุน ETF และกองทุน Passive ที่ต้องปรับพอร์ตเมื่อหุ้นถูกเพิ่มเข้าดัชนี กองทุนที่อ้างอิงดัชนีนั้นก็จำเป็นต้องซื้อ
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนต้องระวังว่าแรงซื้อจากดัชนีเป็นแรงส่งที่มีกรอบเวลา หากตลาดรับรู้ล่วงหน้าและมีแรงซื้อดักหน้าไปแล้ว วันที่เข้าดัชนีจริงอาจไม่ได้สร้างแรงหนุนมากเท่าที่คาด ดังนั้น ระยะสั้นของ SpaceX อาจยังดูแข็งแรง แต่ไม่น่าจะเป็นการปรับขึ้นแบบไร้แรงต้าน
ข้อที่ 3 เมื่อแรงซื้อช่วงแรกจางลง ใครจะเป็นแรงขายรอบถัดไป?
หลังผ่านช่วงแรกของ IPO ตลาดจะเริ่มเปลี่ยนโฟกัสจากฝั่ง demand ไปสู่ฝั่ง supply นั่นคือ ‘หุ้นของผู้ถือหุ้นเดิมที่ทยอยพ้นช่วง Lockup’
SpaceX เป็นบริษัทที่อยู่ในตลาด private มายาวนาน ผู้ถือหุ้นเดิมจำนวนมาก ทั้งพนักงาน นักลงทุนยุคแรก venture capital และกองทุน private market อาจถือหุ้นมาหลายปี และมีต้นทุนต่ำกว่าราคาตลาดอย่างมีนัยสำคัญ
จาก timeline ที่เปิดเผย การปลดล็อกหุ้นของ SpaceX ไม่ได้เกิดขึ้นทั้งหมดในคราวเดียว แต่ทยอยเป็นหลายรอบ ตั้งแต่ช่วงหลังประกาศผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2026 เดือน ก.ค. ต่อเนื่องไปตามช่วงเวลาหลัง IPO และมีก้อนใหญ่ตามมาในช่วงหลังประกาศผลประกอบการไตรมาส 3 รวมถึงส่วนที่เหลือในช่วง 180 วันหลัง IPO ซึ่งคือช่วงต้นเดือน ธ.ค.
นี่ทำให้แนวโน้มหุ้นอาจแบ่งออกได้เป็น 2 ช่วง ช่วงแรกคือช่วงที่ตลาดโฟกัสแรงซื้อจาก IPO และการเข้าดัชนี ส่วนช่วงถัดไปคือช่วงที่ตลาดต้องประเมินว่าแรงซื้อใหม่แข็งแรงพอจะรับแรงขายจากหุ้นที่ทยอยปลดล็อกได้หรือไม่ หากราคาหุ้นยังอยู่สูงกว่าราคา IPO มาก แรงขายทำกำไรจากผู้ถือหุ้นเดิมก็อาจเพิ่มขึ้นตามธรรมชาติ
ข้อที่ 4 มูลค่า 2 ล้านล้านดอลลาร์สมเหตุสมผลแค่ไหน?
ถ้าตอบด้วยตัวเลขปัจจุบัน SpaceX ไม่ใช่หุ้นถูก บริษัทมีรายได้ปี 2025 ราว 18.7 พันล้านดอลลาร์ และยังขาดทุนสุทธิ ขณะที่มูลค่าตลาดหลังวันแรกทะลุ 2 ล้านล้านดอลลาร์ ที่ราคา IPO หุ้นซื้อขายบน price-to-sales ราว 95 เท่า ซึ่งสูงกว่าบริษัทเทคโนโลยี mega-cap หลายแห่ง
แต่เหตุผลที่ตลาดยอมจ่าย valuation สูงขนาดนี้ เพราะ SpaceX มีคุณสมบัติที่หาได้ยากในตลาดหุ้น
- หนึ่งคือ scarcity นักลงทุนมีทางเลือกน้อยมากในการลงทุนโดยตรงกับเศรษฐกิจอวกาศขนาดใหญ่
- สองคือ market leadership บริษัทมีความได้เปรียบด้านจรวด reusable และความถี่ในการปล่อยจรวด สามคือ Starlink ที่อาจถูกมองเป็น global connectivity platform มากกว่าธุรกิจดาวเทียมแบบเดิม
- สี่คือ ธุรกิจกลาโหมและโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์
- และห้าคือ Musk factor ที่ทำให้นักลงทุนบางส่วนยอมจ่ายแพงเพื่อซื้อภาพอนาคต
คล้ายกับกรณี Tesla ที่ตลาดไม่เคยมองเป็นเพียงบริษัทรถยนต์ แต่ให้มูลค่าบริษัทในฐานะแพลตฟอร์มของ EV, battery, software, autonomy และ energy SpaceX เองก็อาจกำลังถูกตลาดมองในกรอบเดียวกัน คือไม่ใช่แค่บริษัทจรวด แต่เป็นแพลตฟอร์มของ launch, broadband, defence, direct-to-cell, AI infrastructure และเศรษฐกิจวงโคจรในอนาคต
ประเด็นคือ valuation สูงไม่ใช่เรื่องผิดโดยอัตโนมัติ หากบริษัทสามารถเติบโตทันความคาดหวังได้จริง แต่ valuation สูงทำให้พื้นที่สำหรับความผิดพลาดลดลงมาก หากรายได้โตช้ากว่าคาด margin ไม่ดีขึ้น หรือ capex ยังสูงต่อเนื่อง ราคาหุ้นอาจถูกกดดันได้ง่าย เพราะความสำเร็จในอนาคตจำนวนมากถูกสะท้อนเข้าไปในราคาแล้ว
ข้อที่ 5 SpaceX จะเปลี่ยนความฝันให้เป็นตัวเลขได้เร็วแค่ไหน?
นี่อาจเป็นคำถามสำคัญที่สุดในระยะยาว เพราะมูลค่าระดับ 2 ล้านล้านดอลลาร์ไม่ได้สะท้อนแค่ธุรกิจที่มีอยู่ในวันนี้ แต่สะท้อนความคาดหวังว่า SpaceX จะกลายเป็นแพลตฟอร์มโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจอวกาศในอนาคต
ตัวเลขที่ตลาดจะจับตามากที่สุดคือ Starlink เพราะเป็นธุรกิจที่ทำให้ SpaceX เปลี่ยนจากบริษัทที่มีรายได้จากโครงการหรือสัญญา เป็นธุรกิจที่มีรายได้ประจำจากผู้ใช้งานทั่วโลก หาก Starlink เติบโตต่อได้ ทั้งในกลุ่มผู้บริโภค องค์กร การบิน เรือเดินสมุทร รัฐบาล และ direct-to-cell ตลาดก็อาจยอมให้ multiple สูงต่อไปได้
แต่ Starlink ไม่ใช่คำตอบเดียว SpaceX ยังต้องพิสูจน์ว่าธุรกิจ launch สามารถรักษาความได้เปรียบด้านต้นทุนได้ Starship สามารถเดินหน้าจากโครงการที่ใช้เงินลงทุนมหาศาลไปสู่สินทรัพย์ที่สร้างมูลค่าจริงได้ ธุรกิจกลาโหมสามารถสร้างรายได้ที่มั่นคงได้ และภาพรวมบริษัทสามารถค่อยๆ เปลี่ยนจากการเติบโตที่ใช้เงินลงทุนสูง ไปสู่กำไรและกระแสเงินสดที่ยั่งยืน
นี่คือจุดที่ตลาดจะเข้มงวดขึ้นหลัง IPO เพราะบริษัทจดทะเบียนต้องถูกประเมินทุกไตรมาส ความฝันระยะยาวยังสำคัญ แต่ตัวเลขรายได้ margin cash flow และ capex จะสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ
ดังนั้น ภาพรวมของ SpaceX หลังเข้าเทรดอาจสรุปได้ว่า ระยะสั้นยังมีแรงส่งจาก IPO และการเข้าดัชนี ระยะกลางต้องระวังแรงขายจากหุ้นที่ทยอยปลดล็อก ส่วนระยะยาวจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการเปลี่ยนความเป็นผู้นำด้านอวกาศให้กลายเป็นผลประกอบการที่สมกับมูลค่าตลาด
SpaceX อาจเป็นหนึ่งในหุ้นที่สำคัญที่สุดของทศวรรษนี้ เพราะเป็นบริษัทที่ทำให้เศรษฐกิจอวกาศกลายเป็นธีมลงทุนกระแสหลักของตลาดทุนโลก แต่หุ้นที่ยิ่งใหญ่มักมาพร้อมคำถามที่ใหญ่ไม่แพ้กัน คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่า SpaceX เป็นบริษัทที่น่าตื่นเต้นหรือไม่ เพราะคำตอบชัดเจนว่าใช่ แต่คำถามที่สำคัญกว่าคือ ราคาหุ้นวันนี้สะท้อนอนาคตที่น่าตื่นเต้นนั้นไปมากแค่ไหนแล้ว
สำหรับนักลงทุนไทยที่อยากมีส่วนร่วมกับโอกาสของ SpaceX ผ่านตลาดหุ้นไทย รอติดตาม DR อ้างอิงหุ้น SpaceX ที่ออกโดยหลักทรัพย์บัวหลวงเร็วๆ นี้ ในฐานะ DR ตัวแรกของไทยที่พานักลงทุนเข้าถึงหุ้นโครงสร้างพื้นฐานอวกาศระดับโลกได้อย่างสะดวกและมีประสิทธิภาพ
ภาพกราฟหุ้น SpaceX ราย 15 นาที

ภาพ: Below the Sky / Shutterstock
อ้างอิง:
- BLS Global Investing, Bloomberg, SpaceX
- แอป Trading View As of 19/06/2569

