×

ภูมิรัฐศาสตร์โลกหลังปฎิบัติการจับกุมประธานาธิบดีเวเนซุเอลา

05.01.2026
  • LOADING...
ภูมิรัฐศาสตร์โลกหลังปฎิบัติการจับกุมประธานาธิบดีเวเนซุเอลา

ในช่วงเช้ามืดของวันที่ 3 มกราคมที่ผ่านมา กองกำลังทหารของสหรัฐอเมริกาได้บุกจับตัว นิโกลัส มาดูโร ประธานาธิบดีของเวเนซุเอลา พร้อมกับภริยา ถึงทำเนียบที่พักของเขาในกรุงการากัส ภายใต้ปฎิบัติการที่มีชื่อว่า Operation Absolute Resolve บทความนี้จะพาไปวิเคราะห์ถึงสาเหตุที่ทรัมป์ตัดสินใจใช้ปฎิบัติการทางการทหารกับมาดูโร และผลที่อาจจะตามมาในแง่ภูมิรัฐศาสตร์ของโลก

 

ขุมทรัพย์ที่อยู่ใต้ดิน

 

ทรัมป์ให้เหตุผลอย่างเป็นทางการว่า เขาตัดสินใจใช้กำลังทหารเข้าจับกุมตัวมาดูโร เพราะมาดูโรอยู่เบื้องหลังการค้ายาเสพติดข้ามชาติ (ที่มีหมายจับจากศาลของสหรัฐอเมริกา) โดยเฉพาะอย่างยิ่งโคเคนที่ถูกลักลอบเข้ามาทางเรือผ่านทะเลแคริบเบียนมายังชายฝั่งทางตอนใต้ของสหรัฐอเมริกา โดยที่ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ก็พยายามส่งสารเตือนถึงมาดูโรแล้ว ด้วยการใช้กำลังทหารยิงจรวดใส่เรือของเวเนซุเอลาที่เขาเชื่อว่าเป็นเรือบรรทุกยาเสพติด

 

อย่างไรก็ดีสื่อมวลชนและนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เชื่อว่าเหตุผลหลักที่ทรัมป์ตัดสินใจจับกุมมาดูโรถึงกรุงการากัส เป็นเพราะเขาต้องการจะตั้งรัฐบาลหุ่นเชิดที่อยู่ใต้อิทธิพลของทำเนียบขาว ที่จะยินยอมให้บริษัทเอกชนสัญชาติอเมริกันเข้าไปขุดเจาะน้ำมันดิบที่มีอยู่มหาศาลในเวเนซุเอลาอีกครั้ง (หลังจากที่บริษัทอย่าง Exxon และ Chevron ถูกขับไล่ออกไป และแท่นขุดเจาะถูกยึดมาเป็นของรัฐบาลเวเนซุเอลาเสียเองในช่วงยุค 70) เพราะทรัมป์เองได้ให้สัมภาษณ์ภายหลังปฎิบัติการว่า เขาคาดหวังว่า สหรัฐฯ จะเข้าไปบริหารประเทศเวเนซุเอลาในช่วงเวลาหนึ่ง และยอมรับตรงๆ ว่าเขาคาดหวังที่จะให้บริษัทน้ำมันสัญชาติอเมริกันเข้าดำเนินธุรกิจในประเทศดังกล่าวอีกครั้ง

 

ซึ่งการที่สหรัฐอเมริกาจะสามารถมีอำนาจเหนือรัฐบาลของเวเนซุเอลาได้นั้น จะมีนัยสำคัญอย่างมากต่อภูมิรัฐศาสตร์ของความมั่นคงทางพลังงานของโลก เพราะเวเนซุเอลาเป็นประเทศที่มีปริมาณน้ำมันสำรองเป็นอันดับหนึ่งของโลก (ที่ประมาณ 304 พันล้านบาร์เรล) ซึ่งมากกว่าปริมาณน้ำมันสำรองที่จีนและรัสเซียมีรวมกันเสียอีก ซึ่งนั่นก็แปลว่าสหรัฐอเมริกาจะเป็นผู้ถือแต้มต่อในด้านการพลังงาน ถ้าหากโลกจะแยกเป็นสองขั้วระหว่างขั้วสหรัฐอเมริกาและขั้วจีน/รัสเซียจริงๆ

 

เวเนซุเอลาหลังมาดูโร

 

อย่างไรก็ดี ณ ปัจจุบันนี้ ยังไม่มีความชัดเจนจากทำเนียบขาวว่ารัฐบาลของเวเนซุเอลาในยุคหลังมาดูโรจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร สถานการณ์ ณ ตอนนี้คือ เดลซี โรดริเกรซ รองประธานาธิบดีเวเนซุเอลา ได้ขึ้นมารับตำแหน่งประธานาธิบดีแทนที่มาดูโร (ภายใต้คำสั่งของศาลสูงสุด) แต่อย่างไรก็ดีโรดริเกรซนั้นถือเป็นคนสนิทที่จงรักภักดีต่อมาดูโร ที่สำคัญเธอมีแนวคิดต่อต้านสหรัฐอเมริกา (โดยเฉพาะอย่างยิ่งทรัมป์) ซึ่งนั่นก็แปลว่าเธอจะไม่ยอมเป็นรัฐบาลหุ่นเชิดของทรัมป์อย่างแน่นอน และถ้าหากทรัมป์ต้องการเอาเธอลงมาจากตำแหน่ง เขาก็จำเป็นต้องใช้ปฎิบัติการทางทหารเพิ่มเติม เพราะปฎิบัติการ Operation Absolute Resolve นั้นเป็นเพียงการใช้ทหารจำนวนไม่มากเข้าจับกุมมาดูโร (และบินกลับออกไปพร้อมมาดูโร) ทรัมป์ไม่ได้นำทหารเข้ายึดครอบครองกรุงการากัส ซึ่งก็แปลว่าโรดริเกรซและระบอบสังคมนิยมของมาดูโรยังคงมีอำนาจเต็มในการบริหารประเทศ

 

จากการให้สัมภาษณ์ของทรัมป์ที่ระบุว่าเขามีความต้องการที่จะเข้าไปควบคุมเวเนซุเอลา อาจจะแปลได้ว่าทรัมป์อาจจะมีแนวคิดที่จะใช้กำลังทหารบุกเข้าครอบครองกรุงการากัสจริงๆ ในเฟสต่อไป แต่นั่นก็แปลว่าทรัมป์จะต้องดีลกับสภาคองเกรสเสียก่อน

 

อิรัก 2.0?

 

การใช้กำลังทหารอย่างเต็มรูปแบบนั้นอาจจะเป็นไปได้ยากในทางปฎิบัติเพราะนั่นคือการประกาศสงครามอย่างเต็มรูปแบบ (declaration of war) และการประกาศสงครามอย่างเต็มรูปแบบจำเป็นจะต้องได้รับการอนุมัติจากทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ซึ่งถึงแม้ว่าพรรครีพับลิกันของทรัมป์จะครองเสียงข้างมากอยู่ทั้งสองสภา แต่ปฎิบัติการในครั้งนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์โดยนักการเมืองของรีพับลิกันเองจำนวนหนึ่ง เช่น อดีต สส.มาจอรี เทยเลอร์ กรีน และ สส.โทมัส แมซซี ที่นิยามตัวเองว่าเป็นนักการเมืองสาย American First/Isolationism ขนานแท้ ที่ไม่ต้องการให้รัฐบาลเข้าไปยุ่งกับกิจการของประเทศอื่นไม่ว่าจะผ่านการทหารหรือการทูต และต้องการให้รัฐบาลใช้เงินงบประมาณไปกับกิจการในประเทศเพื่อคนอเมริกันเท่านั้น ทำให้เป็นไปได้ว่าเขาจะไม่มีเสียงมากพอในสภาที่ประกาศสงคราม (ที่สำคัญเดโมแครตยังมีเครื่องมือที่เรียกว่า filibuster ที่จะคว่ำการประกาศสงครามในสภาสูงถึงแม้ว่าพวกเขาจะเป็นเสียงข้างน้อย)

 

ที่สำคัญชาวอเมริกันส่วนใหญ่ยังมีความทรงจำอันเลวร้ายกับสงครามอิรักในสมัยรัฐบาลของจอร์จ บุชผู้ลูก ที่ตามมาด้วยความสูญเสียทั้งชีวิตทหารและงบประมาณแผ่นดินไปกว่าหนึ่งพันล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ยิ่งไปกว่านั้นการบริหารจัดการที่ไม่ดีของสหรัฐฯ ภายหลังการโค่นล้ม ซัดดัม ฮุสเซน ก็ทำให้เกิดสุญญากาศทางการเมืองในอิรัก ส่งผลให้กลุ่มก่อการร้ายอย่าง ISIS เข้ามามีอำนาจ จนทำให้อิรักเข้าสู่ภาวะรัฐล้มเหลว

 

และสงครามอิรักนี่เองที่สุดท้ายแล้วทำให้ประธานาธิบดีของรีพับลิกันคนก่อนอย่างจอร์จ บุช สูญเสียคะแนนความนิยมอย่างมาก จนทำให้ สส. และ สว. ของพรรคสอบตกเป็นจำนวนมากในการเลือกตั้งกลางเทอมปี 2006 นักการเมืองของรีพับลิกันหลายคนน่าจะยังจำบทเรียนนี้ได้และอาจจะไม่เต็มใจที่ยกมือสนับสนุนทรัมป์

 

ภาพของประชาชนชาวเวเนซุเอลาที่ออกมาโห่ร้องยินดีกลางกรุงการากัส ที่สหรัฐอเมริกาได้ช่วยกำจัดผู้นำเผด็จการที่โหดร้ายและล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในการบริหารประเทศภายใต้มาดูโร ช่างมีความละม้ายคล้ายคลึงกับภาพที่เราเคยเห็นที่กรุงแบกแดดในปี 2003 ภายหลังการสิ้นอำนาจของฮุสเซน เราก็ได้แต่หวังว่าสุดท้ายแล้วประชาชนชาวเวเนซุเอลาจะไม่ประสบชะตากรรมเดียวกันกับอิรัก

 

ระเบียบโลกที่หมุนย้อนกลับไปยังศตวรรษที่ 19

 

สิ่งที่ทรัมป์ได้ทำลงไปกับเวเนซุเอลานั้น ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของระเบียบโลกที่ประเทศต่างๆ ได้ยึดถือกันมาตั้งแต่ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สองที่ห้ามไม่ให้ประเทศต่างๆ รุกรานกัน (ต่างไปจากโลกยุคก่อนที่การทำสงครามระหว่างสองชาติถือเป็นเรื่องปกติ)

 

แน่นอนว่าระเบียบโลกนี้ถูกท้าทายมาตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 21 แล้วจากกรณียึดครองไครเมียและยูเครนของรัสเซีย แต่อย่างไรก็ดีผู้คนส่วนใหญ่ยังมองว่าปูตินและรัสเซียเป็นเพียง ‘นักเลง’ ไม่กี่คนที่ไม่ปฏิบัติตามฉันทมติของโลก แต่ในกรณีของทรัมป์กับเวเนซุเอลานั้น ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ส่งแรงสะเทือนไปทั่วประชาคมโลก เพราะสหรัฐอเมริกายังมีภาพของการเป็นตำรวจโลก ซึ่งถ้าสหรัฐฯ เลิกยึดถือระเบียบนี้ไปเสียเองก็คงไม่มีใครอยากยึดถือมันอีก

 

มีความเป็นไปได้ว่าเราจะได้เห็นสงครามระหว่างประเทศกันอีกเรื่อยๆ เหมือนโลกในยุคทศวรรษที่ 19 ถึงต้นทศวรรษที่ 20 รวมถึงเห็นการแผ่อิทธิพลของมหาอำนาจไปยังประเทศข้างเคียงผ่านแสนยานุภาพทางการทหาร เช่น จีนบุกยึดไต้หวัน, รัสเซียปิดดีลยูเครนและอาจจะรวมไปถึงประเทศในสหภาพโซเวียตเดิม และสหรัฐฯ บุกยึดกรีนแลนด์และคลองปานามา

 

ภาพ: zigzag design via ShutterStock

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising