“แก๊งคอลฯ หลอกเหยื่อ สูญเงินเก็บทั้งชีวิต”
“ยายร่ำไห้ ถูกแก๊งคอลฯ หลอก สูญเงินเก็บ อยากจบชีวิต”
“เหยื่อแก๊งคอลเซนเตอร์เครียด จบชีวิตตัวเอง”
ข้อความพาดหัวข่าวเหล่านี้ ฉาบไปด้วยน้ำตาของเหยื่อในคดีเกี่ยวกับการหลอกลวง หรือสแกม (Scam) ทั้งทางออนไลน์และทางโทรศัพท์ โดยกลุ่มอาชญากรข้ามชาติที่ทำงานเป็นขบวนการ หรือที่คนไทยจำนวนมากรู้จักในชื่อ ‘แก๊งคอลเซนเตอร์’ ซึ่งก่อผลกระทบรุนแรงถึงขั้นพราก ‘ชีวิต’ หรือ ‘อนาคต’ ของเหยื่อและครอบครัวมากมายในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
ประเด็นสำคัญ
แต่สิ่งที่น่าสลดใจไปกว่านั้น… คือหนทางในการแก้ปัญหาและช่วยเหลือประชาชนให้รอดพ้นจากการตกเป็นเหยื่อขบวนการหลอกลวงเหล่านี้ได้อย่างแท้จริง จวบจนถึงวันนี้ก็ยังคง ‘ไม่เกิดขึ้น’
คดีหลอกลวงในลักษณะนี้แพร่กระจายอย่างรวดเร็วและขยายวงกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา จุดแรกเริ่มมาจากธุรกิจพนันออนไลน์และบ่อนคาสิโน ที่นำโดยกลุ่มอาชญากรชาวจีนหรือทุนจีนสีเทา ก่อนจะต่อยอดเป็นศูนย์สแกม ที่มีแรงงานนับแสนคน และมีศูนย์กลางหลักๆ อยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านรอบๆ ประเทศไทย ทั้งกัมพูชา เมียนมา และสปป.ลาว และปัจจุบันเริ่มขยายไปยังภูมิภาคอื่นๆ ของโลก สร้างความเสียหายในระดับที่อาจเรียกได้ว่าเป็น ‘ภัยพิบัติ’ หรือ ‘ภัยคุกคาม’ ที่ร้ายแรงไม่แพ้ยาเสพติด หรือการก่อการร้ายข้ามชาติ
ความเลวร้ายเหล่านี้ ยังสั่นสะเทือนประเทศไทยที่ถูกจับจ้องในฐานะแหล่ง ‘ฟอกเงิน’ ขนาดใหญ่สำหรับเครือข่ายอาชญากรเหล่านี้ เนื่องจากมีช่องโหว่มากมายที่เอื้ออำนวยความสะดวก ทั้งกฎหมาย และ ‘ไทยเทา’ หรือเจ้าหน้าที่รัฐผู้มีอำนาจที่ซื้อได้ด้วยเงิน
สิ่งที่เกิดขึ้นนำมาสู่การตั้งคำถามที่สำคัญว่า ปัญหาสแกมเมอร์จะสามารถป้องกันหรือกวาดล้างให้สิ้นซากได้จริงหรือไม่? ทางออกอย่างยั่งยืนของปัญหานี้คืออะไร
และรัฐบาลชุดใหม่ของไทยที่จะเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ควรยกระดับเรื่องนี้ขึ้นเป็น ‘วาระแห่งชาติ’ หรือชูบทบาทนำในการแก้ปัญหาร่วมกับทั่วโลกอย่าง ‘จริงจัง’ หรือไม่
สแกมเมอร์ ตัด ‘เส้นเลือด’ ไทย
หนึ่งในอุตสาหกรรมหลักที่เป็นรายได้สำคัญของประเทศไทย คือการท่องเที่ยว เนื่องจากที่ผ่านมา ประเทศไทยถูกมองว่ามีเสน่ห์ดึงดูดต่างชาติมากมาย นอกจากอาหารที่อร่อย ยังเต็มไปด้วยรอยยิ้มและน้ำใจของผู้คน แต่ภาพเหล่านี้กำลังหายไปจากข่าวความน่ากลัวของขบวนการสแกมเมอร์ที่ใช้ไทยเป็นทางผ่าน
ในปี 2567 ตัวเลข GDP ด้านการท่องเที่ยว มีมูลค่าสูงถึง 2,732,371 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 14.71% ของเศรษฐกิจประเทศ ซึ่งจำนวนนักท่องเที่ยวรายใหญ่อันดับ 1 คือชาวจีน จำนวนกว่า 6.7 ล้านคน
อย่างไรก็ตาม ภาพความน่าสะพรึงกลัวของขบวนการสแกมเมอร์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ปรากฏขึ้นในความรู้สึกของชาวจีนช่วงไม่กี่ปีมานี้ โดยเฉพาะจากภาพยนตร์ No More Bets (2023) ที่ฉายเรื่องราวของชาวจีนที่ถูกค้ามนุษย์และบังคับให้ทำงานในฐานสแกมเมอร์ที่ตั้งอยู่ในประเทศอาเซียน ทำให้ชาวจีนเริ่มมีความกังวลต่อการมาเที่ยวในไทยและประเทศเพื่อนบ้าน
เหตุการณ์จริงที่ชาวจีนตกเป็นเหยื่อและกลายเป็นข่าวดังไปทั่วจีนและทั่วโลก เกิดขึ้นหลังเข้าปีใหม่ 2025 เพียงไม่กี่วัน หลังจากที่หวังซิง (Wang Xing) หรือซิงซิง (Xing Xing) นักแสดงหนุ่มชาวจีนวัย 31 ปี ถูกหลอกให้เดินทางมายังประเทศไทย และพาข้ามชายแดนไปกักขังในศูนย์สแกมที่เมืองเมียวดี ก่อนที่แฟนสาวของเขาจะโพสต์ขอความช่วยเหลือทางโซเชียลมีเดียจนเป็นข่าวดัง และทำให้เขาได้รับการช่วยเหลือโดยกองกำลังกะเหรี่ยง KNA ในไม่กี่วันต่อมา ก่อนจะส่งตัวกลับมาฝั่งไทยในสภาพที่อิดโรย และถูกโกนผม ซึ่งซิงซิง เผยว่าเขาถูกเครือข่ายสแกมเมอร์บังคับให้ฝึกพิมพ์ดีดเพื่อทำงานหลอกลวงออนไลน์

ภายหลังเกิดคดีของซิงซิง ภาพลักษณ์ของประเทศไทย กลายเป็นเส้นทางล่อลวงเหยื่อไปยังศูนย์สแกม และถูกตีตราว่าเป็นประเทศที่อันตรายในสายตาของต่างชาติโดยเฉพาะชาวจีน
ผลกระทบหนักหน่วงเกิดขึ้นทันทีต่อภาคการท่องเที่ยว โดยข้อมูลจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พบว่าสถิตินักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางเข้าประเทศไทย ในเดือนมกราคมที่เริ่มปรากฏข่าว ยังมีจำนวนสูงถึง 662,779 คน แต่หลังจากนั้นก็ลดลงอย่างชัดเจน
โดยในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน พบว่านักท่องเที่ยวจีนลดลงจากปีก่อนหน้าถึง 47% และตลอดทั้งปีลดลง 4.71% และยังไม่มีวี่แววว่าจะฟื้นกลับมาได้ง่ายๆ แม้จะเข้าสู่ช่วงไฮซีซันในช่วงปลายปี ในขณะที่สถานการณ์สู้รบระหว่างไทยและกัมพูชา ที่เกิดขึ้น 2 ครั้งในช่วงปีนี้ ก็เป็นอีกปัจจัยที่ซ้ำเติมความมั่นใจด้านความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวให้เลวร้ายลง

INFO สถิตินักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางเข้าประเทศไทย ปี 2025
ภาพชัดปัญหาระดับโลก
รายงาน ‘State of Scams in Thailand Report – 2025’ ที่จัดทำโดยองค์กร Global Anti-Scam Alliance (GASA), ScamAdviser และ Whoscall เผยข้อมูลพบว่า คนไทยสูญเสียเงินให้กับขบวนการสแกมเมอร์ ปีละกว่า 115,300 ล้านบาท
โดยชาวไทยวัยผู้ใหญ่ 72% เคยเจอความพยายามหลอกลวง หรือเฉลี่ย 172 ครั้งต่อปี หรือ 1 ครั้งในทุกๆ 2 วัน และ 60% ถูกหลอกสำเร็จภายในปีที่ผ่านมา
ขณะที่เหยื่อ 14% สูญเงินเฉลี่ย 12,955 บาทต่อคน โดยส่วนใหญ่ 66% ตกเป็นเหยื่อของการหลอกลงทุน ซึ่งโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะ Facebook เป็นแพลตฟอร์มที่เหยื่อถูกหลอกมากที่สุด
นอกเหนือจากประเทศไทย รายงานของ GASA ที่ทำการสำรวจข้อมูลประชาชนใน 42 ประเทศ จำนวน 58,329 คน เมื่อปี 2024 พบว่า มูลค่าความเสียหายทางการเงินจากการหลอกลวงออนไลน์ทั่วโลกนั้นสูงถึง 1.03 ล้านล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นเงินไทยกว่า 33.8 ล้านล้านบาท โดยสหรัฐฯ ได้รับความเสียหายสูงสุดเฉลี่ย 3,520 ดอลลาร์ (1.15 แสนบาท) ต่อเหยื่อ 1 คน ขณะที่ประเทศไทยได้รับความเสียหายสูงเป็นอันดับ 9 เฉลี่ย 1,106 ดอลลาร์ (3.6 หมื่นบาท) ต่อเหยื่อ 1 คน
ความเสียหายมากมายมหาศาลที่เกิดขึ้น สะท้อนชัดว่าสแกมเมอร์ ได้กลายเป็นหนึ่งในปัญหาใหญ่ของโลก ที่ต้องเร่งแก้ไขและปราบปรามอย่างจริงจัง
โดยรายงานจากองค์การตำรวจอาชญากรรมระหว่างประเทศ (INTERPOL) ที่เผยแพร่ในเดือนมิถุนายน ชี้ว่ามีเหยื่อจาก 66 ประเทศ ที่ถูกเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติเหล่านี้ หลอกลวงและบังคับค้ามนุษย์ให้ทำงานในศูนย์สแกม ซึ่งคิดเป็น 1 ใน 3 ของจำนวนประเทศที่มีอยู่ทั่วโลกทั้งหมด 195 ประเทศ ในปัจจุบัน
นอกจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สิ่งที่น่าตกใจ คือเริ่มพบการขยายตัวของศูนย์สแกมในบางประเทศแถบแอฟริกาตะวันตก และเป็นไปได้ว่าประเทศเหล่านี้ โดยเฉพาะไนจีเรีย อาจกลายเป็น ‘ฮับของศูนย์สแกมแห่งใหม่ที่มีศักยภาพ’

กัมพูชา แหล่งใหญ่สแกมเมอร์ที่รัฐเกื้อหนุน
รายงานความยาว 240 หน้า ของ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล (Amnesty International) ที่มีชื่อว่า “ฉันคือทรัพย์สินของคนอื่น: การเป็นทาส การค้ามนุษย์ และการทรมานในศูนย์สแกมเมอร์ของกัมพูชา” (I Was Someone Else’s Property: Slavery, Human Trafficking and Torture in Cambodia’s Scamming Compounds) ซึ่งมีเนื้อหาว่าด้วยศูนย์สแกมเมอร์ในกัมพูชา เผยแพร่ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ฉายให้เห็นภาพอันน่ากังวลของการแพร่กระจายศูนย์สแกมกว่า 50 แห่งทั่วกัมพูชา โดยแหล่งใหญ่ที่สุดคือเมืองสีหนุวิลล์ ในขณะที่รัฐบาลกัมพูชาเพิกเฉยต่อขบวนการค้ามนุษย์ที่โหดร้ายเหล่านี้
โดยแอมเนสตี้ ใช้เวลา 18 เดือนในการลงพื้นที่และทำการสัมภาษณ์ ผู้รอดชีวิต 58 คน ประกอบด้วยชาวไทย 24 คน ชาวจีน 20 คน และประเทศอื่น เช่น มาเลเซีย บังกลาเทศ เวียดนาม อินโดนีเซีย ไต้หวัน และเอธิโอเปีย ซึ่งเป็นผู้ที่หลบหนี ได้รับการช่วยเหลือ หรือครอบครัวจ่ายค่าไถ่ให้ปล่อยตัวออกมาจากศูนย์สแกม 31 แห่ง ใน 16 เมืองทั่วกัมพูชา ตั้งแต่ช่วงเดือนกันยายน 2023 ถึงพฤษภาคม 2025
ข้อมูลจากผู้รอดชีวิตพบว่า ส่วนใหญ่ถูกหลอกให้ทำงานผ่านการโพสต์รับสมัครงานปลอม โดย 40 คนจาก 58 คน เผชิญกับการทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้าย ซึ่งเกือบทั้งหมดกระทำโดยผู้จัดการศูนย์สแกม บางคนถูกตีด้วยดัมเบล บางคนถูกตีด้วยกระบองไฟฟ้า และศูนย์บางแห่งยังมี ‘ห้องมืด’ สำหรับทรมานผู้ที่ไม่ยอมทำงาน ไม่สามารถทำงาน ทำงานไม่ได้ตามเป้า หรือพยายามติดต่อเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อขอความช่วยเหลือ
มอนต์เซ เฟอร์เรอร์ ผู้อำนวยการภูมิภาคฝ่ายวิจัย แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เผยว่า ทางการกัมพูชา ‘รู้ดี’ ว่าเกิดอะไรขึ้นในศูนย์สแกมเมอร์ แต่กลับปล่อยให้ดำเนินต่อไป และหลายพื้นที่ ตำรวจหรือเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น ก็ทำงานให้ศูนย์สแกมเหล่านี้ ทำให้การหลบหนีหรือขอความช่วยเหลือของเหยื่อแทบเป็นไปไม่ได้

แผนที่ฐานสแกมในกัมพูชาจาก Amnesty International
ปัญหาสแกมเมอร์ในกัมพูชายิ่งถูกจับจ้องจากทั่วโลก หลังมีรายงานข่าวการพบร่าง พัคมินโฮ (Park Min-ho) นักศึกษาชายเกาหลีใต้วัย 22 ปี เสียชีวิตอยู่ภายในรถกระบะ ที่เขาโบกอร์ จังหวัดกำปง ของกัมพูชา โดยคาดว่า เสียชีวิตจากภาวะหัวใจหยุดเต้น เนื่องจากถูกทรมานอย่างรุนแรง ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าเขาถูกหลอกให้เดินทางไปที่งาน Job Fair ในกัมพูชาเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม ซึ่งคาดว่ากลุ่มสแกมเมอร์น่าจะใช้วิธีล่อลวงเขาด้วยการจ้างงานรายได้สูง
โดยหลังจากนั้น 1 สัปดาห์ กลุ่มสแกมเมอร์ได้มีการโทรศัพท์เรียกค่าไถ่ไปยังครอบครัวของเขา ซึ่งครอบครัวตัดสินใจติดต่อสถานทูตเกาหลีใต้ในกัมพูชาเพื่อขอความช่วยเหลือ แต่ก็ไม่สามารถติดตามได้ว่าพัคถูกกักขังอยู่ที่ไหน กระทั่งพบเป็นศพ
คดีที่เกิดขึ้นกลายเป็นประเด็นร้อนและเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากในเกาหลีใต้ โดยข้อมูลจากกระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ พบว่ามีพลเรือนที่สูญหายในกัมพูชาช่วง 3 ปีที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นถึง 330 คน จาก 17 คนในปี 2023 และ 220 คนในปี 2024
ผลกระทบจากคดีการเสียชีวิตและหายตัวของเหยื่อชาวเกาหลีใต้ สั่นสะเทือนถึงความสัมพันธ์ เกาหลีใต้-กัมพูชา และทำให้รัฐบาลโซลต้องส่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงพร้อมคณะทำงานเดินทางไปยังกัมพูชาเพื่อปฏิบัติการช่วยชีวิตพลเมืองของตนเอง และจับกุมพลเมืองที่ต้องสงสัยมีส่วนสมรู้ร่วมคิดกับขบวนการสแกมเมอร์เหล่านี้ ก่อนจะนำตัวกลับประเทศ
ใครเป็นใครในเครือข่ายสแกมเมอร์?
ท่ามกลางกระแสวิจารณ์และผลกระทบที่เริ่มปรากฏจากการดำเนินการของเครือข่ายสแกมเมอร์ ทำให้ในช่วงปีที่ผ่านมารัฐบาลกัมพูชาเริ่มแสดงท่าที ‘เอาจริง’ ในการกวาดล้างและจับกุมผู้ร่วมขบวนการ โดยคณะกรรมการปราบปรามการหลอกลวงทางออนไลน์ (CCOS) ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี ฮุน มาเนต ได้มีการจับกุมผู้ต้องสงสัยกว่า 5,000 คน และปิดศูนย์สแกมจำนวน 92 แห่งทั่วประเทศ
แต่การปราบปรามเครือข่ายสแกมเมอร์เหล่านี้ ยังถูกตั้งคำถามจากหลายฝ่ายว่าเป็นเพียงการ ‘แก้ผ้าเอาหน้ารอด’ หรือไม่ เพราะจริงๆ แล้ว ผู้ที่ต้องสงสัยว่าอยู่เบื้องหลังเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติเหล่านี้ ล้วนเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงหรือคนใกล้ชิดของผู้นำรัฐบาลกัมพูชา โดยมีหลายบุคคลที่ปรากฏในหน้าสื่อไทยและทั่วโลกช่วงปีที่ผ่านมา ได้แก่
เฉิน จื้อ
หนึ่งในบุคคลที่ถูกพูดถึงและกลายเป็นข่าวไปทั่วโลกเมื่อช่วงกลางเดือนตุลาคมที่ผ่านมา คือเฉินจื้อ นักธุรกิจเชื้อสายจีนสัญชาติกัมพูชาวัย 38 ปี ผู้ก่อตั้งและประธานกลุ่มบริษัท Prince Group ที่มีเส้นสายระดับสูงในแวดวงการเมืองกัมพูชา และเคยมีตำแหน่งเป็นถึงที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต และอดีตนายกรัฐมนตรีฮุนเซน

เฉินจื้อ และฮุนเซน
โดยรัฐบาลสหรัฐฯ ดำเนินมาตรการคว่ำบาตร Prince Group ในฐานะองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ จากการดำเนินธุรกิจเครือข่ายหลอกลวงลงทุนทางออนไลน์ รวมถึงฟอกเงินและบังคับใช้แรงงานในศูนย์สแกมเมอร์กว่า 10 แห่งทั่วกัมพูชา
ในขณะที่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ดำเนินการฟ้องริบทรัพย์สินของเฉินจื้อ เป็นสกุลเงินดิจิทัล บิตคอยน์ มูลค่ากว่า 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือเป็นการริบทรัพย์สินครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ
นอกจากนี้เขายังถูกสหราชอาณาจักรอายัดทรัพย์สินทางธุรกิจและอสังหาริมทรัพย์ มูลค่ากว่า 130 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เช่นเดียวกับ ไต้หวัน สิงคโปร์ และฮ่องกง ที่ดำเนินการอายัดทรัพย์สินที่เชื่อมโยงกับเฉิน และ Prince Group ซึ่งบางส่วนสูงถึง 350 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ขณะที่ในไทย สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) มีคำสั่งให้ยึดทรัพย์สินของเฉินจื้อ ในไทย มูลค่ากว่า 373 ล้านบาท โดยมีทั้งที่ดิน, เงินสด, รถยนต์หรู และสินค้าแบรนด์เนม
ก๊ก อาน
บุคคลที่ตกเป็นข่าวดังในไทย คือ ก๊ก อาน (Kok An) สมาชิกวุฒิสภากัมพูชา และคนสนิทของสมเด็จฮุน เซน ซึ่งเป็นมหาเศรษฐีที่ประกอบธุรกิจหลายประเภท ทั้ง กาสิโน ธนาคาร อสังหาริมทรัพย์ อินเทอร์เน็ต ประปาและไฟฟ้า โดยเขาเป็นเจ้าของกลุ่มบริษัท Crown Casino ที่ถูกกล่าวหาว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในปอยเปตและสีหนุวิลล์ และได้ฉายาว่า ‘เจ้าพ่อปอยเปต’

ก๊ก อาน
ชื่อของก๊กอาน ปรากฏในหน้าสื่อไทยหลังกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ดำเนินการออกหมายจับและอายัดทรัพย์สินเขาและเครือข่ายจำนวนประมาณ 467 ล้านบาท ในข้อหามีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติและฟอกเงิน ขณะที่กรมการปกครองยังดำเนินการถอนสัญชาติไทยของเขาและบุตรอีก 3 คนที่ตรวจสอบพบว่าได้สัญชาติไทยโดยทุจริต
ยิม เลียก, เบน สมิธ
2 ชื่อที่ถูกกล่าวหาว่ามีบทบาทในเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติและมีความใกล้ชิดกับบุคคลระดับสูงในกัมพูชา คือ ยิม เลียก นักธุรกิจชายชาวกัมพูชา ประธานกลุ่มบริษัท B.I.C. Group และ เบน สมิธ หรือ เบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ นักธุรกิจชาวแอฟริกาใต้ ซึ่งปรากฏชื่อในบัญชีรายชื่อบุคคลที่จะถูกทางการสหรัฐฯ ดำเนินการมาตรการคว่ำบาตรหากร่างกฎหมายจัดตั้งหน่วยงานเฉพาะกิจร่วมระหว่างหน่วยงานเพื่อปราบปรามกลุ่มอาชญากรข้ามชาติที่ฉ้อโกงชาวอเมริกันผ่านความเห็นชอบจากสภาคองเกรส
โดยเมื่อวันที่ 3 ธันวาคมที่ผ่านมา ทั้งสองคนถูก ปปง. สั่งดำเนินการอายัดทรัพย์สินมูลค่ารวมกว่า 9,279 ล้านบาท จากพฤติกรรมฉ้อโกงประชาชน ฟอกเงิน ซึ่งยิม เลียก และภรรยาถูกออกหมายจับและยังอยู่ระหว่างการหลบหนี

เบน สมิธ และยิม เลียก
ยิม เลียก ถือเป็นผู้ที่มีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดอย่างยิ่งกับตระกูลฮุน เนื่องจากพี่สาวของเขา คือยิม ไช ลิน (Yim Chhaylin) แต่งงานกับ ฮุน มานี ลูกชายคนที่ 4 ของฮุนเซน ขณะที่บิดาของเขายังเป็นเพื่อนสนิทของฮุนเซนด้วย
โดยที่ผ่านมา เขาเป็นที่รู้จักจากการทำธุรกิจด้านพลังงานและมีคนไทยหลายตระกูลเข้าไปเกี่ยวข้อง ทั้งการถือหุ้นและร่วมลงทุนในบริษัทของเขา
ขณะที่ ยิม เลียก ยังถูกจับตามองจากทางการสหรัฐฯ ในฐานะบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเครือข่ายหลอกลวงและการฟอกเงินข้ามชาติ โดยในเดือนกันยายนที่ผ่านมา สภาคองเกรสสหรัฐฯ ได้เสนอชื่อเขา เป็นหนึ่งใน 43 บุคคล ในรายชื่อที่เสนอให้ดำเนินการคว่ำบาตร จากการมีส่วนเกี่ยวข้องกับเครือข่ายอาชญากรรม
ลียง พัด
ลียง พัด (Ly Yong Phat) สมาชิกวุฒิสภาและนักธุรกิจชาวกัมพูชาเชื้อสายจีนและไทยเกาะกง ที่มีชื่อไทยว่า พัด สุภาภา ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของฮุนเซน และเป็นเจ้าของกลุ่มบริษัท L.Y.P. Group โดยโรงแรมและรีสอร์ต 4 แห่งคือ O-Smach Resort, Garden City Hotel, Koh Kong Resort, Phnom Penh Hotel

ลียง พัด
ความเชื่อมโยงกับเครือข่ายสแกมเมอร์ ทำให้ในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ปปง. ได้สั่งดำเนินการอายัดทรัพย์สินของเครือข่ายลียง พัด รวมกว่า 400 ล้านบาท
ขณะที่ก่อนหน้านี้ กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้เพิ่มชื่อของเขาในบัญชีดำของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายสแกมเมอร์
ไทยทำอะไรบ้าง?
ท่าทีเอาจริงของทางการไทย ในการปราบปรามเครือข่ายสแกมเมอร์ในประเทศเพื่อนบ้าน ปรากฏให้เห็นตั้งแต่ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ หลังเกิดกระแสกดดันจากกรณีของซิงซิง จนทำให้จีน ตัดสินใจขยับเข้ามาจัดการเรื่องนี้ด้วยตนเอง ด้วยการส่งหลิว จงอี้ ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงและสาธารณะของจีน มาพบปะเจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านความมั่นคงและผู้นำรัฐบาลไทยขณะนั้น จนทำให้เกิดการเปิดปฏิบัติการตัดไฟฟ้า อินเทอร์เน็ต และน้ำมันเชื้อเพลิงใน 5 จุด แนวชายแดนเมียนมา รวมถึงจังหวัดเมียวดี ซึ่งเป็นตั้งของเมืองสแกมเมอร์ขนาดใหญ่อย่างชเวโก๊กโก่ และ KK Park

บทบาทความร่วมมือระหว่างไทยและจีนหลังจากนั้น ยังคงมีให้เห็นต่อเนื่องแม้ไทยจะเปลี่ยนรัฐบาลและนายกรัฐมนตรี โดยความเคลื่อนไหวสำคัญที่ถูกจับตามอง คือกรณีที่ทางการไทย ส่งตัว เฉอ จื้อเจียง เจ้าพ่อศูนย์สแกมเมอร์รายใหญ่ ผู้ก่อตั้งเมืองชเวโก๊กโก่ที่ถูกจับกุมในไทย เมื่อ 3 ปีที่แล้ว กลับไปยังประเทศจีนเพื่อดำเนินคดีทางอาญา ภายหลังศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ให้ส่งตัวเขากลับไปยังจีนเมื่อ 10 พฤศจิกายนที่ผ่านมา
นอกจากนี้ กรณีล่าสุด ทางการเมียนมาได้เร่งกวาดล้างและทำลายเมืองสแกมเมอร์ทั้งชเวโก๊กโก่ และ KK Park ที่อยู่ภายใต้การควบคุมโดยกองกำลังกะเหรี่ยง KNA ซึ่งทางการไทยและหลิว จงอี้ ได้ลงพื้นที่สังเกตการณ์และประสานความร่วมมือกับทางการเมียนมา นำตัวชาวจีนทั้งเหยื่อและผู้ต้องสงสัยพัวพันขบวนการสแกมเมอร์กลับไปยังจีนกว่า 2,000 คน

ที่ผ่านมา กลุ่มสแกมเมอร์เหล่านี้ มีความพยายามปรับตัวและหาทางรอดจากการปราบปรามอย่างต่อเนื่อง ทั้งการใช้เครื่องปั่นไฟฟ้า, ใช้อุปกรณ์รับสัญญาณอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม Starlink หรือการโยกย้ายฐานที่ตั้งไปยังจุดอื่นๆ ที่สามารถดำเนินการหลอกลวงได้และยังไม่ถูกเพ่งเล็ง
อย่างไรก็ตาม กรณีการทำลายเมืองสแกมเมอร์ของเมียนมานั้น มีกระแสวิจารณ์และตั้งข้อสังเกตจากหลายฝ่ายว่า อาจเป็นเพียงแค่ ‘ละคร’ ฉากหนึ่ง ที่รัฐบาลทหารเมียนมาทำขึ้นเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการเลือกตั้งที่เปิดฉากเฟสแรกขึ้นเมื่อวันที่ 28 ธันวาคมที่ผ่านมา
นอกจากฝั่งเมียนมา แรงกดดันให้ไทยปราบขบวนการสแกมเมอร์ในฝั่งชายแดนกัมพูชาก็เพิ่มมากขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะในช่วงที่สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชา ยกระดับกลายเป็นการสู้รบ
โดยในช่วงการสู้รบระลอกล่าสุด พบว่ากองทัพไทยทำการทิ้งระเบิดถล่มคาสิโนหลายแห่งที่ต้องสงสัยเป็นฐานสแกมเมอร์ และถูกใช้ในการโจมตีทางทหาร
อย่างไรก็ตาม การดำเนินการดังกล่าวอาจจะยังไม่มากพอที่จะขจัดปัญหา เพราะศูนย์สแกมยังมีอีกมาก โดยรังสิมันต์ โรม ประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร เผยว่าในช่วงที่เกิดการสู้รบระหว่างไทย-กัมพูชา ขึ้นนั้น อัตราคดีการหลอกลวงในไทยก็ไม่ได้ลดลง
เขาชี้ว่าเครือข่ายสแกมเมอร์ที่หลอกลวงคนไทยนั้น เชื่อว่ามีการตั้งฐานอยู่ใกล้กับชายแดนเวียดนาม เช่น ที่เมืองบาเวต (Bavet) ทำให้ ณ วันนี้ ยังมีคนไทยอีกหลายคนได้รับสายโทรศัพท์หลอกลวงจากตำรวจหรือเจ้าหน้าที่ธนาคารปลอม

จุดอ่อนไทย ไม่คัดกรองเหยื่อ-ปัญหาฟอกเงิน
ปัญหาสแกมเมอร์ถูกหยิบยกขึ้นหารืออย่างจริงจังมากขึ้นในวงประชุมผู้นำอาเซียน ที่มาเลเซียเป็นเจ้าภาพ และล่าสุดรัฐบาลไทยก็พยายามชูบทบาทนำในการจัดการประชุมระหว่างประเทศว่าด้วยหุ้นส่วนระดับโลกเพื่อต่อต้านอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต เมื่อ17-18 ธันวาคม ที่ผ่านมา โดยมีกระทรวงการต่างประเทศ และสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNODC (United Nations Office on Drugs and Crime) เป็นเจ้าภาพร่วม และมีผู้แทนจำนวน 338 คน จาก 58 ประเทศเข้าร่วมการประชุม

โดยวาระสำคัญในการประชุม คือเรื่องการคัดกรองผู้เสียหายออกจากผู้กระทำความผิด และการจัดการเส้นทางการเงินของเครือข่ายสแกมเมอร์ ซึ่งผลประชุมที่ได้ถือเป็นก้าวแรกของไทยที่ชูบทบาทนำในการจับมือนานาชาติเอาจริงกับการปราบปรามปัญหาสแกมเมอร์ โดยที่ประชุมได้รับรอง ‘แถลงการณ์ร่วมกรุงเทพฯ โดยหุ้นส่วนระดับโลกเพื่อต่อต้านอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต ค.ศ. 2025 (2025 Bangkok Joint Statement by the Global Partnership against Online Scams)’ ซึ่งเน้นย้ำความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมในการปฏิบัติ เช่น การร่วมมือแลกเปลี่ยนข้อมูลและพยานหลักฐาน การคุ้มครองผู้เสียหายและการทำงานร่วมกับภาคเอกชนเพื่อป้องกัน การตรวจจับ และลดการแพร่กระจายของการหลอกลวงอย่างเป็นระบบ
รังสิมันต์ ให้ความเห็นที่สอดคล้องกับประเด็นหารือในเวทีประชุมนานาชาติดังกล่าว โดยมองว่า นอกเหนือจากการตัดไฟหรืออินเทอร์เน็ตของกลุ่มสแกมเมอร์ จุดอ่อนหนึ่งที่สำคัญสำหรับมาตรการปราบปรามเครือข่ายสแกมเมอร์ของทางการไทย คือการที่ ‘ไม่จริงจัง’ กับการคัดกรองเหยื่อกับสมาชิกผู้ร่วมขบวนการสแกมเมอร์ หรือการเก็บข้อมูล Biometrics และปล่อยให้ผู้ที่ออกมาจากฐานสแกมเมอร์ กลับประเทศต้นทางโดยไม่มีการสอบสวนขยายผล
เขามองว่าจุดอ่อนนี้ ทำให้เสียโอกาสทองในการปราบปราม ‘ไทยเทา’ อันเป็นแขนขาสำคัญของเครือข่ายอาชญากรรมเหล่านี้ในประเทศไทย และเสียคลังข้อมูลที่จะเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างเมียนมากับกัมพูชา

การคัดกรองผู้ที่ออกมาจากฐานสแกมเมอร์
สำหรับประเด็นการจัดการเส้นทางการเงินนั้น เขามองว่า การปราบปรามการฟอกเงินในช่วงรัฐบาลเพื่อไทยที่ผ่านมาไม่มีมาตรการที่จริงจังมากพอ ซึ่ง ปปง.เพิ่งจะมีการกดดันให้ยึดทรัพย์เบน สมิธ และพวกเมื่อไม่นานมานี้
ทั้งนี้ รังสิมันต์ ยังเสนอว่าไทยไม่ควรแก้ปัญหาตามแรงกดดันของต่างชาติเพียงอย่างเดียว แต่ควรวางตัวเป็นผู้นำในภูมิภาคเพื่อจัดการปัญหานี้ โดยต้องอาศัยความร่วมมือระดับนานาชาติที่กว้างขวางกว่าแค่จีนหรือประเทศเพื่อนบ้าน แต่รวมถึงมหาอำนาจอื่นๆ และใช้กลไกอาเซียนกดดันประเทศที่เป็นฐานที่ตั้งของแก๊งสแกมเมอร์
“ไทยควรจะเป็น ‘กองหน้า’ ในการสร้างพันธมิตรปราบสแกมเมอร์ทันที โดยใช้กลไกอาเซียนกดดันประเทศที่เป็นฐานที่ตั้ง และใช้ความสัมพันธ์กับคู่ค้าสำคัญของประเทศเหล่านั้นร่วมกันกดดัน รวมถึงการใช้กลไกระหว่างประเทศอย่างศาล ICC หากพบว่าผู้มีอำนาจรัฐในบางประเทศให้ความสะดวกแก่แก๊งสแกมเมอร์”
เขามองว่า การปราบสแกมเมอร์ ต้องมีความร่วมมือมากกว่าแค่จีนหรือเมียนมา แต่ต้องรวมถึงสหรัฐฯ อังกฤษ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สปป.ลาว และกัมพูชาด้วย การมีเวทีประชุมเป็นเรื่องดีในแง่ภาพลักษณ์และการแลกเปลี่ยนทักษะ แต่การปฏิบัติจริงต้องมีมากกว่านั้น ต้องมีการมอนิเตอร์ร่วมกัน 24 ชั่วโมง และมีความร่วมมือในการยึดอายัดทรัพย์สินระหว่างประเทศ เพราะเครือข่ายอาชญากรรมเหล่านี้ใช้ความยากลำบากในการประสานงานระหว่างรัฐเป็นเครื่องมือปิดบังทรัพย์สิน
ปัญหาสแกมเมอร์หรือทุนสีเทานั้น ยังเป็นประเด็นสำคัญที่หลายพรรคการเมืองหยิบยกมาหาเสียงในการเลือกตั้งของไทยที่จะมีขึ้นด้วย โดยรังสิมันต์ มองว่าสิ่งสำคัญที่รัฐบาลใหม่ควรทำ คือการมุ่งเน้นจุดที่สร้างความเสียหายแก่ประชาชนไทยมากที่สุด เช่น ที่ตั้งของฐานสแกมที่ใช้หลอกลวงคนไทยส่วนมากอยู่ติดชายแดนกัมพูชา-เวียดนาม รัฐบาลไทยต้องขยายความร่วมมือกับเวียดนามในการหาวิธีปราบปราม
นอกจากนี้ เขามองว่าต้องใช้กลไกรัฐปราบปรามการฟอกเงินให้เบ็ดเสร็จ โดยยึดทรัพย์ให้ได้มากที่สุดเพื่อมาตั้งกองทุนเฉลี่ยทรัพย์คืนให้ประชาชน และเป้าหมายสำคัญคือการจัดการกับ ‘ไทยเทา’ ทั้งนักการเมืองและข้าราชการที่เกี่ยวข้อง
ทั้งนี้ รังสิมันต์ มองว่า ปัญหาใหญ่อีกอย่างสำหรับไทย คือความไม่ต่อเนื่องทางการเมืองและระบบราชการที่ทำงานแยกส่วนกัน ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อทิศทางการแก้ปัญหาสแกมเมอร์ ทั้งเรื่องงบประมาณและความต่อเนื่องของกลไกราชการ
“ระบบราชการไทยมักต่างคนต่างทำ ไม่แชร์ข้อมูลกัน ลำดับความสำคัญของแต่ละรัฐบาลก็ต่างกัน เช่น รัฐบาลคุณอนุทินเน้นกัมพูชา แต่รัฐบาลเพื่อไทยเน้นเมียนมา ทำให้ทิศทางไม่ต่อเนื่องและไม่ตรงเป้าเท่าที่ควร เราเสียเวลาไปกับการจับตัวเล็กตัวน้อยแต่ไม่ได้คืนเงินให้ประชาชน”
ขณะที่รังสิมันต์ ย้ำเตือนถึงผลกระทบจากปัญหาสแกมเมอร์ ซึ่งหากไม่เร่งแก้ไขแน่นอนว่าจะส่งผลที่รุนแรงทั้งต่อชีวิตและเศรษฐกิจของประเทศ
“ความเสียหายจากสแกมเมอร์มหาศาลเกินคาดคะเน ทั้งเงินในกระเป๋าคนไทย การท่องเที่ยว และค่าครองชีพที่สูงขึ้นจากการฟอกเงินในอสังหาริมทรัพย์ มีการเตือนเรื่องการส่งออกทองคำที่อาจเป็นเงินสกปรก หรือค่าเงินบาทที่แข็งค่าผิดปกติ ธุรกิจไทยอาจล้มเพราะแข่งกับธุรกิจทุนเทาที่พร้อมขาดทุนเพื่อฟอกเงินไม่ได้ นอกจากนี้เรายังเสีย Productivity ของประชากรที่ไปทำงานให้คนพวกนี้ด้วย”


