98,540 ล้านบาท คือตัวเลขรายได้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรม ‘นิทรรศการและงานแสดงสินค้า’ ในประเทศไทย ในปี 2568
กว่า 23.6 ล้านคน คือ จำนวนผู้เข้าร่วมงานทั้งจากในประเทศและต่างประเทศ เติบโตขึ้น ร้อยละ 5.64 เมื่อเทียบกับปี 2567
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนถึงความพร้อมของประเทศไทยในการรองรับและเป็นเจ้าภาพงานระดับ นานาชาติในหลากหลายสาขา รวมถึงอุตสาหกรรมการออกแบบ

เป็นที่มาของการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ยกระดับอุตสาหกรรมไมซ์ไทยสู่มิติใหม่ ภายใต้แนวคิดการสร้าง ‘New Sector’ ของสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ ที่หยิบยกบทบาทของ ‘นิทรรศการและงานแสดงสินค้านานาชาติ’ ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการส่งเสริมอุตสาหกรรมแห่งอนาคต มาผนวกเข้ากับอุตสาหกรรมการออกแบบ ซึ่งเป็นหนึ่งในหัวใจของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ สอดคล้องกับข้อมูลภาคเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทย ปัจจุบัน มีมูลค่ากว่า 44,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราวกว่า 1.6 ล้านล้านบาท คิดเป็นกว่า 8% ของ GDP ประเทศไทย ซึ่งครอบคลุมสาขาการออกแบบและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง

ดร. ศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) เผยว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไม่ได้จำกัดเพียงความสวยงามเชิงสุนทรียภาพเท่านั้น แต่เชื่อมโยงกับหลากหลายอุตสาหกรรมและยังมีบทบาทสำคัญในการยกระดับการแข่งขันเชิง คุณภาพของประเทศ อีกทั้งนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ยังเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญของรัฐบาลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่โครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ที่เน้นนวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์ และมีมูลค่าสูง
“ทีเส็บในฐานะหน่วยงานภาครัฐที่มีบทบาทหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านอุตสาหกรรมไมซ์ จึงเข้ามามีบทบาทเชิงรุกในการผลักดันอุตสาหกรรมการออกแบบผ่านกลไกการจัดงานนิทรรศการ และงานแสดงสินค้านานาชาติ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม” ดร. ศุภวรรณ กล่าว
การเปิด Portfolio ใหม่ ให้การจัดงานนิทรรศการและงานแสดงสินค้านานาชาติเข้าถึงกลุ่มงานด้านการออกแบบ ของทีเส็บ ครั้งนี้ ไม่เพียงทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนในฐานะหน่วยงานรัฐเท่านั้น แต่เป็น Strategic Partner ที่เชื่อมโยงผู้จัดงานนานาชาติ เครือข่ายเทศกาล งานแสดงสินค้า และงานประชุมระดับโลก เพื่อเปิดโอกาสให้นักออกแบบไทยและผู้ประกอบการได้ก้าวสู่เวทีสากล ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

แนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจสู่ตลาดโลกผ่านงานด้านการออกแบบ
ทีเส็บ เชื่อว่า การไปสู่ทิศทางโดยมุ่งเน้นไปที่การออกแบบ เป็นกลยุทธ์สำหรับในการปรับภาพลักษณ์ของประเทศในระยะยาว โดยอาศัยกลไกของอุตสาหกรรมไมซ์เป็นเครื่องมือหลักในการขับเคลื่อน “เรามองว่านี่คือการเปลี่ยนผ่านจากยุคที่เน้นอุตสาหกรรมหนัก เช่น ยานยนต์ อาหาร เกษตร หรือโครงสร้างพื้นฐาน แต่เทรนด์สู่ยุคแห่งพลังความคิดสร้างสรรค์ เพราะ Creative Economy สามารถไปเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมหลักได้”
ความมั่นใจในการก้าวสู่ทิศทางใหม่นี้ ดร.ศุภวรรณ พิจารณาจากปัจจัย 3 ด้าน คือ ความพร้อมของอุตสาหกรรมเป้าหมาย ความพร้อมของประเทศโดยเฉพาะความพร้อมของเมือง และความพร้อมของตัวอุตสาหกรรมงานแสดงสินค้า ประเทศไทยมีกลุ่มนักออกแบบจำนวนมากในหลากหลายแขนง ซึ่งสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับ GDP ของประเทศสูงถึง 8%

“ประเทศไทยและกรุงเทพมหานครมีความพร้อมและศักยภาพสูงในการรองรับการจัดงานนิทรรศการด้านการออกแบบ โดยปัจจุบันประเทศไทยถือเป็นศูนย์กลางการจัดงานนิทรรศการและงานแสดงสินค้าอันดับหนึ่งของภูมิภาคอาเซียน ทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐานสถานที่จัดงาน จำนวนงานระดับนานาชาติที่เข้ามาจัด จำนวนผู้เข้าร่วมงานจากต่างประเทศ ตลอดจนความหลากหลายของที่พักและบริการสนับสนุนการจัดงาน” ขณะเดียวกัน กรุงเทพมหานครยังเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางระดับโลกที่ได้รับการจัดอันดับอย่างต่อเนื่อง ด้วยเอกลักษณ์ด้านวัฒนธรรม ความคิดสร้างสรรค์ พลังของคนรุ่นใหม่ และพลวัตทางสังคมที่หลอมรวมกันอย่างโดดเด่น อีกทั้งกรุงเทพฯ ยังได้รับการประกาศให้เป็นเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก (UNESCO Creative Cities Network: UCCN) สาขาการออกแบบ ตั้งแต่ปี 2562 ซึ่งตอกย้ำภาพลักษณ์ City Branding และศักยภาพในการดึงดูดนักออกแบบ ผู้จัดงาน และผู้เข้าร่วมงานจากทั่วโลก
“สิ่งสำคัญคือ ความพร้อมของเมืองในการจัดแสดงงาน กรุงเทพฯ มีความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์อย่างชัดเจนในฐานะศูนย์กลางการบินของภูมิภาค เดินทางเชื่อมต่อไปยังเมืองสำคัญในเอเชียได้ง่าย ทำให้การดึงดูดผู้เข้าร่วมงานจากนานาชาติเป็นเรื่องง่าย และเอื้อต่อการทำตลาดและการโปรโมตงานในระดับภูมิภาค
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือโครงสร้างพื้นฐานด้าน Hospitality กรุงเทพฯ มีโรงแรมหลากหลายระดับ ตั้งแต่ 3–6 ดาว กระจายตัวทั้งในย่าน CBD และพื้นที่โดยรอบ รองรับทั้งนักธุรกิจและนักเดินทางจากต่างจังหวัดและต่างประเทศ ซึ่งสอดรับกับเป้าหมายสำคัญของการจัดงานในอนาคต คือเพิ่มการใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจ “กรุงเทพฯ ยังมี Ecosystem ด้าน Entertainment ร้านอาหาร ไลฟ์สไตล์ และกิจกรรมหลากหลาย โดยเฉพาะเมื่อพฤติกรรมของนักเดินทางรุ่นใหม่เปลี่ยนไป จากการมาเพียงเพื่อร่วมงานหรือพักในโรงแรม แต่ยังต้องการค้นหาความเป็นวิถีชีวิตของเมืองนั้นๆ ซึ่งกรุงเทพฯ ตอบโจทย์ มีครบทุกมิติ”
ที่สำคัญการจัดงานนิทรรศการและงานแสดงสินค้า ควรจะจัดในศูนย์แสดงสินค้าหรือศูนย์ประชุมที่ได้มาตรฐาน ซึ่งศูนย์จัดงานในประเทศไทยหลายแห่งต่างมีความพร้อมและศักยภาพในการจัดงาน เช่น BITEC, IMPACT, QSNCC รวมถึงสถานที่จัดงานในห้างสรรพสินค้า ทำให้ประเทศไทยมีพื้นที่จัดงานรวมมากที่สุดเป็นอันดับต้นๆ ของเอเชีย และสามารถรองรับงานขนาดใหญ่ได้ในสถานที่เดียวโดยไม่ต้องกระจายไปหลายแห่ง อีกทั้งยังสามารถเข้าถึงได้ด้วยระบบขนส่งมวลชนทั้งรถไฟฟ้าและรถไฟใต้ดิน ถือเป็นจุดแข็งสำคัญของกรุงเทพฯ”
การสนับสนุนบุคลากรและผู้ประกอบการของทีเส็บ
ดร. ศุภวรรณ กล่าวว่า ในมิติของการสนับสนุนผู้ประกอบการ จำเป็นต้องแยกเป็นระดับ โดยเฉพาะผู้จัดงาน ซึ่งมีตั้งแต่ผู้จัดงานขนาดเล็ก SMEs ไปจนถึงผู้จัดงานขนาดใหญ่
ปัจจุบัน งานแสดงสินค้าและนิทรรศการในประเทศไทยจำนวนมากถูกจัดโดยบริษัทต่างชาติที่เป็นเชนหรือกลุ่มผู้จัดงานที่มีสำนักงานใหญ่จากยุโรป อเมริกา อังกฤษ รวมถึงประเทศในเอเชีย ซึ่งเข้ามาตั้งสำนักงานในประเทศไทย ขณะเดียวกัน ผู้จัดงานสัญชาติไทยเองก็มีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกระดับ
“เรามีมาตรการสนับสนุนผ่านการให้ Grant เพื่อช่วยผู้จัดงานนำงบประมาณไปใช้ในการทำการตลาดและดึงผู้ซื้อ ผู้ขายจากต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทย เพราะแพลตฟอร์มของงานแสดงสินค้าไม่ได้มีเพียงผู้ขาย แต่ต้องมีผู้ซื้อและผู้เข้าชมงานที่มีคุณภาพ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างแท้จริง”
นอกจากนี้ ยังมีความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ เช่น สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) โดยนำโครงการ BDS เข้ามา เพื่อสนับสนุนผู้ออกบูธหรือ Exhibitor เพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยสามารถออกบูทและเข้าถึงตลาดได้มากขึ้น

พงศ์ภาสกร กุลถิรธรรม Visual Artist แถวหน้าของไทย และ Director & Founder ของ Kor.Bor.Vor Visual Label Co.,ltd. ตัวแทนของกลุ่ม Immersive Design และ Creative Technology มองว่า ที่ผ่านมาศิลปินในกลุ่มนี้ไม่ได้ถูกนำเสนอในฐานะทรัพย์สินทางปัญญาที่จับต้องได้ จึงพยายามรวมตัวเพื่อสร้างพื้นที่ของตัวเองผ่านการจัดเทศกาลในรูปแบบที่แตกต่างซึ่งเป็นมากกว่าแค่งานจัดแสดง แต่เป็นพื้นที่สำหรับชุมชนอย่างแท้จริง โดยที่ผ่านมา การจัดงานได้รับการสนับสนุนจากแบรนด์มากมาย สะท้อนให้เห็นถึง คุณค่าของศิลปินไทยในระดับสากล
“ความท้าทายในการแปลงความสามารถให้กลายเป็นความสำเร็จทางเศรษฐกิจ จำเป็นต้องมีโครงสร้างสนับสนุนเพื่อเชื่อมต่อสู่ตลาดโลก” พงศ์ภาสกร กล่าว

จันทร์เพ็ญ กูลแก้ว เลขาสมาคมการค้าผู้ประกอบการสื่อดิจิทัลเสมือนจริงไทย เผยบทบาทของสมาคมเปรียบเสมือนตัวแทนในการรวบรวมคนและผลงาน เพื่อช่วยบริหารจัดการในส่วนที่ศิลปินอาจไม่ถนัดหรือไม่มีเวลา ทำให้ศิลปินมุ่งเน้นไปที่การสร้างสรรค์ผลงานได้อย่างเต็มที่ “เราเปรียบเสมือนผู้จัดการส่วนตัวของศิลปิน ที่นอกจากจะช่วยพัฒนาฝีมือในการสร้างสรรค์ผลงานแล้ว ยังคอยดูแลเรื่องหลังบ้านและการเจรจาในเวทีโลก เพื่อให้ศิลปินไทยสามารถมุ่งสมาธิไปที่การสร้างสรรค์ผลงานได้อย่างเต็มที่และก้าวสู่สายตาชาวโลกได้อย่างสง่างาม”
ดังนั้นหากจะปั้นเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทยให้ทรงพลัง การผนึกกำลังอย่างไร้รอยต่อระหว่างการสนับสนุนเชิงสถาบันที่นำโดย ทีเส็บ และพลังขับเคลื่อนจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง จะก่อให้เกิดเป็น Ecosystem ที่เกื้อหนุนกันทั้งระบบ

กลยุทธ์ยกระดับศักยภาพเมืองไทยสู่การเป็น Hub งานแสดงสินค้า
“ในเชิงกลยุทธ์ หน่วยงานที่ดูแลงานแสดงสินค้าได้แบ่งการทำงานออกเป็นทั้งแผนกในประเทศและนานาชาติ โดยมีเป้าหมายชัดเจนว่าไม่ต้องการให้การจัดงานกระจุกตัวอยู่เฉพาะในกรุงเทพฯ แต่ต้องการกระจายโอกาสไปยังเมืองเศรษฐกิจในภูมิภาค ถ้าในต่างจังหวัดเราจะมุ่งเน้นไปที่ MICE City ปัจจุบันมีอยู่ 10 เมือง ได้แก่ เชียงใหม่, พิษณุโลก, อุดรธานี, ขอนแก่น, นครราชสีมา, พัทยา, ชลบุรี, สุราษฎร์ธานี, สงขลา และภูเก็ต เรากระจายออกไปเพื่อสนับสนุนผู้จัดงานในระดับภูมิภาค”
ดร. ศุภวรรณ ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ทีเส็บ มีโครงการ Empower Thailand Exhibition (EMTEX) ซึ่งเป็นโครงการที่ออกแบบให้การจัดงานสอดคล้องกับอุตสาหกรรมเป้าหมายของแต่ละพื้นที่ มีการสนับสนุนในแต่ละพื้นที่เพื่อให้งานในภูมิภาคนั้นมีการเติบโตและเชื่อมโยงกับธุรกิจในพื้นที่นั้นๆ เช่น ภาคอีสาน ก็จะเน้นเรื่องของกลุ่มเกษตรและอาหาร ถ้าเป็นภาคใต้ จะเน้นที่เรื่อง Marine, Tourism, Aquarium ในขณะที่ภาคเหนือจะเด่นเรื่อง Wellness เป็นต้น
“การกระจายงานลักษณะนี้ไม่เพียงเพิ่มโอกาสให้ผู้จัดงานท้องถิ่นมีบทบาทมากขึ้น แต่ยังช่วยสร้างอุตสาหกรรมเป้าหมายให้เติบโตตามอัตลักษณ์ของพื้นที่จริง”
เป้าหมายที่ใหญ่กว่าจำนวนผู้เข้าร่วมงานและ GDP ประเทศ
ในภาพรวม อุตสาหกรรมไมซ์ซึ่งรวมถึงอุตสาหกรรมงานแสดง สินค้า สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ประเทศมูลค่ากว่า 338,233 ล้านบาทต่อปี ก่อให้เกิด GDP มูลค่า 310,897 ล้านบาท คิดเป็น 1.65% ของ GDP ประเทศ
“จะเห็นว่าแม้ในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว จากเดิมเคยเติบโต 5–7% เหลือ 2–3% แต่ยังถือเป็นอุตสาหกรรมที่มีบทบาทสูง ทั้งในแง่รายได้ การจ้างงานกว่า 304,932 ตำแหน่ง และรายได้ภาษีมูลค่าเพิ่มให้ภาครัฐกว่า 25,135 ล้านบาท ยังไม่รวมผลกระทบทางเศรษฐกิจทางอ้อม จากการใช้จ่ายด้านที่พัก การเดินทาง อาหาร และกิจกรรมท่องเที่ยว โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่มาร่วมงานมักออกไปใช้ชีวิตและใช้จ่าย ส่งผลให้เศรษฐกิจได้รับอานิสงส์โดยตรง”
ความพยายามของภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มองว่างานแสดงสินค้าเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ผู้ประกอบการไทย ได้มีโอกาสเข้าถึงตลาดต่างประเทศ เพราะงานแสดงสินค้าเป็นเวทีที่รวมผู้เล่นจากนานาชาติไว้แล้วในประเทศ

“อย่างโครงการนำร่องระดับนานาชาติ ‘THE WORLD ENDS_: Bangkok International Design Expo’ ที่กำลังจะเกิดขึ้น ถึอเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับบทบาทของอุตสาหกรรมงานนิทรรศการและงานแสดงสินค้าของไทย ให้เป็นแพลตฟอร์มระดับโลกในการเชื่อมโยงเครือข่ายนักออกแบบ ผู้ประกอบการ นักลงทุน และแบรนด์จาก นานาประเทศ เปิดโอกาสให้นักออกแบบไทยได้แสดงศักยภาพในเวทีสากล ครอบคลุมมิติของไลฟ์สไตล์ สังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม และเมือง เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย และเป็นจุดเริ่มต้นของการดึงงานด้านการออกแบบระดับโลกเข้ามาจัดในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยใช้กรุงเทพฯ เป็นเวทีหลักในการนำเสนอผลงาน”
นอกจากนี้ งานนิทรรศการและงานแสดงสินค้า ทีเส็บยังทำหน้าที่เป็นพื้นที่ Business Matching เชื่อมโยงดีไซเนอร์ เจ้าของสินค้า และผู้ซื้อโดยตรง ลดบทบาทของตัวกลาง และเปิดโอกาสให้เจ้าของแบรนด์ได้พบกับตลาดจริงด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญของการพัฒนาอุตสาหกรรมนี้ในระยะยาว
สำหรับโครงการนำร่องระดับนานาชาติ “THE WORLD ENDS_: Bangkok International Design Expo” ร่วมมือกับนักออกแบบไทยในการพัฒนาแนวคิดหลักภายใต้ธีม “จุดจบคือจุดเริ่มต้นของโอกาสใหม่” สะท้อนบทบาทของการออกแบบในฐานะเครื่องมือสำคัญในการมองอนาคต แก้โจทย์ของสังคมยุคเปลี่ยนผ่าน และสร้างทางเลือกใหม่ให้กับโลก มีกำหนดจัดขึ้นในปี 2569
“เรามุ่งหวังให้งานลักษณะนี้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะโดยภาครัฐ เอกชน สมาคมนักออกแบบ หรือความร่วมมือกับพันธมิตรต่างประเทศ เพื่อผลักดันกรุงเทพมหานครและประเทศไทยสู่การเป็น ศูนย์กลางการจัดงานนิทรรศการและงานแสดงสินค้าด้านการออกแบบระดับนานาชาติ สร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ที่มีมูลค่าสูงในระยะยาว” ดร. ศุภวรรณ กล่าวทิ้งท้าย


