ชื่อของ โออาร์ หรือ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะผู้นำธุรกิจจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมและธุรกิจค้าปลีกสินค้าและบริการอื่น ๆ (Non-Oil) ทั้งในและต่างประเทศ ผ่านสถานีบริการ PTT Station สถานีชาร์จไฟฟ้า EV Station PluZ ผลิตภัณฑ์น้ำมันหล่อลื่น PTT Lubricants ศูนย์บริการยานยนต์ FIT Auto ก๊าซหุงต้ม ปตท. รวมไปถึงร้านกาแฟอย่าง Café Amazon
แต่หลายคนอาจจะไม่รู้ว่า โออาร์ มีอีกหลายธุรกิจที่อยู่เบื้องหลังการขับเคลื่อนประเทศ หนึ่งในนั้นก็คือ ‘ธุรกิจน้ำมันอากาศยาน’ และ โออาร์ ยังเป็นผู้บุกเบิกน้ำมันอากาศยานแบบยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) ในประเทศเพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการบินสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero)

โออาร์ จำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2518 ภายใต้การควบคุมดูแลรักษาคุณภาพตามมาตรฐาน Joint Inspection Group (JIG) ซึ่งเป็นมาตรฐานเกี่ยวกับการปฎิบัติการรับเก็บ จ่ายเชื้อเพลิงอากาศยาน ที่ได้รับการยอมรับและปฏิบัติการทั่วโลก ด้วยคุณภาพของผลิตภัณฑ์เชื้อเพลิงอากาศยานได้รับการยอมรับจากสายการบินพาณิชย์ชั้นนำทั่วโลก
ที่ผ่านมา ผลิตภัณฑ์น้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานของ โออาร์ มีหลายประเภท อาทิ Jet A-1, JP-8, JP-5 และ AVGAS 100LL แต่ด้วยปัญหาภาวะโลกร้อน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่กำลังทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง เกี่ยวโยงโดยตรงกับอุตสาหกรรมการบิน โดยเฉพาะไอเสียของเครื่องบิน (Aircraft Engine Emissions) ที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ออกมา ส่งผลกระทบต่อ Climate Change โดยตรง ทำให้บริษัทพลังงานเริ่มหันมาวิจัยและพัฒนา SAF เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับยุคใหม่ของการบินด้วยเชื้อเพลิงยั่งยืน ตอบสนองความต้องการของการสายการบินที่ตั้งเป้าสู่ Net Zero ภายในปี 2050 เนื่องจาก SAF มีศักยภาพในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนได้ถึง 80% ซึ่ง ‘โออาร์’ คือหนึ่งในนั้น

โออาร์ มีพันธมิตรที่เข้มแข็งภายใต้กลุ่ม ปตท. ในกลุ่มธุรกิจโรงกลั่นน้ำมัน จำนวน 3 บริษัท คือ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) (TOP) บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (GC) และ บริษัท ไออาร์พีซี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (IRPC)
คิดเป็น 65% ของศักยภาพการผลิตในประเทศ จึงสามารถผลิต จัดหาน้ำมันอากาศยานด้วยต้นทุนการผลิตที่สามารถแข่งขันได้ และมีประสิทธิภาพในด้านความปลอดภัย
และเนื่องด้วย ‘น้ำมันอากาศยาน’ เป็นทั้ง ‘ต้นทุนหลัก’ และ ’ความปลอดภัยสูงสุด’ ของธุรกิจการบิน โออาร์ จึงให้ความสำคัญสูงสุดกับคุณภาพ ความปลอดภัย และการให้บริการที่เป็นเลิศ ควบคู่กับการพัฒนาเทคโนโลยีและระบบบริหารจัดการ เพื่อให้สามารถรองรับปริมาณเที่ยวบินและความต้องการของสายการบินได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยมี ‘JIG Inspector’ ทำหน้าที่ตรวจสอบมาตรฐานการดำเนินงานน้ำมันอากาศยาน ผ่านกระบวนการตรวจสอบและเทคโนโลยีที่เป็นมาตรฐานระดับโลก ตามกรอบการทำงานและขั้นตอนที่ชัดเจน ที่ถูกกำหนดโดย ‘JIG Standard’ ซึ่งเป็นมาตรฐานระดับสากลที่ควบคุมกระบวนการดำเนินงานทั้งหมดเริ่มตั้งแต่กระบวนการกลั่นน้ำมันจนกระทั่งปลายทางการเติมน้ำมันเข้าเครื่องบิน ในทุกขั้นตอนจะต้องเป็นไปตามมาตรฐาน ทั้งด้านคุณภาพของน้ำมัน ด้านการออกแบบทางวิศวกรรม และด้านการปฏิบัติงานด้วยความปลอดภัย
JIG Inspector หรือบุคลากรที่ผ่านการทดสอบ และได้รับการรับรองจาก JIG มีหน้าที่ในการตรวจสอบน้ำมันอากาศยาน ตั้งแต่เริ่มตรวจจนกระทั่งประชุมปิดและชี้แจงผลการตรวจฯ ตามขั้นตอนที่กำหนดเพื่อให้ทุกขั้นตอนเป็นไปตามมาตรฐานทั้งด้านคุณภาพและความปลอดภัย ทั้งนี้ ในอาเซียนมี JIG Inspector เพียง 7 คน มี 2 คน เป็นพนักงานโออาร์
จนถึงปัจจุบัน โออาร์ ยังคงสถานะเป็นสมาชิกของ Joint Inspection Group (JIG) โดยทุกปีจะเข้าร่วม Technical Forum เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับบริษัทชั้นนำอื่นๆ เพื่อนำความรู้มาปรับใช้ในการให้บริการ รวมไปถึงการพัฒนาองค์ความรู้ของ บุคลากร โออาร์ ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล เพื่อเสริมแกร่งความเชื่อมั่นในการดูแลน้ำมันอากาศยานของ โออาร์
ก้าวสู่น่านฟ้าใหม่ในฐานะผู้บุกเบิกเชื้อเพลิงการบินยั่งยืน (SAF)
เครื่องมือสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนกลยุทธ์ในการสนับสนุนเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมของอุตสาหกรรมการบินในอนาคตของ โออาร์ คือ น้ำมันอากาศยานแบบยั่งยืน หรือ Sustainable Aviation Fuel (SAF)
เพราะ โออาร์ ให้ความสำคัญกับระบบการผลิต ควบคุมคุณภาพ และการส่งมอบตามมาตรฐานต่างๆ รวมทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อรองรับความต้องการของสายการบินทั้งในและต่างประเทศ พร้อมทั้งสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด ผ่านการพัฒนาน้ำมันอากาศยานแบบยั่งยืน (SAF) ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของกลยุทธ์การขับเคลื่อนธุรกิจ เพื่อให้สามารถรองรับปริมาณเที่ยวบินและความต้องการของสายการบินได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

SAF ผลิตจากวัตถุดิบชีวมวล ทั้งน้ำมันพืชที่ใช้แล้ว และของเสียจากอุตสาหกรรม ที่นำมาผ่านการกระบวนการ เพื่อนำมาผสมกับ JET A1 ถือเป็นผลิตภัณฑ์น้ำมันอากาศยานชนิดใหม่ที่จะช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 80% ตลอดวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์เมื่อเทียบกับน้ำมันอากาศยานแบบเดิม ซึ่งยังคงมีการควบคุมตามมาตรสากลอย่างเข้มข้น เพื่อให้เกิดความมั่นใจและความปลอดภัยสูงสุด
ในอนาคต SAF จะกลายเป็น ‘เชื้อเพลิงหลัก’ ของอุตสาหกรรมการบินทั่วโลก จะเห็นว่าปัจจุบัน หลายประเทศทั่วโลกเริ่มมีนโยบายบังคับใช้ SAF และส่งเสริมการใช้ SAF เพิ่มมากขึ้น สำหรับการใช้งาน SAF ในอุตสาหกรรมการบินในประเทศ ได้มีความร่วมมือจากหลายภาคส่วนตั้งแต่ผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย ไปจนถึงสายการบินตลอดทั้ง Supply Chain รวมทั้งภาครัฐที่เข้ามามีส่วนกำหนดทิศทางและนโยบาย เพื่อให้อุตสาหกรรมการบินไทยสอดคล้องกับทิศทางของอุตสาหกรรมการบินโลก ปัจจุบัน โออาร์ จำหน่าย SAF ให้กับหลายสายการบินและคาดว่ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
ความท้าทายหลักในการผลักดัน SAF อยู่ที่ ‘ต้นทุนการผลิต’ ที่สูงกว่าน้ำมันแบบดั้งเดิม และ ‘ปริมาณวัตถุดิบ’ ที่ยังมีจำกัด ไปจนถึงระบบขนส่งและโครงสร้างพื้นฐานบางส่วนเพื่อรองรับการใช้ SAF ในอนาคต
ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา โออาร์ ต่อยอดธุรกิจการให้บริการน้ำมัน SAF อย่างต่อเนื่อง มีโครงการศึกษาในทุกกระบวนการทำงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นโครงการศึกษาการลงทุนเพื่อผลิต อีกทั้งการทดลองให้บริการเติมน้ำมัน SAF เข้าเครื่องบิน ซึ่งทุกโครงการก้าวหน้าสำเร็จอย่างต่อเนื่อง และสามารถปฏิบัติงานตามข้อกำหนดในมาตรฐานสากล

กลยุทธ์การขยายตัวสู่ ‘เครือข่ายพันธมิตรระดับโลก’
ด้วยคุณภาพของผลิตภัณฑ์และประสบการณ์การให้บริการน้ำมันอากาศยานมาอย่างยาวนาน ทำให้ปัจจุบัน โออาร์ มีลูกค้าทั้งสายการบินในประเทศและต่างประเทศ
กลยุทธ์หลักสำหรับสายการบินในไทย มุ่งสร้างความเชื่อมั่นและความต่อเนื่องของอุปทาน ด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่ครบวงจรตั้งแต่ระบบรับเก็บ และจ่าย โดยให้บริการเติมน้ำมันอากาศยานที่สนามบิน พร้อมกับการตรวจสอบคุณภาพในทุกขั้นตอน

การมีเครือข่ายการจัดส่งที่ครอบคลุมทุกสนามบินในประเทศเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือทางการตลาดที่สำคัญ เพราะทำให้สามารถขายความสะดวกและความครอบคลุมได้มากกว่าคู่แข่งในประเทศ รวมถึงการพัฒนาทางด้านบุคลากรอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษามาตรฐานการให้บริการอย่างมืออาชีพแก่ลูกค้าสายการบิน
ในขณะที่สายการบินต่างประเทศ ลูกค้าหลักจะเป็นสายการบินประจำชาติและสายการบินระหว่างประเทศ โออาร์ มุ่งสร้างเครือข่ายพันธมิตร (Global Partnership Network) ผ่านความร่วมมือกับบริษัทน้ำมันแห่งชาติหรือผู้ให้บริการรายใหญ่ในแต่ละประเทศในรูปแบบ Reciprocal Partnership หรือการแลกเปลี่ยนโอกาสทางธุรกิจ เช่น ดูแลการจัดหาน้ำมันในประเทศไทยให้กับพาร์ทเนอร์ ขณะเดียวกันเขาก็จะดูแลจัดหาน้ำมันให้กับลูกค้าของเราเมื่อเดินทางไปยังประเทศนั้นๆ โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเองในทุกประเทศ
การตลาดแบบครบวงจร ผ่านเครือข่ายพันธมิตรที่ครอบคลุมในหลายประเทศทั่วโลก ทำให้ โออาร์ เป็น “ผู้ให้บริการเชื้อเพลิงแก่สายการบินได้อย่างครอบคลุมทั้งในประเทศและต่างประเทศ”

วิสัยทัศน์สู่อนาคต ‘Aviation Hub’ และความยั่งยืนของน่านฟ้าโลก
ภายใน 5-10 ปีข้างหน้า คาดการณ์ว่าธุรกิจน้ำมันอากาศยานของไทยจะเปลี่ยนแปลงไปในสองมิติ
มิติแรกด้านความต้องการ จากการฟื้นตัวของการเดินทางทางอากาศอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ และจากการที่ไทยเป็นศูนย์กลางการบินในภูมิภาคอาเซียน ส่งผลให้ความต้องการน้ำมันอากาศยานยังเติบโตควบคู่กับการขยายตัวของสายการบิน
มิติต่อมาคือ ด้านพลังงานสะอาด SAF จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในตลาดไทย ตามการเดินทางของโลกที่มุ่งสู่การลดการปล่อยคาร์บอน

เพราะ โออาร์ ไม่ได้มองตัวเองเป็นเพียงผู้จัดหาน้ำมันอากาศยาน แต่ในฐานะ ‘พลังงานบนฟ้า’ บทบาทสำคัญคือ การสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้กับสายการบินต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ผ่านการจำหน่ายและให้บริการน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีคุณภาพ และปลอดภัยตามมาตรฐานสากล และเพียงพอตามการขยายตัวของการท่องเที่ยวและปริมาณเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นการช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว
ด้วยมาตรฐานของน้ำมันอากาศยานระดับสากลที่ โออาร์ ยึดมั่น จะเป็นส่วนสำคัญในการเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้เกี่ยวข้องในทุกภาคส่วน ว่าการดำเนินการต่อยอดทางธุรกิจทั้งในด้านน้ำมัน SAF หรือผลิตภัณฑ์เพื่อความยั่งยืนอื่นๆ จะเป็นไปด้วยความปลอดภัยสูงสุด เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมการบินในอนาคต ทั้งในประเทศไทยและการบินทั่วโลก
โออาร์ จะเดินหน้าพัฒนาคุณภาพการบริการ มาตรฐานความปลอดภัย และเทคโนโลยีด้านพลังงานสะอาดอย่างต่อเนื่อง รวมถึงร่วมมือกับพันธมิตรในกลุ่ม ปตท. และต่างประเทศ เพื่อยกระดับขีดความสามารถของไทยให้ก้าวขึ้นเป็น Aviation Hub ของภูมิภาคอย่างแท้จริง


