สถานการณ์การฟื้นฟูเมืองหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ภายหลังประสบเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 15 ปี โดยวานนี้ (29 พฤศจิกายน) ถือเป็นวันที่ 2 ของการเข้าสู่ระยะฟื้นฟูเมืองอย่างเต็มรูปแบบ
จากการลงพื้นที่สำรวจ พบว่าภาพรวมการทำความสะอาดยังเป็นไปอย่างยากลำบาก แม้ระดับน้ำจะลดลงจนแห้งในหลายพื้นที่ แต่ระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานสำคัญอย่าง น้ำประปาและไฟฟ้า ยังไม่สามารถกลับมาใช้งานได้เต็มที่และทั่วถึงทุกพื้นที่ ส่งผลให้ประชาชนทำได้เพียงขนย้ายข้าวของเครื่องใช้ และเฟอร์นิเจอร์ที่จมน้ำนานกว่า 1 สัปดาห์จนเสียหาย ออกมากองทิ้งไว้บริเวณหน้าบ้านและพื้นที่ส่วนกลาง เพื่อเปิดทางกวาดโคลนและไล่น้ำขังออกจากตัวบ้านเท่านั้น
ทีมข่าวพบว่ากองขยะมหึมาที่เกิดจากข้าวของเสียหาย รวมถึงซากสัตว์ที่ถูกกระแสน้ำพัดพามา เริ่มส่งกลิ่นเน่าเหม็นรุนแรงคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ สร้างผลกระทบต่อสุขภาพจิตและระบบทางเดินหายใจของชาวบ้านที่กลับเข้าไปพักอาศัย
ประเด็นปัญหาสำคัญที่มีผู้ร้องเรียนกับทีมข่าว คือความเหลื่อมล้ำในการจัดการพื้นที่ของเทศบาลเมืองหาดใหญ่ จากการสังเกตพบว่า เจ้าหน้าที่มักมุ่งเน้นการเก็บขยะและทำความสะอาดบริเวณถนนสายหลัก ย่านการค้า และชุมชนขนาดใหญ่เป็นลำดับแรก
ในขณะที่สภาพความเป็นจริง เมืองหาดใหญ่ประกอบไปด้วยชุมชนย่อยในซอยเล็กและแคบเป็นจำนวนมาก เมื่อชาวบ้านนำขยะออกมาทิ้งหน้าบ้านพร้อมกัน ทำให้กีดขวางทางสัญจรจนแทบปิดตาย
ตัวแทนผู้ประสบภัยรายหนึ่ง เปิดเผยกับทีมข่าวว่า ทางชุมชนพยายามประสานงานไปยังเทศบาลตั้งแต่วันแรกที่น้ำลด เพื่อขอสนับสนุนเครื่องจักรหนักเข้ามาช่วยขนย้ายขยะชิ้นใหญ่ที่แรงคนยกไม่ไหว และเร่งเก็บกู้ซากสัตว์เน่าเปื่อย
“เราเข้าใจดีว่ารถขนน้ำมีจำกัดและอาจยังเข้าไม่ถึงทุกบ้าน แต่อยากขอให้ทางเทศบาลส่งเครื่องมือมาจัดการพื้นที่ส่วนกลางก่อน เพื่อเปิดทาง”
ท้ายที่สุด ตัวแทนชุมชนได้ฝากคำถามถึงการบริหารจัดการของผู้เกี่ยวข้องว่า “เส้นทางต้อนรับผู้หลักผู้ใหญ่ สำคัญกว่าบ้านเรือนประชาชนหรือไม่?” เนื่องจากชาวบ้านสังเกตเห็นว่าถนนสายหลักมักได้รับการทำความสะอาดจนสะอาดสะอ้านอย่างรวดเร็ว ผิดกับสภาพในชุมชนย่อยที่ยังจมอยู่กับกองโคลนและขยะ
นี่เป็นเหตุผลที่ชาวบ้านอยากให้ผู้มีอำนาจลงพื้นที่เยี่ยมเยียนตามตรอกซอกซอยเล็กๆ บ้าง ไม่ใช่เพียงเพราะต้องการกำลังใจเท่านั้น แต่เพราะหวังว่า “หากผู้ใหญ่มาถึง ความสะอาดและการดูแลก็จะตามมาถึงเช่นกัน”


















