ตามหลักการแล้ว การรวมชื่อ สส. เพื่อยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตามมาตรา 151 ของรัฐธรรมนูญ เป็นกลไกสำคัญในการตรวจสอบถ่วงดุลรัฐบาล แต่เวลานี้กลับถูกมองว่าเป็นการเดินหมากเพื่อช่วงชิงความได้เปรียบทางการเมือง
ประเด็นสำคัญ
อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ตอบอย่างชัดเจนที่สุดเป็นครั้งแรก บนเวที THE STANDARD Economic Forum 2025 ว่า หากมีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ต้องดูว่ามีวัตถุประสงค์เพื่ออะไร ถ้าเพื่อเป็นการล้างแค้นเอาคืน กว่าสภาฯ จะเปิดสมัยประชุมอีกครั้งคือเดือนธันวาคม และตั้งใจจะยุบ สภาวันที่ 31 มกราคม 2569 อยู่แล้ว
“คงไม่ปล่อยให้ใครมาด่ารัฐบาลเล่นๆ ฟรีๆ แต่ถ้าเป็นเรื่องเกมการเมือง แล้วรัฐบาลสู้การเมืองไม่ได้ ก็ยุบสภาไป ห่างกันแค่เดือนเดียวคงไม่ได้แตกต่างอะไรกันมาก” อนุทินกล่าว

ภาพ: ฐานิส สุดโต
พรรคเพื่อไทยเองอาศัยจังหวะนั้น เร่งเครื่องประกาศความพร้อมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจทัน ดังที่ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ย้ำบนเวที THE STANDARD Economic Forum 2025 เช่นกันว่า การยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นเรื่องจำเป็น ไม่ใช่การแก้แค้น แต่ถ้าหากไม่ทำ ความเสียหายที่จะเกิดขึ้นข้างหน้า จะหาผู้รับผิดชอบยาก
ว่าตามจริง แนวคิดนี้ของเพื่อไทยไม่ได้เพิ่งมาเกิด แต่ จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย คนปัจจุบัน ก็ได้มาเปิดเผยไว้ในรายการ THE STANDARD NOW เมื่อวันที่ 31 ตุลาคมที่ผ่านมา วันเดียวกับที่ได้รับตำแหน่งหัวหน้าพรรค ว่าพรรคเพื่อไทยยังคงมีความคิดยื่นซักฟอก โดยจะเน้นเรื่องการปัดเป่าคดีความ, การทุจริตคอร์รัปชัน และคุณสมบัติของรัฐมนตรีต่างๆ

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร
ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพื่อไทยได้อะไร?
เกมตานี้ของพรรคเพื่อไทยที่เตรียมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้น อาจสร้างข้อได้เปรียบอย่างน้อย 2 ข้อที่ชัดเจน
- ในเชิงหลักการ เป็นการตรวจสอบรัฐบาล โดยนำเอาหลักฐานมาตั้งเป็นข้อกล่าวหาติดตัวนายกรัฐมนตรี ตลอดจนคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นรายบุคคล โดยมีรายงานว่า พรรคเพื่อไทยจะเน้นไปที่เรื่องคดีที่ดินเขากระโดง และเส้นทางการเงินในคดีการฮั้วเลือก สว. 2567 ซึ่งอาจไม่เป็นผลดีต่อรัฐบาลภูมิใจไทยที่กำลังจะเข้าสู่ช่วงหาเสียงเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทยเองก็จะได้เครดิตในฐานะฝ่ายค้านด้วย
- ในทางการเมือง เมื่อมีการบรรจุญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจเข้าสู่ที่ประชุมสภาฯ แล้ว นายกรัฐมนตรีจะไม่สามารถยุบสภาได้ ตามมาตรา 151 ของรัฐธรรมนูญ จึงมีแนวโน้มที่อนุทินอาจตัดสินใจยุบสภาก่อนการพิจารณาญัตติ แต่นั่นก็จะทำให้กระบวนการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระ 2 และ 3 เป็นอันต้องหยุดลง ถือว่าปฏิบัติตาม MOA ไม่สำเร็จด้วย
ด้วยเทคนิคทางการเมืองเช่นนี้ การยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ‘เมื่อไร’ ดูจะเป็นที่จับตามอง และมีความสำคัญกว่าจะอภิปราย ‘เรื่องอะไร’ เสียอีก

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร
เงื่อนไขขั้นต่ำพรรคประชาชน ต้องไม่ขัด MOA
หมากตาต่อไปจึงถูกโยนมายังพรรคประชาชน ในฐานะที่เป็นทั้งฝ่ายค้าน และผู้รักษา MOA ร่วมกับพรรคภูมิใจไทย ว่าจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจด้วยหรือไม่ หรือแม้ไม่ได้ยื่น ก็ต้องคิดให้ดีว่าจะโหวตไว้วางใจให้กับรัฐบาลอนุทินหรือไม่ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นทางเดินเสี่ยงทั้งสิ้น
ท้ายสุดเมื่อช่วงดึกวันที่ 9 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา โฆษกพรรคประชาชน พริษฐ์ วัชรสินธุ ได้เปิดเผย ‘เงื่อนไขขั้นต่ำ’ ที่พรรคประชาชนจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ คือ
- หากนายกรัฐมนตรีไม่ยุบสภาภายใน 31 มกราคม 2569 เราจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจทันที
- หากการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หมวด 15/1 ไม่ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาภายในสิ้นปี 2568 เราจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจทันที
สืบเนื่องจากข้อ 2 ทำให้เกิดข้อ 2.1 คือ รัฐบาลจะต้องเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญเพื่อให้เกิดการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าว อย่างน้อยในวาระที่ 2 ก่อน 12 ธันวาคม เพื่อเข้าสู่วาระที่ 3 ให้ทันก่อนสิ้นปี ถ้าไม่เช่นนั้น พรรคประชาชนก็จะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ
การวางเงื่อนไขอย่างชัดเจนของพรรคประชาชนทำให้การชี้แจงง่ายขึ้นว่า จะยื่นอภิปรายฯ ต่อเมื่อมีการขัด MOA อย่างชัดเจน สอดคล้องกับ ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน ที่กล่าวบนเวที THE STANDARD Economic Forum 2025 ว่า พรรคประชาชนจะยื่นซักฟอกรัฐบาลหรือไม่ จุดตัดอยู่ที่การพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ หากดูแล้วเสร็จไม่ทันสิ้นปี ก็พร้อมใช้กลไกซักฟอกบีบให้รัฐบาลทำตาม MOA
อย่างไรก็ตาม บาดแผลทางการสื่อสารก็เกิดขึ้นโดยไม่อาจเลี่ยง เพราะภายหลังศิริกัญญาได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนว่า จนถึงตอนนี้ยังไม่พบข้อมูลใดที่ร้ายแรงถึงขั้นต้องอภิปรายไม่ไว้วางใจ

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร
สัญญาณเตือน? คว่ำโมเดลสีส้ม วาระ 3
อีกเกมที่ต้องอ่านไปพร้อมกันอย่างแยกไม่ขาด คือกระดานย่อยของกรรมาธิการวิสามัญร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ที่เดินถึง ‘จุดแตกหัก’ คือการลงมติในมาตรา 256/1 ว่าด้วยผู้ร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งร่างหลักของพรรคประชาชน กำหนดให้มี ‘คณะผู้ร่าง’ ที่ประชาชนเลือกตั้งมาโดยอ้อม ให้รัฐสภาเป็นผู้เคาะขั้นสุดท้าย และ ‘สภาที่ปรึกษา’ ที่ประชาชนเลือกมาโดยตรง
ในประเด็นนี้ ทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทยต่างไม่เห็นด้วย เพราะเสี่ยงขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเกินไป ว่ามิอาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง จนเกิดปรากฏการณ์ ‘กรรมาธิการล่ม’ เมื่อ 7 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยมีรายงานว่า สว. ส่วนใหญ่ที่เป็นสาย ‘สีน้ำเงิน’ ต่างหายไปจากที่ประชุม ไม่มาร่วมลงมติ นัยหนึ่งก็เป็นสัญญาณเตือนภัยให้ระวังว่า หากเดินหน้าตาม ‘โมเดลสีส้ม’ แม้จะผ่านกรรมาธิการ แต่ก็เสี่ยงถูกคว่ำเอาในวาระ 3

ในมุมของพรรคภูมิใจไทยเอง แม้ไม่เห็นด้วยกับโมเดลในร่างของพรรคประชาชน แต่ไม่อาจหักหาญได้โดยตรง เพราะต้องเดินตาม MOA ที่ทำร่วมกันไว้ แต่ก็ยังมีไพ่สุดท้ายคือการยุบสภาเพื่อล้มกระดานการแก้รัฐธรรมนูญ ถึงกระนั้นเอง ก็ต้องมีเหตุผลที่เหมาะสมในการยุบสภา เป็นเหตุให้นายกรัฐมนตรีตัดสินใจโยนไพ่ ออกปากว่า การถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ อาจเป็นปัจจัยให้เลือกยุบสภาก่อนกำหนดวันที่ 31 มกราคม
พรรคเพื่อไทยจึงต้องบลัฟให้แรงขึ้น ในด้านหนึ่งคือเตรียมยื่นอภิปรายฯ เพื่อกดดันให้รัฐบาลยุบสภา แต่อีกด้านคือกดดันให้ ‘สีส้ม’ และ ‘สีน้ำเงิน’ เจรจากันว่าจะผลักดันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างไรให้ทุกฝ่ายยอมรับได้ หากโมเดลสีส้มเสี่ยงเกินไป โมเดลสีน้ำเงินก็ถูกเพื่อไทยวิจารณ์ว่าเสี่ยงทำให้มีคณะผู้ร่างรัฐธรรมนูญที่ถูกล็อกสเปกโดยเสียงข้างมากในรัฐสภา ขาดความยึดโยงจากประชาชน
ย้อนดูคำแถลงของ ชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ในวันที่ร่างของพรรคเพื่อไทยถูกรัฐสภาตีตก เคยคาดการณ์ล่วงหน้าไว้ว่า ข้อถกเถียงใหญ่คงจะอยู่ที่รูปแบบของ สสร. ที่พรรคประชาชนเสนอให้ยึดโยงกับประชาชน แต่ของพรรคภูมิใจไทยไม่มี ทำอย่างไรจะผสมผสานกันได้ ท้ายที่สุดอาจจะต้องนำร่างของพรรคเพื่อไทยไปประกอบแปรญัตติ เพื่อให้เป็นทางออก
หากเจตนาแท้จริงของพรรคเพื่อไทยคือกดดันให้กรรมาธิการฯ หยิบยกร่างของเพื่อไทยกลับขึ้นมาประกอบการพิจารณา ฝ่ายพรรคประชาชนเองไม่อาจปล่อยให้มีการยุบสภาก่อนได้แก้รัฐธรรมนูญ ฝ่ายพรรคภูมิใจไทยก็ไม่ต้องการให้เพื่อไทยได้อภิปรายฯ โจมตีรัฐบาล ดังนั้น ทั้ง 2 ฝ่าย จำต้องหาข้อตกลงกันเรื่องร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อให้มีฉันทามติในการประชุมกรรมาธิการนัดต่อไป ในวันที่ 12 พฤศจิกายนนี้ให้ได้

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร
ชงยื่น-บีบยุบ เกมหลอก เป้าจริงชิงธงแก้รัฐธรรมนูญ
ผลลัพธ์ของเกมนี้ จึงมีเพียง 2 ฉากทัศน์ที่เห็นได้ชัด
- พรรคเพื่อไทยยุติการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ รัฐสภาเปิดประชุมสมัยวิสามัญเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระ 2-3 จนแล้วเสร็จ แล้วนายกรัฐมนตรีจึงยุบสภาหลังจากนั้น หรือภายใน 31 มกราคม 2569
หรือต่อให้เพื่อไทยได้อภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยนายกรัฐมนตรีไม่ยุบสภา รัฐบาลก็จะได้รับเสียงไว้วางใจเพียงพอเพราะพรรคประชาชนมาร่วมโหวตให้ เพื่อให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเดินหน้าต่อไปจนสำเร็จ ด้วยเนื้อหาที่ทุกฝ่ายเห็นพ้องกัน
- พรรคเพื่อไทยประกาศยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายกรัฐมนตรีตัดสินใจยุบสภาก่อนประธานสภาฯ จะได้บรรจุญัตติในวันที่ 12 ธันวาคม ซึ่งเป็นวันเปิดประชุมสมัยสามัญ กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญจบลง ย่อมสะท้อนว่าการเจรจาต่อรองระหว่างทุกฝ่ายไม่เป็นผล

ภาพ: ฐานิส สุดโต
โจทย์ในตอนนี้จึงตกอยู่กับพรรคประชาชนว่า จะสามารถแสวงจุดร่วมสงวนจุดต่างในชั้นกรรมาธิการได้มากเพียงใด โดยที่ยังไม่เสียความยึดโยงต่อประชาชนไป แต่ขณะเดียวกันทุกฝ่ายก็ให้ความเห็นชอบ ไม่เสี่ยงถูกตีตกในวาระ 3 ซึ่งแนวโน้มดังกล่าวอาจพิจารณาได้จากคำตอบของพริษฐ์ ในฐานะผู้เสนอร่าง
“เป้าหมายคือพยายามหาฉันทามติจากทุกฝ่ายที่มี หลักการสำคัญของผมจะหาจุดกึ่งกลางที่เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย ซึ่งกรรมาธิการคาดหวังว่า เมื่อร่างแก้รัฐธรรมนูญที่รับมา ทั้งของพรรคประชาชน และพรรคภูมิใจไทย แต่พรรคเพื่อไทยมีสิทธิเสนอเช่นกัน ดังนั้น ต้องเอาโมเดลมาผสมในสิ่งที่รับได้ในเชิงหลักการ และผ่านความเห็นชอบของประชาชน” พริษฐ์กล่าว


