หัวข้อในเนื้อหานี้
รูปถ่ายของเด็กผู้หญิงตัวนิดเดียววิ่งร้องไห้กระจองอแงในร่างกายเปลือยเปล่าไร้อาภรณ์ ถูกเพลิงนรกจากระเบิดนาปาล์มที่ปูพรมถล่มหมู่บ้านของเธอที่ได้รับการขนานนามภาพว่า ‘Napalm Girl’ คือภาพจำที่แสนเจ็บปวดที่ชัดเจนที่สุดจากสงครามเวียดนามที่แสนโหดร้าย
แต่จากวันแห่งความมืดมนอนธการ เวลาผ่านล่วงมาถึง 50 ปีแล้ว ถึงภาพความทรงจำที่เจ็บปวดนั้นแม้จะไม่มีวันถูกลบเลือน แต่เวียดนามเดินทางมาไกลแสนไกลแล้วจากวันนั้น
หลักฐานคือความเจริญที่รุดหน้าอย่างรวดเร็วของพวกเขา โดยในปี 2024 อัตราการเจริญเติบโตของจีดีพีเวียดนามสูงกว่าในปี 1994 หรือ 30 ปีที่แล้วถึง 51 เท่า และเป็นชาติในอาเซียน (ASEAN) ที่มีอัตราการเติบโตของจีดีพีสูงที่สุด
สูตรไม่ลับของความสำเร็จในระดับพลิกโชคชะตาของชาติคือนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจ ‘โด่ยเหมย’ (Doi Moi) ซึ่งถูกเสนอให้มีการใช้ตั้งแต่ปี 1986 และต้องใช้เวลาเกือบสิบปีกว่าความพยายามนั้นจะลงรากฝังลึกเป็นไม้ใหญ่ที่เริ่มผลิดอกออกผลเป็นความกินดีอยู่ดีของคนในชาติ
อย่างไรก็ดีเวลานี้เวียดนามไม่คิดที่จะหยุดแค่นี้ พวกเขากำลังเตรียมพร้อมสำหรับการก้าว ไม่สิ บางทีต้องเรียกว่าการทะยานในแบบของชาติที่มีความทะเยอทะยานทางเศรษฐกิจ
จากโด่ยเหมยที่เป็นความมหัศจรรย์ครั้งแรกในวันนั้น เวียดนามกำลังจะสร้างความมหัศจรรย์ครั้งใหม่เพื่อการเป็น ‘เสือเศรษฐกิจ’ ตัวใหม่ของเอเชีย
การปฏิวัติมหัศจรรย์
ในงานเลี้ยงฉลองที่นครโฮจิมินห์เมื่อวันที่ 30 เมษายนที่ผ่านมา โต เลิม (To Lam) เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ต่อหน้าแขกผู้มีเกียรติ
“ขอให้เราได้ก่อร่างสร้างตัวจากจิตวิญญาณของชัยชนะอันยิ่งใหญ่ในฤดูใบไม้ผลิของปี 1975 และคุณค่ากับชัยชนะตลอด 40 ปีที่ผ่านมาภายใต้โด่ยเหมย”
คำว่าโด่ยเหมยมีความหมายว่า ‘การปฏิรูป’ หรือ ‘นวัตกรรม’ ซึ่งเป็นนโยบายการปฏิรูปเศรษฐกิจที่ถอดแบบมาจากนโยบายของรัฐบาลคอมมิวนิสต์ประเทศจีนในยุคของเติ้งเสี่ยวผิง พญามังกรผู้ยิ่งใหญ่ที่ใช้นโยบายการปฏิรูปเศรษฐกิจนำทางประเทศจีนมาตั้งแต่ปี 1978
สำหรับเวียดนาม นโยบายโด่ย เหมย ถูกประกาศเป็นครั้งแรกในการประชุมสมัชชาแห่งชาติครั้งที่ 6 ในปี 1986 และได้เริ่มอย่างจริงจังในยุคของนายกรัฐมนตรี หวอ วัน เกียต (Vo Van Kiet) ในระหว่างปี 1991-1997 ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญอย่างยิ่ง
แม้ว่าจะต้องใช้เวลายาวนานถึง 40 ปีจากก้าวแรก และ 50 ปีจากวันที่ไม่มีคำว่าเวียดนามเหนือและใต้ก็ตาม
เมื่อถึงเวลาโด่ยเหมยจะผลิบานเอง
จากประเทศที่เจ็บปวดและบอบช้ำจากสงคราม เวียดนามค่อยๆพลิกฟื้นผืนดินทุกตารางของประเทศ ผ่านการค่อยๆเปิดประตูทีละบาน เริ่มจากการยกเลิกการคว่ำบาตรสินค้าเวียดนามของสหรัฐอเมริกาในปี 1994 ซึ่งกลายเป็นจุดเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่ไม่ต่างอะไรจากการเปิดประตูและกล่าวคำว่า ‘ซินจ่าว’ (สวัสดี) ต้อนรับการหลั่งไหลของทุนจากชาติตะวันตก
ก่อนที่เวียดนามจะเข้าร่วมเป็นหนึ่งในชาติสมาชิกของอาเซียนในปี 1995 ทำให้ได้สิทธิ์ในการเป็นสมาชิกองค์กรการค้าโลก (WTO) ในปี 2007 และการตั้งโรงงานขนาดยักษ์ของ Samsung เพื่อผลิตโทรศัพท์มือถือในปี 2009 ซึ่งใช้เงินลงทุนมากถึง 2.32 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (7.56 แสนล้านบาท)
และนับจากปี 2010 เป็นต้นมาเวียดนามได้กลายเป็นชาติผู้ผลิตที่สำคัญของโลกจากการที่แรงงานในประเทศจีนมีค่าแรงที่สูง จนเวียดนามเป็นผู้นำของเทรนด์ ‘China Plus 1’ ซึ่งไม่ได้มีเพียงแค่ Samsung เท่านั้นที่เข้ามา แต่รวมถึง Apple ที่นับจากปี 2012 เป็นต้นมีการจ้างซัพพลายเออร์จากเวียดนามมากถึง 35 รายในปัจจุบัน ซึ่งมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มากกว่าไทยที่มีซัพพลายเออร์ 24 ราย
ขณะที่ภาคการส่งออกของเวียดนามมีการเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะกับสหรัฐฯ และจีน สองชาติมหาอำนาจ โดยเวียดนามส่งออกสินค้าไปจีนในปี 2024 ด้วยอัตราที่เติบโตจากปี 2012 ถึง 4 เท่า ซึ่งสูงกว่าไทยหรือมาเลเซีย
ส่วนสหรัฐฯ ซึ่งเป็นชาติที่เวียดนามทำรายได้จากการส่งออกสูงที่สุดเป็นอันดับหนึ่งนั้นในปี 2024 มีการเติบโตจากปี 2012 มากถึง 6 เท่า ซึ่งเป็นผลจากการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างสองชาติในยุคของประธานาธิบดี บารัค โอบามา (2009-2017) และทำให้เป็นชาติที่ส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯ สูงที่สุดเป็นอันดับที่ 4 ของโลกต่อจากจีน, สหภาพยุโรป และเม็กซิโก
ถึงอย่างนั้นเวียดนามกลับไม่ได้มัวแต่หลงใหลและชื่นชมกับความสวยงามทางตัวเลขเศรษฐกิจ
ในทางตรงกันข้ามพวกเขาตระหนักว่านี่คือโอกาสสำคัญที่จะนำพาชาติไปสู่ความเจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้น
ยุคสมัยใหม่กำลังจะมาถึงแล้ว
ภาพ : AFP PHOTO/HOANG DINH Nam / AFP PHOTO / HOANG DINH NAM
ยุคสมัยแห่งความรุ่งโรจน์
โต เลิม ประกาศในช่วงปลายเดือนเมษายนถึงเส้นทางต่อไปที่เวียดนามจะก้าวเดิน หมุดหมายใหม่ที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศหลังจากผ่านพ้นการรวมชาติมาครบ 50 ปี และ 40 ปีของการปฏิรูปโด่ยเหมย
“เวียดนามกำลังเข้าสู่ยุคสมัยแห่งความรุ่งโรจน์ของชาติ” คำประกาศจากผู้นำสร้างความฮึกเหิมให้แก่คนในชาติได้อย่างมาก
ยุคสมัยแห่งความรุ่งโรจน์ (Era of National Rise) นั้นคาดว่าจะมีการเปิดฉากในช่วงการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งชาติครั้งที่ 14 ของพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ซึ่งจะจัดขึ้นในช่วงต้นปี 2026 ที่กำลังจะถึงนี้ โดยที่มีเป้าหมายหลายประการด้วยกัน
เริ่มจากอย่างแรกคือการทำให้ประชาชนมั่งมี ประเทศชาติมั่นคง รักษาไว้ซึ่งระบอบสังคมนิยม และยืนหยัดทัดเทียมชาติมหาอำนาจของโลกในทวีปทั้ง 5 ให้ได้
ภายในปี 2030 ซึ่งจะครบรอบ 100 ปีของการก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม พวกเขาจะต้องเป็นประเทศกำลังพัฒนาที่มีความก้าวหน้าทางภาคอุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยีทันสมัย ปากท้องของประชาชนต้องดี ต้องมีรายได้ปานกลางระดับสูง
ภายในปี 2045 ซึ่งจะครบรอบ 100 ปีของการก่อตั้งประเทศเวียดนาม พวกเขาจะต้องเป็นประเทศพัฒนาแล้วที่ประชากรมีรายได้สูง
นี่คือความทะเยอทะยานที่น่ายกย่อง เพียงแต่เวียดนามเองก็ตระหนักดีว่าการจะไปให้ถึงจุดหมายนี้ไม่ง่าย มีสิ่งที่พวกเขาต้องทำอีกมากมาย
หนึ่งในนั้นคือการตัดสินใจที่สำคัญและทำได้ยากยิ่ง เพราะพวกเขาต้องรื้อบ้านใหม่ในระดับ ‘โครงสร้าง’
หากคิดจะบินขึ้นฟ้า
“เราต้องไม่ปล่อยให้หน่วยงานรัฐกลายเป็นที่หลบภัยของคนขี้เกียจ” คือคำประกาศกร้าวของ เหงียน ฮวา บินห์ (Nguyen Hoa Binh) รองนายกรัฐมนตรีแห่งเวียดนามในการประชุมกระทรวงมหาดไทยเมื่อปลายปีที่แล้ว
ปัญหาของเวียดนามไม่ต่างจากอีกหลายประเทศที่ระบบราชการที่ควรจะเป็นระบบในการขับเคลื่อนประเทศกลับมีส่วนในการฉุดรั้งไม่ให้ประเทศก้าวไปข้างหน้าได้อย่างที่ควรจะเป็นเพราะมีข้าราชการ คนทำงานที่มากเกินไป และไม่ได้ทำงานกันอย่างเต็มประสิทธิภาพ เป็นองค์กรที่มีความอุ้ยอ้ายเทอะทะ และสิ่งที่เลวร้ายที่สุดคือเรื่องปัญหาคอร์รัปชั่นที่เป็นมะเร็งกัดกินประเทศ
หากคิดจะบินขึ้นฟ้า ใยจะมาห่วงสัมภาระข้าวของที่ไม่จำเป็นกัน
การปฏิรูประบบราชการครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์จึงเกิดขึ้น โดยจะมีการลดจำนวนกระทรวงและหน่วยงานรัฐ พร้อมปลดข้าราชการกว่า 1 แสนคน มุ่งกำจัดระบบราชการที่ซ้ำซ้อนและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เพื่อกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจและดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงในภูมิภาค
หน่วยงานระดับกระทรวงในเวียดนามจะลดลงจาก 19 กระทรวงเหลือเพียง 14 กระทรวง และ 3 องค์กรเทียบเท่าระดับกระทรวง ขณะที่หน่วยการปกครองระดับจังหวัดจะถูกควบรวมและปรับลดจาก 63 หน่วย เหลือเพียง 34 หน่วย หรือเทียบง่ายๆคือจะจาก 63 จังหวัดจะเหลือแค่ 34 จังหวัดเท่านั้นโดยมีแค่จังหวัดสำคัญ 11 แห่งที่คงสถานะเดิม เช่น ฮานอย, โฮจิมินห์, เว้, ฮอยอัน
ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากแผนการปฏิรูปโครงสร้างครั้งใหญ่นี้คือการที่จะมีข้าราชการและคนทำงานจำนวนมากที่ตกงานในระดับแสนคน ไม่นับในเรื่องของความสับสนวุ่นวายของการปฏิบัติงานที่ต้องปรับเข้ากับโครงสร้างการทำงานแบบใหม่
แต่ทั้งหมดก็เพื่อการก้าวไปสู่อนาคตข้างหน้า ที่เวียดนามไม่หวังจะก้าวเดิน แต่ต้องการจะทะยานไปให้ไกลกว่าชาติอื่นในอาเซียน
‘ซิลิคอนเบย์-ฮับการเงิน’ ที่ดานัง
อีกหนึ่งสิ่งที่สะท้อนถึงความทะเยอทะยานของเวียดนามคือการเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ของเมืองสำคัญใหม่
ดานัง เมืองตากอากาศริมทะเลในฝันที่หลายคนที่อยากจะไปเยือนและมีโอกาสได้เหยียบหาดทรายขาวละเอียด (และสะพานมือสีทอง) สักครั้งกำลังจะถูกพัฒนาให้ไปในรูปโฉมใหม่สู่การเป็นเมืองที่เป็นทั้งศูนย์กลางเทคโนโลยี การค้า และการเงินแห่งใหม่ไม่ใช่แค่ของประเทศ แต่เป็นของภูมิภาคเลยทีเดียว (อ่านเพิ่มเติม ดานังทุ่มสุดตัวปั้น ‘Silicon Bay’ สร้างแล็บ 2 พันล้าน-ดึงบริษัทชิประดับโลก พร้อมเสนอยกเว้นภาษี 5 ปีดึงคนเก่ง ปูทางฮับ ‘การเงิน-การค้า-เทคโนโลยี’ ของเวียดนาม)
เรื่องนี้เลือง เหวียน มินห์ เจียต ประธานคณะกรรมการประชาชนเมืองดานัง ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ Nikkei Asia ถึงแผนการจัดตั้งศูนย์กลางการเงินระหว่างประเทศ (IFC) เพื่อดึงดูดเงินทุนมาสนับสนุนเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ โดย IFC ของดานังจะมุ่งเน้นไปที่การเงินสีเขียว (green finance) ฟินเทค และสินทรัพย์ดิจิทัล
โดยมี ‘หัวใจ’ 2 ดวงในแผนการนี้
หัวใจดวงแรกอยู่ที่ศูนย์กลางการเงินสำนักงานใหญ่ในโครงการ Danang Software Park 2 ซึ่งเป็นอาคารสูง 22 ชั้น พร้อมทั้งโครงสร้างพื้นฐานสนับสนุนเพิ่มเติมบนคาบสมุทรเซินจ่า และยังมีการสำรวจความเป็นไปได้ในการสร้างเกาะเทียมในอ่าวดานังอีกด้วย
และเพื่อเมืองสามารถส่งเสริมเศรษฐกิจที่เปิดกว้างมากขึ้น โดยผสมผสานทั้งการผลิต อีคอมเมิร์ซ โลจิสติกส์ และนวัตกรรมเข้าไว้ด้วยกัน ดานังจึงได้รับอนุมัติให้จัดตั้งเขตการค้าเสรี (FTZ) แห่งแรกของเวียดนาม บนพื้นที่เกือบ 1,900 เฮกตาร์ ซึ่งจะช่วยให้
หัวใจอีกดวงคือ Software Park 2 พื้นที่ขนาด 93,000 ตารางเมตร ที่ถูกจัดสรรไว้สำหรับบริษัทในอุตสาหกรรม AI และเซมิคอนดักเตอร์โดยเฉพาะ ซึ่งจะเป็นแรงผลักดันมหาศาลเพื่อให้ดานัง กลายเป็นศูนย์กลางด้านเทคโนโลยี
จากเมืองชายหาด ดานังจะเป็น ‘Silicon Bay’ โดยเวียดนามเองก็กำลังลงทุนสร้างห้องปฏิบัติการประดิษฐ์ (Fabrication lab) มูลค่าเกือบ 70 ล้านดอลลาร์ (ราว 2.27 พันล้านบาท) และศูนย์ข้อมูลระดับภูมิภาค เพื่อสร้างรากฐานที่มั่นคงให้กับอุตสาหกรรมดิจิทัลของประเทศ
เพื่อสร้างแรงดึงดูดใจที่รุนแรง ดานัง เป็นเมืองแรกในเวียดนามที่เสนอยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นเวลา 5 ปีสำหรับบุคลากรในภาคเซมิคอนดักเตอร์และ AI รวมถึงการมอบเงินสนับสนุนพิเศษสำหรับนักวิทยาศาสตร์, เงินรางวัลสำหรับสิ่งประดิษฐ์ทางเทคโนโลยี และการสนับสนุนที่พัก
นอกจากนี้ยังมีการเร่งสร้างบุคลากรขึ้นเพื่อรองรับงานจำนวนมากในอนาคตโดยในปีที่แล้วมหาวิทยาลัย 19 แห่งในเมืองได้เปิดรับนักศึกษาในสาขาเซมิคอนดักเตอร์ถึง 600 คน และตั้งเป้าจะเพิ่มเป็น 1,000 คนในปี 2025 ซึ่งจะส่งผลให้จำนวนบริษัทในกลุ่มนี้เพิ่มขึ้นถึงสามเท่าจากปี 2023
สิ่งเหล่านี้จะทำให้เวียดนามมีอาวุธครบมือมากขึ้นในเรื่องเศรษฐกิจ และไม่หวังพึ่งพาแค่เรื่องของการส่งออก การลงทุนจากต่างชาติ ไปจนถึงการท่องเที่ยวเหมือนที่ผ่านมาอีกต่อไป
ยักษ์ 250 ตน
เป้าหมายที่ท้าทายในระยะสั้นของเวียดนามยังมีเรื่องของการทำให้ตัวเลขจีดีพีของประเทศไปให้ถึง 8% ในปี 2025 และทะยานไปให้ถึงเลข ‘2 หลัก’ ในปี 2026
เรื่องนี้เป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่มาก และนั่นนำมาสู่การประกาศเดินหน้าลงทุนครั้งใหญ่ของรัฐบาลในโครงการขนาดยักษ์ที่เรียกว่า ‘เมกะโปรเจกต์’ ด้วยจำนวนเงินมากถึง 1.28 ล้านล้านดอง หรือกว่า 1.6. ล้านล้านบาท
จำนวนโครงการที่จะมีการลงทุนอยู่ที่ราว 250 โครงการซึ่งแบ่งออกเป็นโครงการด้านโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นการตัดถนน การขยายเส้นทางรถไฟ ระบบรถไฟ โดยเฉพาะโครงการสำคัญอย่างสะพาน Rach Mieu 2 ที่จะเชื่อมการเดินทางในตอนใต้ของประเทศได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ยังมีการสร้างสนามบินแห่งใหม่ที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดด่งนายทางตอนใต้ของประเทศเพื่อทดแทนสนามบินแห่งเดิมในนครโฮจิมินห์ โดยคาดว่าจะเปิดใช้ภายในสิ้นปี 2025 นี้ และโครงการอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ ซึ่งจะเป็นการลงทุนของทั้งของรัฐบาลเองและแหล่งเงินทุนจากต่างประเทศด้วย
ในด้านเทคโนโลยียังมีการสร้างศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D) แห่งใหม่ของบริษัทโทรคมนาคมแห่งชาติ Viettel ซึ่งมีเป้าหมายสำคัญที่การพัฒนาอุปกรณ์ที่มีเทคโนโลยีล้ำสมัย เซมิคอนดักเตอร์ ไปจนถึงปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) และศูนย์ข้อมูล
เมกะโปรเจกต์เหล่านี้จะไม่ใช่เป็นเพียงแค่แรงผลักดันที่สำคัญของเวียดนาม แต่ยังดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศให้เข้ามามากยิ่งขึ้นด้วย
ความท้าทายสู่เสือเศรษฐกิจเอเชีย
สุดท้ายเป้าหมายใหญ่ของเวียดนามคือการไปสู่การเป็น ‘เสือเศรษฐกิจ’ ตัวใหม่ของเอเชียให้ได้ภายในปี 2045 ที่ประเทศต้องเจริญรุ่งเรือง ประชาชนมีรายได้สูงอยู่ดีกินดี
อย่างไรก็ดีการจะไปให้ถึงจุดนั้นเองเวียดนามต้องเผชิญกับความท้าทายอีกมาก เพราะการทำนั้นยากกว่าแค่การพูดเสมอ
ในเดือนเมษายน IMF ได้มีการปรับการคาดการณ์เกี่ยวกับการเติบโตของจีดีพีเวียดนามภายในเดือนตุลาคมปีนี้จาก 6.1% ลงมาที่ 5.2% ซึ่งแม้จะสูงกว่าจีดีพีของไทยที่คาดว่าจะเติบโตที่ 1.2% มาก แต่ก็ยังห่างไกลจาก 8% ที่เวียดนามตั้งเป้าหมายเอาไว้
ขณะที่ในภาคอุตสาหกรรมการผลิต แม้เวียดนามจะถูกมองว่าเป็นรายใหญ่ของโลกแต่ปัญหาที่ถูกคาดว่ากำลังจะมาถึงและไม่อาจหลีกเลี่ยงได้คือการติดกับดักรายได้ปานกลาง โดย The Economist (ซึ่งถูกทางการเวียดนามแบนในเวลาต่อมา) คาดว่าภายในปี 2029 ค่าแรงของเวียดนามที่เคยเป็นแรงจูงใจสำคัญจะเพิ่มไปถึง 49% ทำให้ค่าแรงสูงขึ้นแต่ยังขาดความช่ำชองทางเทคโนโลยีทำให้ไม่สามารถผลิตสินค้ามูลค่าสูงได้
ปัญหาอื่นๆ ยังมีอีกไม่น้อย เช่น การเริ่มขาดแคลนแรงงานจากชนบท และแรงงานที่ศึกษาในมหาวิทยาลัยมีเพียงแค่ 10% ของแรงงานทั้งหมด หรือแม้กระทั่ง ‘ภาษีทรัมป์’ มาตรการภาษีการค้าของสหรัฐอเมริกา ที่คาดว่าอาจจะส่งผลกระทบต่อการเติบโตในระยะยาวของประเทศถึง 2.5%
อย่างไรก็ดี ด้วยเสถียรภาพทางการเมือง และความมุ่งมั่นตั้งใจในการปฏิรูปประเทศอย่างจริงจัง ปฏิเสธไม่ได้ว่ายุทธการเศรษฐกิจครั้งใหม่ที่รัฐบาลเวียดนามประกาศทำให้เป็นที่จับตามองของนานาประเทศ ไม่เพียงแต่ประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะไทยซึ่งกำลังถูกมองว่าโดนเวียดนามแซงไปเรียบร้อยแล้วหลังประเทศชะงักงันมาร่วม 20 ปี แต่รวมถึงนานาประเทศที่เริ่มสนใจและมองเวียดนามในมุมที่แตกต่างไปจากเดิม
ที่แน่ๆ คือเวียดนามเป็นชาตินักสู้ ผู้กลับมาจากความเจ็บปวดเจียนตายได้อย่างน่ามหัศจรรย์จากสงครามเมื่อ 50 ปีที่แล้ว
ควันไฟ รอยเลือด คราบน้ำตา การสูญเสียในวันนั้นอาจจางลงแล้ว แต่มันยังเป็นพลังสำคัญในการไปสู่ความฝันที่จะเปลี่ยนเวียดนามให้เป็นประเทศที่ยิ่งใหญ่ในอนาคต
ไม่ว่าในปี 2035 และ 2045 พวกเขาจะไปถึงจุดไหน จะทำได้อย่างที่ฝันไว้หรือไม่ แต่เชื่อได้ว่าอย่างน้อยถ้าตั้งใจแล้วมันต้องดีกว่าในปี 2025 อย่างแน่นอน
ภาพปก : danefromspain / Getty Images
อ้างอิง:
- https://asia.nikkei.com/economy/vietnam-s-dramatic-growth-over-50-years
- https://www.economist.com/briefing/2025/05/22/vietnams-economy-is-booming-but-its-new-leader-is-worried
- https://www.thevietnamese.org/2025/07/what-the-economist-really-revealed-about-viet-nam/
- https://asia.nikkei.com/economy/vietnam-s-beach-town-danang-seeks-finance-and-tech-sector-boost